Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
ค้นหานิยาย
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
Sign in Sign up

ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 411 จิตคะนึงถึงบ้านเกิด

  1. Home
  2. ข้าหาได้คิดเป็นเซียน
  3. บทที่ 411 จิตคะนึงถึงบ้านเกิด
Prev
Next

ไม่เห็นนิยายอัปเดตใช่ไหม?
>>จิ้มที่นี่ได้เลย<<

บทที่ 411 จิตคะนึงถึงบ้านเกิด

……………

ดินแดนแถบนี้ช่างทุรกันดารและห่างไกลยิ่งนัก ชนพื้นเมืองส่วนใหญ่พูดภาษาทางการไม่ได้ ซ่งโหยวเดินมาถึงที่นี่จึงสัมผัสได้ว่า

จะหาคนถามทางสักคนก็ยังเป็นเรื่องยากนัก

ผู้ที่พอจะสนทนาด้วยได้มักเป็นคนแคว้นอื่น ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการที่มาประจำตำแหน่ง พ่อค้าที่มาค้าขาย หรือผู้ลี้ภัยที่หนีความวุ่นวายมาจากทางเหนือ ด้วยเหตุนี้ พวกเขาเองก็ไม่ได้พบเจอชาวจงหยวนบ่อยนัก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงนักพรตที่สามารถเอ่ยปากพูดคุยกันได้อย่างสบายๆ แล้ว ดังนั้นทุกครั้งที่พวกเขาได้พูดคุยกับซ่งโหยว จึงดูเบิกบานใจเป็นพิเศษ เมื่อซ่งโหยวถามทางเรียบร้อยแล้ว ก็มักจะถูกคนเหล่านั้นรั้งไว้เพื่อถามไถ่เรื่องราวในดินแดนจงหยวนหรือบ้านเกิดเมืองนอนอีกมากมาย

ภายหลังซ่งโหยวจึงเริ่มเรียนรู้

หากจะถามทาง เขาจะมองหาร้านค้าขนาดใหญ่หรือไม่ก็ศาลากลางแทน

ลำพังเพียงเหล่าขุนนางและพ่อค้าแห่งอาณาจักรเยี่ยนก็มีไมตรีต่อเซียนและนักพรตอยู่แล้ว ยิ่งในดินแดนทุรกันดารห่างไกลเช่นนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึง

วันนี้ก็เช่นกัน

เมื่อซ่งโหยวมาถึงที่ว่าการอำเภอหลานอัน เขาได้แจ้งนามและเจตจำนงว่าต้องการมาถามทาง ชนพื้นเมืองที่เฝ้าประตูเพิ่งจะเข้าไปรายงานได้ไม่นาน ขุนนางประจำอำเภอก็รีบออกมาต้อนรับเขาด้วยตนเอง

ผู้พิพากษาตรงหน้าเป็นชาวอี้โจวเช่นกัน เขาว่าตนนั้นมีแซ่หลู่ ด้วยเพราะเป็นคนรูปร่างเจ้าเนื้อที่มาพำนักอยู่ในดินแดนอันร้อนอบอ้าว บัดนี้ทั้งร่างของเขาจึงชุ่มไปด้วยเหงื่อ

เมื่อได้พบซ่งโหยว เขาก็ออกมาต้อนรับด้วยความกระตือรือร้น

ความกระตือรือร้นนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับฐานันดรสูงต่ำ, อิทธิฤทธิ์อันแก่กล้าหรือความเลื่อมใสที่ต่อนักพรตเสียด้วยซ้ำ แต่มาจากความรู้สึกที่ได้พบคนถิ่นเดียวกัน

แท้จริงแล้วมันคือความรู้สึกคะนึงหาบ้านเกิด

ซ่งโหยวเห็นทะเลแล้ว เดิมทีแค่ตั้งใจจะมาถามว่าควรไปที่ใดเพื่อออกทะเล จากนั้นก็จะมุ่งหน้าสู่ชายหาดทันที ทว่านึกไม่ถึงว่าผู้พิพากษาหลู่จะรั้งตัวเขาไว้ ทั้งยังสั่งให้ภรรยาจัดเตรียมห้องหับและสุราอาหาร ไว้สนทนาพาทีกันในยามค่ำคืน

