ลูกหลานเรียกหาข้า หลังข้าบรรลุเซียน - ตอนที่ 490 ตราหยินหยางเบิกมรรคา
เจ็ดสิบสองมุกทลายสวรรคลอยอยู่เบื้องหน้าของเจียงฉางเซิงประหนึ่งดาวดวงยักษ์ ทั้งหมดเจ็ดสิบสองดวงพวกมันโคจรวนเป็นวงกลมขนาดใหญ่ ประจันหน้ากับภาพมายาสัญลักษณ์หยินหยางที่ขนาดมหิมายิ่งกว่ากลุ่มเมฆดาราทั้งหมดในห้วงมิติของขอบห้วงสุญญตาต่างหยุดนิ่ง
“เจ็ดสิบสองมุกทลายสวรรค์นี่ก็เป็นสมบัติอาคมแห่งวิถีเซียนหรือ?” เฒ่าลึกลับลิขิตสวรรค์จ้องสมบัติอาคมด้านหน้าเจียงฉางเซิง ในใจเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้
นับตั้งแต่ค้นพบตัวตนของเจียงฉางเซิงเขาก็สนใจวิถีเซียนยิ่งนัก เพราะเขามิอาจทำนายอนาคตของวิถีเซียนได้ เขาไม่ได้พบสิ่งที่เขาทํานายไม่ได้มาเนิ่นนานนักแล้ว เจียงฉางเซิงกับบรรพจารย์ยุทธนิพพานไม่ชักช้าถ่วงเวลา หลังจากกล่าววาจาข่มกันจบทั้งสองฝ่ายต่างลงมือทันที
บรรพจารย์ยุทธนิพพานสะบัดแส้สัญลักษณ์หยินหยางที่ดูดซับพลังแห่งกฎไปนับไม่ถ้วน พาพลังอันแข็งแกร่งที่พร้อมจะบดขยี้ทุกสิ่งมุ่งตรงไปหาเจียงฉางเซิง มันรวดเร็วยิ่งนัก เพียงพริบตาเดียวก็ลอยผ่านบรรพจารย์ยุทธนิพพานบุกไปถึงเบื้องหน้าเจ็ดสิบสองมุกทลายสวรรค์ เจียงฉางเซิงนั่งอยู่บนบัลลังก์เทพสวรรคมหามรรคา มือขวายกขึ้นกำเบื้องหน้า เจ็ดสิบสองมุกทลายสวรรค์พุ่งไปข้างหน้าในบัดดล เปรี้ยง!
เงาเลือนรางของสัญลักษณ์หยินหยางถูกเจ็ดสิบสองมุกทลายสวรรค์พุ่งเข้าปะทะแล้วแตกกระจายหายไปในพริบตา เสื้อคลุมนักพรตของบรรพจารย์ยุทธนิพพานปลิวสะบัด หน้ากากแตกละเอียดเผยให้เห็นใบหน้าที่อึ้งงัน จากนั้นเจ็ดสิบสองมุกทลายสวรรค์ก็หดเล็กลอยรวมกันเป็นจุดเดียวแล้วพุ่งทะลวงผ่านกายเนื้อของบรรพจารย์ยุทธนิพพาน
บรรพจารย์ยุทธนิพพานสั่นสะท้านไปทั้งร่าง เขาตอบสนองไม่ทันอย่างสิ้นเชิง เขาเบิกตาโต ใบหน้าที่แก่ชราและเต็มไปด้วยรอยบาดแผลทำหน้าเหมือนไม่อยากจะเชื่อ ห้วงมิติสีขาวแตกสลายฟื้นกลับมาเป็นสภาพเดิมของห้วงมิติในขอบห้วงสุญญตา
เฒ่าลึกลับลิขิตสวรรค์ก็เบิกตาโตเช่นเดียวกัน เขาไม่กล้าเชื่อสายตาของตนเอง
เจ็ดสิบสองมุกทลายสวรรค์ปรากฏออกมาให้เห็นอีกครั้งด้านหลังของบรรพจารย์ยุทธนิพพาน มันหวนกลับมามีขนาดเทานิ้วหัวแม่มือวนเรียงแถวเป็นรูปวงกลมพร้อมกับทอแสงหลากสีออกมาจากตัวเอง
“เป็นไปได้อย่างไร… เจ้าบรรลุขั้นเทวะแล้ว? ไม่สิ… เจ้ามิใช่ขั้นเทวะหกตัณหาแน่!”
บรรพจารย์ยุทธนิพพานจ้องเจียงฉางเซิงเขมิงพลางถามเสียงสั่น ชั่วพริบตาที่ถูกเจ็ดสิบสองมุกทลายสวรรค์ทะลวงผ่านกายเนื้อ พลังบรรพยุทธของเขาก็แตกซ่าน เส้นเอ็นกับกระดูกหักเป็นท่อนๆ เขาถึงขั้นรู้สึกได้ว่าพลังชีวิตในร่างของตนเองกำลังไหลร่วงหายไปอย่างรวดเร็ว ขั้นเทวะหกตัณหา?
หรือว่านั่นจะเป็นระดับขั้นของขั้นเทวะ? ถ้าเช่นนั้นก็หมายความว่าขั้นเทวะเหนือดับสูญสูงกว่าขั้นเทวะหกตัณหา คงจะเป็นระดับขั้นที่อยู่ระหว่าง 10 แต้มเซียนไหวมรรคาสวรรค์กับ 100 แต้มเซียนไหวมรรคาสวรรค์สินะ เฒ่าลึกลับลิขิตสวรรค์มีมูลค่าเท่ากับ 52 แต้มเซียนไหวมรรคาสวรรค์ แต่เห็นชัดว่ายามบรรพจารย์ยุทธนิพพานเผชิญหน้ากับเขา เขาเลือกแสดงท่าที่เหมือนเป็นคนขั้นเดียวกัน นี่หมายความว่า 50 แต้มเซียนไหวมรรคาสวรรค์มิใช่เส้นแบ่ง เจียงฉางเซิงนับว่าพอใจกับผลงานของเจ็ดสิบสองมุกทลายสวรรค์ เขากับบรรพจารย์ยุทธนิพพานห่างชั้นกันมากเหลือเกิน ผลแพ้ชนะไม่มีทางผิดคาดไปได้ ดังนั้นความจริงแล้วเขาก็แค่ยากทดลองฤทธิ์เดชของเจ็ดสิบสองมุกทลายสวรรค์เท่านั้น
“ขั้นเทวะหกตัณหาอย่างนั้นหรือ? ข้ามิใช่คนของวิถียุทธมิรู้ระดับขั้นของพวกเจ้าหรอก ศึกนี้สิ้นสุดลงแล้ว บรรพจารย์ยุทธในเมื่อมาแล้วก็จงอย่ากลับไปเลย!”
สิ้นคำพูดของเจียงฉางเซิง น้ำเต้าทองม่วงก็ลอยออกมา จุกน้ำเต้าเปิดออก เจ็ดสิบสองมุกทลายสวรรค์ลอยกลับมาพร้อมกับพาบรรพจารย์ยุทธนิพพานที่อยู่ระหว่างทางกลับมาด้วย เมื่อมาถึงก็โยนเขาเข้าไปในน้ำเต้าทองม่วง ระหว่างนั้นบรรพจารย์ยุทธนิพพานไม่มีกำลังขัดขืนแม้แต่น้อย เจียงฉางเซิงผู้มีมูลค่าความแข็งแกร่งเกือบ 200 แต้มเซียนไหวมรรคาสวรรค์สู้กับบรรพจารย์ยุทธนิพพานที่มีมูลค่าความแข็งแกร่งแค่ 20 แต้มเซียนไหวมรรคาสวรรค์ ให้ความรู้สึกไม่ต่างอะไรจากสู้กับมนุษย์ธรรมดา
สาเหตุที่เขาไม่สังหารบรรพจารย์ยุทธนิพพานในเสี้ยววินาทีก็เพราะเจียงฉางเซิงจงใจกดพลังเอาไว้ มิเช่นนั้นการโจมตีเมื่อครู่ย่อมมากพอจะทำให้บรรพจารย์ยุทธนิพพานแตกดับทั้งกายเนื้อและดวงจิตแล้ว
เจียงฉางเซิงเก็บน้ำเต้าทองม่วงเสร็จก็เหลือบสายตาไปมองเฒ่าลึกลับลิขิตสวรรค์ สายตานี้ทำเอาเฒ่าลึกลับลิขิตสวรรค์ขวัญผวา
‘เป็นไปได้อย่างไรกัน… เขาแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ได้อย่างไร? หรือว่าเขาไปถึงขั้นเทวะเหนือดับสูญแล้ว? ไม่มีทาง… ตัวตนระดับนี้เหตุไฉนจึงรั้งอยู่ที่ห้วงมิติชั้นนอก…’
ในใจของเฒ่าลึกลับลิขิตสวรรค์เต็มไปด้วยความกระวนกระวายเขานึกถึงภาพการผ่านด่านเคราะห์ของมรรคาจารย์ในวันนั้น หรือว่าอำนาจสวรรค์อันรุนแรงในครั้งนั้นเกิดจากพลังของวิถียุทธที่พยายามสยบภัยร้ายอยู่? แม้เขาตระหนักดีว่าตนเองแข็งแกร่งกว่าบรรพจารย์ยุทธนิพพาน แต่เขาก็ยังไม่อาจเอาชนะบรรพจารย์ยุทธนิพพานได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ เฒ่าลึกลับลิขิตสวรรค์สบสายตากับมรรคาจารย์ ในใจรู้สึกว่าจะรุกก็ยากจะถอยก็ยาก เขาไม่กล้าหนีไปทันที
ไม่รู้ว่าควรจะอธิบายอะไรกับมรรคาจารย์ด้วย
บอกว่าเขามาชมการต่อสู้เพียงอย่างเดียวจริงๆ นะหรือ? หากสลับเป็นเขาได้ยินคำพูดเช่นนี้ก็ไม่เชื่อหรอก เจียงฉางเซิงกำลังครุ่นครวญว่าจะจัดการกับเฒ่าลึกลับลิขิตสวรรค์อย่างไรดี เบื้องหลังของเฒ่าลึกลับลิขิตสวรรค์มีผู้ใดอยู่อีกหรือไม่? เป้าหมายที่เขาอยู่ในห้วงอนันตสุญญตมายาวนานเช่นนี้คือสิ่งใด?
“มรรคาจารย์ ข้าทราบว่าเจ้ากำลังคิดสิ่งใดอยู่ ข้าไม่มีตัวตนที่แข็งแกร่งกว่าซ่อนอยู่ข้างหลังเหมือนบรรพจารย์ยุทธนิพพานหรอก สาเหตุที่ข้ารั้งอยู่ในห้วงอนันตสุญญตาก็เพราะต้องกระเสือกกระสนเอาชีวิตรอดเท่านั้น หากเจ้ามีสิ่งใดที่อยากรู้ข้าสามารถบอกเจ้าได้ เรื่องในวันนี้ข้าก็ลืมได้เช่นกัน”
เฒ่าลึกลับลิขิตสวรรค์ฝืนความกลัวเอ่ยปากบอกเช่นนี้ ในเมื่อสถานการณ์บีบคั้นเขาก็จำเป็นต้องวางความหยิ่งยโสของตนเองลง อย่างไรทางเลือกใช้ท่าทีที่อ่อนลงเขาหาทางรอด
เจียงฉางเซิงเอ่ยว่า “อ้อ เอาชีวิตรอดอย่างนั้นหรือ? เจ้ากำลังหลบหนีสิ่งใดกันเล่า? แล้วพวกเทวะของโลกเทพยุทธอยู่ที่ใด?”
เฒ่าลึกลับลิขิตสวรรค์ตอบว่า “ไม่ว่าระดับขั้นใดล้วนมีขีดจำกัด ต่อให้เป็นขั้นเทวะหกตัณหาหรือกระทั่งขั้นเทวะเหนือดับสูญก็ต้องเผชิญหน้ากับขีดจำกัดอายุขัยหรือไม่ก็คราวเคราะห์ ดังนั้นเมื่อพวกเขาบรรลุขั้นเทวะหกตัณหาก็จะเดินทางไปที่ ‘มหาสมุทรเชื่อมอนธการ’ ออกค้นหาต้นกำเนิดวิถียุทธเพื่อไขว่คว้าชีวิตที่ยาวนานยิ่งขึ้น ข้าเองก็เคยไปมาก่อน ทว่าดันไปล่วงเกินตัวตนที่สูงส่งเขาจึงต้องหนีกลับมา”
มหาสมุทรเชื่อมอนธการ…
เจียงฉางเซิงจดจำไว้เงียบๆ แล้วถามต่อว่า “ผู้ที่อยู่ในมหาสมุทรเชื่อมอนธการคือผู้ที่อยู่บนจุดสูงสุดของวิถียุทธหรือ?”
เฒ่าลึกลับลิขิตสวรรค์ตอบกลับมาว่า “เมื่อบรรลุขั้นเทวะก็มิได้นับเป็นวิถียุทธอีกแล้ว แต่เป็น ‘วิถีแห่งกฎ’ ผู้ฝึกบำเพ็ญพลังแห่งกฎคนละชนิดก็คือผู้ฝึกบำเพ็ญคนละวิถี แต่วิถียุทธคือวิถีหลักของมรรคาสวรรค์ในปัจจุบัน แม้แต่อีกฟากฝั่งของมหาสมุทรเชื่อมอนธการเหล่าเทวะแห่งโลกเทพยุทธก็เป็นขุมอำนาจที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง แต่หากเทียบอำนาจการปกครอง พวกเขายังเทียบฝั่งของห้วงอนันตสุญญตาไม่ติด อีกอย่างมหาสมุทรเชื่อมอนธการมีเก้ามหาผู้พิทักษ์อยู่ พวกเขาจะคอยขัดขวางไม่ให้เหล่าเทวะหวนกลับมายังห้วงอนันตสุญญตาพร้อมกันจำนวนมากเพื่อรักษาระเบียบของห้วงอนันตสุญญตาไว้ ส่วนสิ่งต่างