ลูกหลานเรียกหาข้า หลังข้าบรรลุเซียน - ตอนที่ 494 โพธิพุทธสมุทร เทวะไทซัง
การเทศนาของพระศรีอาริยเมตไตรยลึกซึ้งยิ่งกว่าการเทศนาทั้งหลายที่เจียงฉางเซิงเคยฟังก่อนหน้านี้ แต่เขากลับรับเนื้อหาสาระของมันได้ง่ายดายกว่าเดิม นี่บ่งบอกว่าตบะของพระศรีอาริยเมตไตรยแก่กล้ายิ่งกว่า อย่างน้อยหากพูดถึงระหว่างการเทศนา พลังตบะของพระศรีอาริยเมตไตรยก็แข็งแกร่งที่สุด
การเทศนาหนนี้ยาวนาน แต่กลับไม่น่าเบื่อ
ระหว่างการฟังเทศนา เจียงฉางเซิงสัมผัสโชคชะตาได้ลึกซึ้งมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการจับสัมผัสโชคชะตาแห่งฟ้าดิน มิใช่สรรพชีวิตทั้งหลายเท่านั้นที่มิโชคชะตา ไม่ว่าสิ่งใดที่ดำรงอยู่ล้วนมีโชคชะตา รวมไปถึงตัวกฎทั้งหลายเองด้วย โชคชะตาครอบอยู่เหนือการดำรงอยู่ของทุกสรรพสิ่ง มรรคาสวรรค์อาศัยสิ่งนี้ในการควบคุมทุกสิ่ง
ปีแล้วปีเล่าผันผ่าน สำหรับผู้ฝึกตนที่ครอบครองพลังอันยิ่งใหญ่แล้ว กาลเวลาให้ความรู้สึกเชื่องช้ากว่าปุถุชนมากเหลือเกิน
ตอนที่การเทศนาหนนี้จบลง สิ่งมีชีวิตธรรมดาทั้งหลายก็กลับชาติมาเกิดกันได้เป็นสิบชาติแล้ว
สติของเจียงฉางเซิงค่อยๆ ฟื้นตื่น เขาปรือตาเปิด ทุกสิ่งเบื้องหน้าไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เขามองเห็นโชคชะตาของทุกคนในสถานที่เทศนา ตัวอย่างเช่นเจ้าแม่เซียวเหอด้านข้างของเขา โชคชะตาของทั้งสองคนแตกต่างกันประหนึ่งเม็ดทรายกับภูเขาไท่ซาน ยากจะจินตนาการว่าเจ้าแม่เซียวเหอประสบพบสิ่งใดมาบ้างจึงมีโชคชะตาที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้
ยากนักกว่าจะได้พบกันอีกครั้ง มิสู้เดินทางไปชม ‘โพธิพุทธสมุทร’ ด้วยกันเป็นเช่นไร?”
เจ้าแม่เซียวเหอมองเจียงฉางเซิงแล้วเอ่ยชวน แม้น้ำเสียงจะนิ่งสงบแต่เจียงฉางเซิงมองเห็นความคาดหวังในดวงตาของนาง
เจียงฉางเซิงลังเลเล็กน้อย มิใช่เพราะเขามิปรารถนา แต่เขาไปไม่ได้ ทุกครั้งที่การเทศนาจบลง พอก้าวออกจากสถานที่เทศนา ฟังก์ชัน ‘จิตหวนสดับหลักคำสอน’ ก็จะสิ้นสุดลง ทุกครั้ง เขาคงจะทำได้เพียงปฏิเสธคำเชื้อเชิญของนาง หนหน้าพบกันนางจะเป็นอย่างไรบ้างนะ? หากมองจากมุมมองของเจียงฉางเซิง ผู้บำเพ็ญเซียนลงทั้งหมดของวิถีเซียนโบราณล้วนสิ้นชีวากันหมดแล้ว รวมถึงเจ้าแม่เซียวเหอเองด้วย ดังนั้นพวกเขาสองคนพบหน้ากันครั้งหนึ่ง โอกาสพบกันก็ลดน้อยลงครั้งหนึ่ง โอกาสพบพานช่างหายากยิ่งนัก
“แดนสุขาวดีอยู่ด้านข้างนี้เอง ไปด้วยกันเถิด ลองดู บางทีเจ้าอาจไปได้”
เสียงของเจ้าแม่เซียวเหอลอยมา น้ำเสียงนิ่งสงบนัก
ลองดูหรือ?
เจียงฉางเซิงฟังความนัยที่แฝงมาในถ้อยคำของนางออก เขาจึงตกลง
เจ้าแม่เซียวเหอสะบัดแขนเสื้อพาเขากับเทพธิดาทั้งสองนางไปด้วยกัน พวกเขาหายวับไปจากสถานที่เทศนา
เมื่อเจียงฉางเซิงลืมตาอีกครั้ง เขาก็พบว่าตนเองอยู่ใต้ผืนนภาที่อาบย้อมด้วยแสงเรืองรองสีแดงฉาน เขากับกลุ่มของเจ้าแม่เซียวเหอสามคนกำลังขี่ก้อนเมฆเคลื่อนไปข้างหน้า เขาเงยหน้ามองซ้ายขวาสองฝั่งมีเงาร่างของผู้แสวงพรตคนอื่นๆ ขี่เมฆมุ่งไปทางเดียวกัน พวกเขาคงจะไปชมโพธิพุทธสมุทรเช่นกัน
‘เอฟังก์ชันจิตหวนสดับหลักคำสอนของข้ายังไม่สิ้นสุดเสียด้วย นี่มันเกิดอะไรขึ้นกัน? หรือว่าโพธิพุทธสมุทรก็นับเป็นโชควาสนาของการฟังเทศนาด้วย?’
เจียงฉางเซิงนึกแปลกใจ เขาสนใจโพธิพุทธสมุทรที่กำลังจะได้เห็นอย่างห้ามไม่ได้
“โพธิพุทธสมุทรเป็นหนึ่งในทัศนียภาพอันมหัศจรรย์ของลัทธิพุทธ ในมหาสมุทรมีพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้ากับต้นกำเนิดของเจาลัทธิซุกซอนอยู่ ผู้บำเพ็ญเซียนจำนวนมากที่เดินทางมาฟังเทศนาสั่งสอนล้วนแวะมาโพธิพุทธสมุทรกันทั้งสิ้น”
เสียงของเจ้าแม่เซียวเหอลอยมา ดึงให้เจียงฉางเซิงเหลือบสายตาไปมองนาง
เจียงฉางเซิงอดไม่ได้ถามขึ้นมาว่า “ระดับขั้นของท่านในปัจจุบันยังจำเป็นต้องไปชมโพธิพุทธสมุทรอีกหรือ?”
เจ้าแม่เซียวเหอหันไปมองเจียงฉางเซิงแล้วยิ้มหวาน “ดูท่าตัวข้าในใจของสหายนักพรตคงแข็งแกร่งมาก แม้ในพันมหาโลกาตัวข้านี้จะนับว่าบุญบารมีสูงส่งมีอำนาจมากมายอยู่พอตัว แต่ก็ยังห่างไกลจากจุดสูงสุดอยู่ โพธิพุทธสมุทรเป็นสิ่งที่ยากจะมีโอกาสได้ยลโฉมสักหน ข้าย่อมมิอาจพลาดโอกาสยิ่งไปกว่านั้นยังได้สนทนากับสหายนักพรตเพิ่มอีกด้วย แต่ละหนที่ได้พบกันเวลาห่างกันยาวนานขึ้นทุกทีที่พบพานกันหนหน้าเกรงว่าคงจะต้องรอนานยิ่งกว่าเดิม หลังจากผ่านภัยพิบัติสิ้นกัลป์กาลเวลาก็พรากมิตรสหายที่ผูกพันในอดีตไปหมดสิ้นแล้ว จะเหลือก็แต่สหายนักพรตเท่านั้น ยังจำคุนหลุนที่พวกเราพบพานกันครั้งแรกได้หรือไม่? เจาลัทธิคุนหลุนก็ม้วยมรณาไปเสียแล้ว”
ที่แท้ก็เป็นเขาคนนี้เองที่ดับสูญไปกับกาลเวลา…
เจียงฉางเซิงถามต่อว่า “เหตุใดเขาจึงม้วยมรณาเสียเล่า?”
“พูดไปแล้วก็เกี่ยวกับลัทธิพุทธอยู่เหมือนกัน เขามอดม้วยระหว่างช่วงชิงโชควาสนาสู่ขั้นพรหม แต่ลัทธิมรรคาตัดบ่วงกรรมนี้กับลัทธิพุทธไปแล้ว” เจ้าแม่เซียวเหอเอ่ยตอบ ขณะที่พูดถึงเรื่องนี้สีหน้าของนางนิ่งสงบราวกับเอ่ยถึงเรื่องเล็กน้อยไร้ความสำคัญเรื่องหนึ่ง
ลัทธิมรรคา ลัทธิพุทธ…
เจียงฉางเซิงเกิดความสนใจต่อโครงสร้างสังคมในยุคสมัยแห่งวิถีเซียนนี้อย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้เขาจึงอดใจไม่ไหวเอ่ยถามออกมา เจ้าแม่เซียวเหอก็ไม่ทำให้เขาผิดหวัง ใต้คำสั่งของมรรคาสวรรค์ประกอบไปด้วยพันมหาโลกาและโลกขนาดเล็กอีกสามพันแห่ง ภายในพันมหาโลกามีจักรวาลอีกจำนวนนับไม่ถ้วน มีลัทธิมรรคาเป็นผู้กุมอำนาจ
ลัทธิมรรคาควบคุมขุมอำนาจอยู่นับพันหมื่น รวมไปถึงแดนสวรรค์ ส่วนลัทธิพุทธแรกเริ่มเดิมทีถือกำเนิดมาจากลัทธิมรรคา แต่ยามนี้รุ่งเรืองจนใกล้จะไล่ตามทันลัทธิมรรคาแล้ว
นอกจากลัทธิมรรคากับลัทธิพุทธก็ยังมีหลักคำสอนอื่นอีกมากมายหลายสายอยู่ตามทะเลดารา แดนเซียนและจักรวาลทั้งหลาย พันมหาโลกาใหญ่กว่าที่เจียงฉางเซิงจินตนาการไว้มาก แค่แดนสุขาวดีเพียงแห่งเดียวก็มีจักรวาลอยู่ในนั้นนับล้านแห่ง โลกกับดวงดาราที่อยู่ในจักรวาลแต่ละแห่งมีจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน นี่แค่ดินแดนที่อยู่ใต้อาณัติของมรรคาสวรรค์เท่านั้น ได้ยินมาว่านอกพิภพยังมีห้วงอนันตสุญญตาที่ทำให้แม้แต่ขั้นพรหมหลงทางได้อีก
เจียงฉางเซิงฟังเจ้าแม่เซียวเหอเล่าอย่างเพลิดเพลิน
ยุคสมัยแห่งวิถีเซียนแข็งแกร่งกว่าที่เขาเคยจินตนาการไว้ อย่างน้อยมหาพิภพนิลเหลืองก็สู้ไม่ได้ มหาพิภพนิลเหลืองกับโลกทั้งสามพันใบของมันเทียบกับพันมหาโลกาไม่ได้แม้แต่นิดเดียว บางทีมันอาจนับเป็นแค่หนึ่งในโลกขนาดเล็กทั้งสามพันใบเท่านั้น มีเพียงการแบ่งแยกระดับของโลกเช่นนี้ที่ยังหลงเหลือผ่านกาลเวลามา
วิถีเซียนเคยผ่านภัยพิบัติสิ้นกัลป์มาเจ็ดหนแล้ว ทว่ามันก็ยังคงรุ่งเรืองอยู่
“ด้านนอกมรรคาสวรรค์มีภัยคุกคามใดหรือไม่?” เจียงฉางเซิงเอ่ยถาม เขาสงสัยใคร่รู้ยิ่งนักว่าวิถีเซียนล่มสลายได้อย่างไร?
เท่าที่เขารู้มาตอนนี้วิถีเซียนแข็งแกร่งเหลือเกิน แม้ขั้นพรหมจะสูงส่ง แต่ในพันมหาโลกาก็มีพวกเขาอยู่ไม่น้อย เหนือกว่าขั้นพรหมขึ้นไปก็ยังมีตัวตนที่ยิ่งใหญ่มากกว่านั้นอยู่
เจียงฉางเซิงยังอยู่ห่างจากขั้นพรหมอีกไกลนัก ถึงอย่างไรพลังของเขาก็มากพอจะสยบมหาพิภพนิลเหลืองทั้งหมดแล้วด้วยซ้ำ เมื่อลองเปรียบเทียบเช่นนี้ก็รู้ทันทีว่าวิถีเซียนแข็งแกร่งกว่าวิถียุทธมากเหลือเกิน
แต่แน่นอนบางทีวิถียุทธในห้วงมิติชั้นในอาจแข็งแกร่งกว่าที่เขาสันนิษฐานไว้ก็เป็นได้
“หากวิถีเซียนล่มสลาย พวกเราจะมีโอกาสรอดสักเสี้ยวหนึ่งหรือไม่?”
เจียงฉางเซิงถามออกมาเช่นนี้มิใช่ถามเพื่อตนเอง
เจ้าแม่เซียวเหอมองแดนสุขาวดีอันงดงามที่แฝงด้วยบรรยากาศเศร้าสร้อยแล้วตอบว่า “ผู้บำเพ็ญเซียนตั้งแต่แรกเริ่มก็ฝึกเพื่อไขว่คว้าหาโอกาสรอดชีวิตอยู่แล้ว”
เทพธิดาทั้งสององค์ที่อยู่ด้านหลังยิ่งฟังยิ่งแปลกใจ วิถีเซียนจะล่มสลายได้เช่นไรกัน? พวกนางสงสัยในความเป็นมาของเจียงฉางเซิงมากกว่า ก่อนหน้านี้คิดว่าเขาเป็นผู้อาวุโสที่มีความเป็นมาเก่าแก่โบราณ แต่ตอนนี้เขากลับเหมือนคนรุ่นหลังที่เพิ่งก้าวออกมาท่องโลกมากกว่า สองสิ่งนี้ช่างดูขัดแย้งกันยิ่งนัก ทว่าตัวตนที่ประกอบด้วยความขัดแย้งเช่นนี้กลับได้รับไมตรีมากมายจากเจ้าแม่…
หรือว่าคนผู้นี้จะสูญเสียดวงวิญญาณบางส่วนไป ทำให้ความทรงจำกับสิ่งที่เคยรู้ขาดหายไปจำนวนมาก?
เจียงฉางเซิงไม่รู้ว่าสองคนด้านหลังกำลังคิดสิ่งใดอยู่ ต่อให้รู้เขาก็คงไม่ใส่ใจ ตอนนี้เขาคิดแต่จะวิบเร่งทำความเข้าใจยุคสมัยแห่งวิถีเซียน เพราะสิ่งนี้จะมีส่วนช่วยให้เขาสร้างวิถีเซียนยุคใหม่
เจ้าแม่เซียวเหอเคลื่อนเมฆาด้วยความรวดเร็วไปตลอดทาง เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม เจียงฉางเซิงก็มองเห็นโพธิพุทธสมุทรที่แห่งนั้น คือมหาสมุทรกว้างสุดลูกหูลูกตา ราวกับฟ้าดินที่ไร้จุดสิ้นสุด ดอกโพธินับไม่ถ้วนแต้มแต้มอยู่บนผืนสมุทรประหนึ่งดวงดารา ทะเลเมฆหยุดนิ่ง เจ้าแม่เซียวเหอขยับขานั่งสมาธิ เจียงฉางเซิงก็นั่งสมาธิตาม เขาก้มมองโพธิพุทธสมุทรเบื้องล่างไม่นานสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที
‘นั่นมัน… กลิ่นอายแห่งฟ้าดิน…’
ในใจของเจียงฉางเซิงตกตะลึงอย่างยิ่ง เพราะด้านในของดอกโพธิแต่ละดอกล้วนมีโลกซ่อนอยู่ หรือจะพูดให้ชัดเจนกว่านั้นก็คือจักรวาลแห่งหนึ่งที่ด้านในยังมีโลกอีกมากมายนับไม่ถ้วน กลิ่นอายของสิ่งมีชีวิตจำนวนมหาศาลทะลักออกมาอย่างจางที่ปิดบังไม่ได้อย่างแน่นอน
นี่มิใช่ภาพลวงตา แต่เป็นจักรวาลและโลกจริงๆ มีสรรพชีวิตทั้งหลายกำลังดำรงชีวิตอยู่ในนั้น
ดอกโพธิบนผิวมหาสมุทรแห่งนี้มีมากมายเหลือคณา!
เจียงฉางเซิงใช้เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตมองดอกโพธิดอกหนึ่งในนั้น สายตาของเขาลอดเข้าไปด้านในดอกโพธิ เขาเข้าไปในจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งหนึ่ง ท่ามกลางห้วงอวกาศอันมืดมิด มีทะเลดาราหลากสีหมุนเป็นวงเกลียวแยกจากกัน บางใหญ่บางเล็ก ดูเหมือนห้วงอวกาศในชาติก่อน
หนึ่งบุปผาคือหนึ่งโลก…
“การชมโพธิพุทธสมุทรก็คือการชมพันมหาโลกาแห่งลัทธิพุทธ สุดยอดจริงๆ พวกเขาสร้างพันมหาโลกาของตนเองให้สรรพชีวิตดำเนินไม่สิ้นสุด พันหมื่นแปรผัน”
น้ำเสียงของเจ้าแม่เซียวเหอแฝงความชื่นชมนับถือจางๆ “การชมโพธิพุทธสมุทรจะช่วยให้จับสัมผัสกฎแห่งฟ้าดินได้ดียิ่งขึ้น แน่นอนว่าสิ่งนี้ย่อมเผาผลาญปราณต้นกำเนิดของโพธิพุทธสมุทร ดังนั้นลัทธิพุทธจึงมิเปิดโชควาสนาเช่นนี้ให้ตลอด”
เจียงฉางเซิงฟังคำพูดของเจ้าแม่เซียวเหอแต่สายตามิได้รั้งกลับมา เขาเพ่งพิจโลกที่อยู่ในดอกโพธิ หนึ่งบุปผาคือหนึ่งโลก หนึ่งโลกก็คือหนึ่งจักรวาล มีระบบสุริยะนับไม่ถ้วนซุกซ่อนอยู่ ดวงดาวในระบบสุริยะนับจำนวนได้เป็นหลักร้อยล้าน เขาถึงขั้นมองเห็นดวงดาวที่หน้าตาคล้ายกับโลกเมื่อชาติก่อนอยู่ด้วย เพียงแต่ผู้ที่อาศัยบนนั้นมิใช่ชาวโลก แต่เป็นเผ่าพันธุ์ทรงภูมิปัญญาเผ่าหนึ่ง พวกเขาพัฒนาวิทยาการขึ้นมาเช่นเดียวกัน
เขาเลื่อนสายตาไปมองที่อีกมุมหนึ่งของจักรวาล สอดส่องไปยังดวงดาวดึกดำบรรพ์ที่กว้างใหญ่ไพศาลและโหดร้ายดวงหนึ่ง มีปีศาจดำรงชีวิตอยู่ ไม่มีเผ่ามนุษย์
โลกในหนึ่งบุปผามีอารยธรรมซุกซอนอยู่นับหมื่นพัน!
เจียงฉางเซิงรั้งสายตากลับไปมองดอกโพธิดอกอื่น จากนั้นก็ก้มหน้าเพ่งพิจจักรวาลนับอนันต์ต่อไปเรื่อยๆ เจ้าแม่เซียวเหอผินหน้ามาจับจ้องเจียงฉางเซิงอย่างเงียบๆ
เทพธิดาทั้งสององค์ด้านหลังเห็นแล้วหัวใจก็เต้นดังตึกตัก ในใจของพวกนางเกิดความคิดบ้าบอประการหนึ่งขึ้นมา อาจารย์คงจะไม่…
พวกนางรีบรั้งสายตากลับมาแล้วเดินไปนั่งด้านข้างของเจ้าแม่เซียวเหอเพื่อก้มหน้าลงพินิจโพธิพุทธสมุทรใช้โชควาสนาหนนี้อย่างเห็นคุณค่าบ้าง
พันมหาโลกา สรรพชีวิตผู้จมปลักชีวิตนับอนันต์ ผู้มิรู้ว่าตนเองดำรงอยู่ในบุปผาดอกหนึ่ง แม้ดอกโพธิจะซุกซอนจักรวาลเอาไว้ แต่ตัวดอกโพธิกลับบอบบางยิ่งนัก มีพลังสายหนึ่งคอยประคองให้จักรวาลดำเนินไป หากมันขาดสะบั้นทุกสิ่งก็จักมลายหายไปประหนึ่งหมอกควัน
หรือว่านี่ก็คือปราณต้นกำเนิดที่เจ้าแม่เซียวเหอพูดถึง?
หากพูดถึงความแข็งแกร่งของดอกโพธิ เจียงฉางเซิงคิดว่าไม่ว่าระดับขั้นบำเพ็ญขั้นใด ขอเพียงออกแรงเพียงเล็กน้อยก็เด็ดพวกมันลงมาได้แล้ว แต่ที่แห่งนี้คือดินแดนของลัทธิพุทธ ผู้ใดจะกล่อเรื่องกันเล่า?
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
เสียงตวาดกร้าวเสียงหนึ่งดังมาจากไกลๆ ขัดการวิปัสสนาของเจียงฉางเซิง
เขาเงยหน้ามองก็เห็นบุรุษอาภรณ์สีแดงผู้หนึ่งก้าวนลงมาจากท้องฟ้า ทำท่าจะเดินเข้าไปในโพธิพุทธสมุทร ผู้ที่ตวาดห้ามเขาคือพระพุทธองค์องค์หนึ่ง
บุรุษอาภรณ์สีแดงผู้นี้มีปราณสีม่วงวนล้อมรอบกาย เส้นผมสีดำของเขาเกล้าอยู่ใต้กวานสีม่วง บนกวานชิ้นนั้นประดับหยกสีแดงทรงกระบี่ชิ้นหนึ่ง ดวงหนาดวงนั้นเย็นชาและดวงตาใต้คิ้วกระบี่นั่นก็ทอประกายเย็นชาไม่ต่างกัน
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดเมื่อเห็นเขา เจียงฉางเซิงก็นึกถึงเจียงซัน
‘ดาวสังหารนิรันดรกาล!’
ไม่ผิดแน่ บนร่างของเขามีจิตสังหารอันเข้มข้นที่ยากจะเก็บซ่อน บุรุษอาภรณ์สีแดงถูกพระพุทธองค์ตวาดห้ามแต่กลับไม่หยุดฝีเท้าเขาการลงไปที่ผิวทะเล
พระพุทธองค์โกรธจัดกำลังจะลงมือขัดขวาง แต่เสียงของพระศรีอาริยเมตไตรยกลับดังขึ้น
“อมิตตาภพุทธ ปล่อยเขาไปเถิด”
ได้ยินดังนั้นแม้พระพุทธองค์ผู้นั้นจะมิใคร่ยินยอมก็ได้แต่รามือ
เสียงของเจ้าแม่เซียวเหอดังเข้ามาในหูของเจียงฉางเซิง “คนผู้นี้มีนามว่า ‘เทวะไทซัง’ ลูกศิษย์สายที่เจ็ดของลัทธิมรรคา อิทธิฤทธิกล้าแกร่งแม้ถือกำเนิดหลังภัยพิบัติสิ้นกัลป์ แต่หากนับลำดับอาวุโสแล้วเขานับว่าเป็นอาจารย์อาของพระศรีอาริยเมตไตรยองค์นั้น”
เทวะไทซัง?
เจียงฉางเซิงขมวดคิ้ว นามนี้ทำให้เขานึกถึง ‘ไท่ซั่งคุนหลุน’ กับเหล่าเทวะแห่งวิถียุทธ ยิ่งจิตเขาหวนกลับมาสดับหลักคำสอนมากครั้งเท่าไร เขาก็ยิ่งค้นพบว่าวิถีเซียนโบราณทิ้งรอยประทับไว้ในวิถียุทธไม่น้อย
“เทวะไทซังควบคุมพลังแห่งมหามรรคาได้สี่สิบแปดชนิดแล้ว แม้จะยังไม่บรรลุขั้นพรหมแต่ก็มีความสามารถเหนือกว่าขั้นที่ตนเองอยู่ไปแล้ว”
น้ำเสียงของเจ้าแม่เซียวเหอเต็มไปด้วยความชื่นชม
เจียงฉางเซิงได้ยินดังนั้นก็เลิกคิ้ว