เมื่อซ่งโหยวเห็นถึงน้ำใสใจจริงของอีกฝ่าย จึงไม่ได้ปฏิเสธ

เตรียมอาหารเสร็จสรรพแล้ว ทั้งสองก็มานั่งร่วมโต๊ะกัน

บนโต๊ะมีไก่ต้มหนึ่งหม้อ หากสังเกตให้ดีจะพบว่าน้ำที่ใช้ต้มเป็นน้ำมะพร้าวหาใช่น้ำเปล่า ทั้งยังใส่เนื้อมะพร้าวหั่นฝอยลงไปด้วย นอกจากนี้ยังมีซี่โครงหมูย่าง หางหมูย่าง และลิ้นจี่สดใหม่ถึงขั้นยังมีหยดน้ำเกาะพราวอยู่อีกหนึ่งจาน ทว่ากลับไม่เห็นวัตถุดิบล้ำค่าจากท้องทะเลเลยสักอย่าง มีเพียงปลาทะเลที่เตรียมไว้ให้แมวสามสี เพราะรู้ว่าซ่งโหยวมีเจ้าแมวเป็นสหายร่วมทาง

แสงจากฟากฟ้าและตะเกียงน้ำมันพลันสลัวลง ผู้พิพากษาหลู่ถือตะเกียบค้างอยู่ในมือ ไม่มีใจจะคีบอาหารเลยแม้แต่น้อย เพราะมัวแต่จดจ่อกับการสนทนากับซ่งโหยว

เจ้าแมวที่นั่งอยู่บนม้านั่งก็คอยขยับเปลี่ยนมุมมองซ้ายขวาบนล่าง พิจารณาปลาในชาม เห็นว่ามันมีลำตัวยาวและแบน หนังก็สะท้อนเป็นมันวาว นางจึงขยับเข้าไปดมแล้วดมอีก ดูท่าทางจะฉงนใจยิ่งนัก

“ผู้แซ่หลู่ก็เคยไปเยือนอำเภอหลิงเฉวียนมาก่อน เป็นสถานที่ที่ดีจริงๆ ทั้งยังเคยได้ยินมาว่าที่อำเภอหลิงเฉวียนมีอารามเต๋าแห่งหนึ่งที่… อืม… ที่ศักดิ์สิทธิ์และลี้ลับยิ่งนัก”

“ตั้งอยู่บนเขาหยินหยางใช่หรือไม่”

“โอ้ ใช่แล้ว ใช่แล้ว! คือที่นั่น!” ดวงตาของผู้พิพากษาหลู่พลันเปล่งประกายขึ้นมาในทันใด “หรือว่า…”

“ที่นั่นคืออารามของข้าเอง”

“ช่างมีวาสนาต่อกันโดยแท้” ผู้พิพากษาหลู่ชะงักไปครู่หนึ่ง “เสียดายนักที่ตอนนั้นข้าเพียงแค่เดินทางผ่าน ไม่ได้เข้าไปสักการะ”

“ท่านคงจะได้ยินมาว่าอารามแห่งนั้นไม่ค่อยขลังเท่าใดนักใช่ไหมเล่า”

“ฮ่าๆๆ…”

ผู้พิพากษาหลู่แหงนหน้าขึ้นหัวเราะออกมาอย่างเบิกบานใจ

ทันใดนั้นเขาก็พลันนึกขึ้นได้ว่ามัวแต่คุยกับคนบ้านเดียวกันจนลืมเชิญแขกทานอาหาร จึงรีบกล่าวแทรกขึ้น “คุณชายเชิญรับประทานเถิด! ชายฝั่งล่างโจวทุรกันดารยิ่งนัก ข้าไม่ได้มีแขกมาเยือนเสียนาน ดังนั้นคุณชายโปรดอย่าได้เกรงใจ หากข้าดูแลไม่ทั่วถึงหรือหลงลืมอะไรไป คุณชายก็อย่าได้ถือสาข้าเลยนะ!”

“ไม่เป็นไร…”

“นี่คือไก่พื้นเมืองต้มน้ำมะพร้าว แม้รสชาติจะจืดชืดไปบ้าง แต่เนื้อสัมผัสนั้นกลับนุ่มละมุนและรสชาติหวานสดชื่นยิ่งนัก ถือได้ว่าแปลกใหม่พอสมควรเลย” ผู้พิพากษาหลู่เว้นจังหวะ “แถบนี้หาเนื้อแกะได้ยากนัก จึงไม่ได้ต้อนรับท่านด้วยเนื้อแกะ ยังดีที่หมูพื้นเมืองกินหยวกกล้วยเป็นอาหาร แม้ตัวจะเล็กแต่มีรสชาติอร่อยนัก ซ้ำแล้วยังไม่มีกลิ่นสาบ ย่างไฟให้แห้ง โรยเกลือลงไปเล็กน้อยก็อร่อยแล้ว!”

“ท่านช่างใส่ใจยิ่งนัก”

ซ่งโหยวหยิบตะเกียบขึ้นมาคับไก่ต้มน้ำมะพร้าวและเนื้อหมูย่างตามคำแนะนำ

เป็นจริงดังที่ผู้พิพากษาหลู่ว่าไว้ ไก่ต้มน้ำมะพร้าวนั้นมีรสชาติบางเบา แต่แฝงด้วยรสหวานละมุนลิ้นจากน้ำมะพร้าว เนื้อไก่ไม่คาวนับว่าทำได้ดีนัก ส่วนซี่โครงหมูนั้นก็ย่างจนเกรียมกำลังดี กลิ่นสาบที่อาจมีหลงเหลืออยู่บ้างถูกความร้อนแผดเผาจนมลายสิ้น สุดท้ายก็ถูกกลิ่นเกรียมกลบจนหมด เนื้อนุ่มและติดมันพอเหมาะ ข้างนอกกรอบข้างในฉ่ำ ยามเคี้ยวมีน้ำซึมออกมา รสชาติสดใหม่ กลิ่นก็หอมกรุ่น แค่โรยเกลือก็อร่อยขึ้นมากโข

ทว่าสิ่งที่เขาสนใจที่สุดกลับเป็นลิ้นจี่จานนั้น

ซ่งโหยวแกะชิมลูกหนึ่ง พบว่ารสชาติหวานล้ำยิ่งนัก

ยามนี้เองเขาจึงได้ปรายสายตาลงมองเจ้าแมว เห็นนางทำท่ากล้าๆ กลัวๆ เหมือนคิดจะลองชิมก็กระซิบเบาๆ “นี่คือปลาไต้อวี๋ เป็นปลาทะเลชนิดหนึ่ง เจ้ากินเถิด”

“คุณชายมาจากอี้โจวแท้ๆ รู้เรื่องปลาทะเลกับเขาด้วยหรือ”

“แค่เคยได้ยินมาบ้าง ได้ยินมาว่าในทะเลมีกุ้งหอยปูปลาอุดมสมบูรณ์และแปลกตานัก ครั้งนี้จึงตั้งใจมาเปิดหูเปิดตาเสียหน่อย” ซ่งโหยวตอบกลับ

“ฮ่าๆ!”

ผู้พิพากษาหลู่ได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะร่า “สัตว์ทะเลพวกนี้อาจดูแปลกใหม่สำหรับชาวจงหยวน ตอนผู้แซ่หลู่มาถึงที่นี่ใหม่ๆ ก็เคยคิดว่าจะกินให้สำราญใจ แต่พอผ่านไปนานเข้า กลับกลายเป็นอาหารจำเจเสียอย่างนั้น กลายเป็นว่าที่นี่ขาดแคลนวัตถุดิบหลายอย่าง อยากกินอาหารอย่างอื่น ก็หากินยากนัก”

เมื่อซ่งโหยวได้ยินเช่นนี้ จึงได้รู้ว่าอาหารที่ผู้พิพากษาหลู่เตรียมไว้เต็มโต๊ะนั้นมีค่าเพียงใด

“พวกข้าออกพเนจรมาถึงที่นี่ ได้ยินข่าวเล่าลือแปลกประหลาดเกี่ยวกับดินแดนโพ้นทะเลมามากมาย จึงคิดจะออกทะเลไปสำรวจดูสักครา ลองเสี่ยงโชคดูว่าพอจะมีวาสนาได้พบเจอเรื่องราวอัศจรรย์เหล่านั้นด้วยตนเองหรือไม่ จึงอยากถามท่านว่า หากจะออกทะเลต้องไปที่ไหนถึงจะสะดวก แล้วจะเช่าเรือได้อย่างไร”

“หืม คุณชายคิดจะออกทะเลหรือ”

เมื่อผู้พิพากษาหลู่ได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักไป

“ใช่แล้ว…”

“คุณชายเคยได้ยินเรื่องอาณาจักรคนแคระ อาณาจักรยักษา ปีศาจใต้ทะเลหรือจ้าวสมุทรมาบ้างหรือไม่”

“ล้วนเคยได้ยินมาทั้งสิ้น” ซ่งโหยวเว้นไป “ทั้งยังได้ยินมาว่าอำเภอหลานอันที่อยู่ภายใต้การปกครองของท่านนั้นรุ่งเรืองและมั่งคั่งที่สุด ซ้ำแล้วยังออกทะเลง่ายสุด จึงได้ดั้นด้นมาที่นี่”

“ก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นหรอกท่าน”

ผู้พิพากษาหลู่ไม่ได้ลำพองใจในคำเยินยอ ทว่ากลับขมวดคิ้วมุ่น “หากคุณชายแค่อยากออกทะเลไปเที่ยวเล่น ตกปลา ล่องเรือไปตามชายฝั่ง ก็ให้ไปที่หมู่บ้านชาวประมงสักแห่ง หาชาวประมงสักคน จ่ายเงินเขาสักเล็กน้อย เขาก็พาท่านออกทะเลแล้ว หากข้าว่างนักก็ยินดีร่ำสุราไปพร้อมกับท่านเสียด้วยซ้ำ ทว่าหากท่านต้องการจะค้นหาสิ่งที่กล่าวมาเมื่อครู่ ก็จำต้องรอนแรมลึกเข้าไปในมหาสมุทรเป็นร้อยเป็นพันลี้…”

“หืม ไม่ค่อยสะดวกนักหรือ”

“หากเป็นเมื่อก่อนย่อมทำได้ มีคนประกอบอาชีพนำเที่ยวหาเลี้ยงปากท้องตน ทว่าเมื่อปีก่อนมีข่าวลือว่าจอมมารตนหนึ่งรุกล้ำเข้ามาห้ำหั่นกับจ้าวสมุทร หลังจากนั้นจ้าวสมุทรจึงมีอารมณ์แปรปรวนนัก เมื่อสองเดือนก่อนยังพอกระไรอยู่ แต่เมื่อไม่นานมานี้บรรดาคนออกทะเลทั้งหลายกลับเหลือรอดมาเพียงหยิบมือ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคลื่นลม ปีศาจใต้ทะเลหรือเพราะไปยั่วโมโหจ้าวสมุทรเข้ากันแน่…”

“เช่นนั้นข้าคงทำได้เพียงซื้อเรือหรือ”

“เพราะเหตุนี้การออกทะเลจึงเป็นเรื่องอันตรายยิ่งนัก!” ผู้พิพากษาหลู่กล่าวด้วยน้ำเสียงวิงวอน “คุณชายอย่าออกไปเลยจะดีกว่า!”

“ท่านอย่ากังวลไปเลย ข้าพเนจรไปทั่วใต้หล้า ซ้ำยังพอมีวิชาอาคมติดตัวอยู่บ้าง หาได้หวั่นเกรงต่อปีศาจหรือคลื่นลมในทะเล ส่วนเรื่องจ้าวสมุทรนั้น ใจหนึ่งก็ปรารถนาจะไปพบปะเยี่ยมเยียนดูสักครา” ซ่งโหยวกล่าวพลางยิ้มละไม “อีกอย่างในเมื่ออุตส่าห์ดั้นด้นมาถึงที่นี่แล้ว อย่างไรเสียก็จำต้องออกไปให้ได้สักหน”

“ต่อให้คุณชายพอจะมีวิชาอาคมอยู่บ้าง แต่จ้าวสมุทรเป็นถึงราชามังกรเชียวนะ แม้แต่เรือลำใหญ่ที่สุดก็เป็นเพียงของเล่นชิ้นหนึ่ง รับมือไม่ง่ายเลยนะท่าน!”

“ท่านโปรดวางใจ…” ซ่งโหยวสัมผัสได้ถึงความจริงใจในน้ำเสียงของเขา จึงกล่าวตอบด้วยความสัตย์จริงว่า “ไม่ปิดบังท่าน ครั้งนี้ข้าตั้งใจออกทะเลไปตามหาสิ่งของบางอย่าง หากจ้าวสมุทรเป็นมังกรจริงดั่งที่ว่าก็ถือว่าช่วยข้าเปิดหูเปิดตา แต่หากไม่ใช่ ข้าก็หาได้เกรงกลัวไม่ ที่สำคัญคือข้าต้องตามหาสิ่งนั้นให้พบต่างหาก”

“เรื่องนั้น… ปัดโธ่ท่านนี่…”

ผู้พิพากษาหลู่ได้ฟังดังนั้นก็ไม่ได้ซักไซ้หรือเหนี่ยวรั้งต่อ “เช่นนั้นท่านคงต้องซื้อเรือออกทะเลเองเสียแล้ว ข้าคิดว่าคงหาคนพาท่านออกทะเลยากนัก”

“เช่นนั้นข้าคงต้องลงมือเองแล้ว”

“เฮ้อ ดูท่าคุณชายจะตั้งมั่นแน่วแน่เหลือเกิน” ผู้พิพากษาหลู่ถอนหายใจยาวก่อนจะกล่าวต่อ “ช่วงก่อนหน้านี้คลื่นลมในทะเลค่อนข้างรุนแรง ช่วงนี้จึงมีไม่กี่คนที่กล้าออกทะเล บรรดาผู้ที่ฝากชีวิตไว้กับท้องทะเลต่างก็ใช้ชีวิตลำบากนัก หากคุณชายต้องการซื้อเรือก็นับว่าสะดวกยิ่ง ส่วนเรื่องราคานั้น ข้าจะให้คนท้องถิ่นที่ทำงานอยู่ในศาลากลางติดตามท่านไป เผื่อจะซื้อเรือได้ในราคาที่สมเหตุสมผลสักหน่อย”

“ขอบคุณท่านมาก”

“ไม่เห็นต้องกล่าวเช่นนั้นเลย” ผู้พิพากษาหลู่กล่าวต่อ “ว่าแต่คุณชายพายเรือและหาทิศทางเป็นใช่หรือไม่”

“ข้ามีนกนางแอ่นเป็นสหายร่วมทาง เขาชำนาญการหาทิศทางนัก คงไม่หลงอยู่กลางทะเลหรอก” ซ่งโหยวกล่าว “ส่วนเรื่องพายเรือนั้น คงฝึกฝนสักระยะหนึ่ง ประจวบเหมาะกับที่แม่นางสามสีเองก็สนใจกุ้งหอยปูปลาในทะเลนัก ถือว่าได้พานางไปตกปลาเล่นก็แล้วกัน”

“เอ่อ…”

ผู้พิพากษาหลู่ยิ่งทวีคูณความกังวลขึ้นไปอีก

ซ่งโหยวเห็นท่าทางเช่นนั้นก็ยกยิ้มบางๆ เขาหยิบลิ้นจี่ขึ้นมาผลหนึ่งแล้วกล่าวกับอีกฝ่ายว่า “ที่อี้โจวยังพอหาลิ้นจี่แบบนี้ได้ ผิดกับที่ฉางจิง”

“ก็จริง…”

“หากได้กินแบบเย็นๆ คงจะอร่อยยิ่งขึ้นไปอีก”

“แบบเย็นๆ หรือ”

“ใช่แล้ว”

ว่าแล้วซ่งโหยวก็โบกมือใส่จานลิ้นจี่

ภายในห้องพลันมีไอความเย็นพัดเข้ามา

ผู้พิพากษาหลู่รู้สึกอัศจรรย์ใจยิ่งนัก เขารีบยื่นมือไปสัมผัสลิ้นจี่ ทว่าเพียงแตะเบาๆ ก็สะดุ้งจนต้องชักมือกลับมาเสียแล้ว

ผิวลิ้นจี่เย็นเฉียบ ราวกับเพิ่งผ่านการแช่น้ำแข็งมา

“คุณชายมีอิทธิฤทธิ์แก่กล้าจริงๆ”

“เพียงแสดงอาคมเล็กๆ น้อยๆ ให้ท่านดูเท่านั้น หวังว่านี่จะเป็นประสบการณ์ใหม่ๆ สำหรับท่าน ถือเป็นการตอบแทนไมตรีที่ท่านให้การต้อนรับข้าในครั้งนี้”

ซ่งโหยวกล่าวพลางแกะเปลือกลิ้นจี่ในมือ เขาไม่ได้แกะให้ตนเอง แต่กลับยื่นลงไปให้เจ้าแมวบนม้านั่ง เจ้าแมวอ้าปากคาบผลไม้ในมือของเขา ปากเล็กๆ แตะโดนมือเขาเบาๆ ทำให้ยามที่เขาแกะลิ้นจี้ลูกต่อมาถึงได้กลิ่นคาวปลาทะเลลอยมาจางๆ

“คุณชายพักอยู่ที่นี่ต่อก่อนเถิด”

“ขอบคุณท่านมาก แต่ข้าขอพักเพียงคืนเดียวก็ซาบซึ้งใจมากพอแล้ว ไม่รบกวนนานหรอก” ซ่งโหยวเว้นไปครู่หนึ่ง “ข้าลองสังเกตท้องฟ้าดูแล้ว ช่วงนี้อากาศยังดีอยู่ พรุ่งนี้ข้าจะไปซื้อเรือ พักผ่อนที่ริมชายหาดสักพักแล้วค่อยออกเรือ”

“ช่วงนี้อากาศดีจริงหรือ ทั้งที่คืนนี้ฟ้าครึ้มแท้ๆ”

“ฝนตกแค่คืนเดียวเท่านั้น พรุ่งนี้อากาศก็แจ่มใสแล้ว”

“อืม…”

ผู้พิพากษาหลู่รับฟังไว้แต่ถึงกระนั้นก็ยังรู้สึกเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งอยู่ดี

ทว่าอย่างไรเสียก็เป็นเพียงคนแปลกหน้าที่เพิ่งพบกันครั้งแรก แม้ใจจริงอยากจะรั้งไว้สนทนาต่อ แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายตัดสินใจแน่วแน่ก็ยากจะทัดทาน ทำได้เพียงยกจอกเหล้าขึ้นคารวะ

หลังจากนั้นผู้พิพากษาหลู่ได้ไต่ถามถึงเรื่องราวที่อี้โจว ถามถึงเรื่องราชสำนักและการแก่งแย่งอำนาจในฉางจิง ตลอดจนเรื่องอุทกภัยในเฟิงโจวและเหยาโจว ฝ่ายซ่งโหยวก็ถือโอกาสสอบถามเรื่องราวพิสดารตามแถบชายฝั่งทะเล ผู้พิพากษาหลู่มักจะต้องรับมือกับเรื่องราวเหล่านี้อยู่เป็นประจำ ทั้งยังต้องคัดกรองความจริงเท็จ เรื่องเล่าที่หลุดออกมาจากปากของเขาจึงนับว่ามีประโยชน์มหาศาลนัก

ส่วนแมวสามสีนั้นยังคงหมอบอยู่บนม้านั่ง ก้มหน้าก้มตาต่อสู้กับปลาไต้อวี๋ต่อไป จะชูคอขึ้นมาจ้องมองพวกเขาก็ต่อเมื่อได้ยินเรื่องที่นางสนใจเท่านั้น เช่น วิธีทำไก่ต้มน้ำมะพร้าว หรือการไปตกปลาที่ชายทะเล

……………

>กลับหน้าหลักHOMEจิ้ม<

Prev
Next

Comments for chapter "บทที่ 411 จิตคะนึงถึงบ้านเกิด"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Aileen Novel
  • หน้าหลัก HOME
  • COOKIE POLICY

© 2020 - 2023 ไอรีนโนเวล นิยายอ่านฟรีทุกวัน เว็บอ่านนิยาย pdf ไอรีนโนเวล “aileen-novel.online” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน นิยายชื่อดัง ตอนล่าสุด "ฮณ๊ฯดฯฌซ, อ่านฟรี อ่านเพลินอ่านทั้งวันกับไอรีนโนเวลออนไลน์

Sign in

Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Sign Up

Register For This Site.

Log in | Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Lost your password?

Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย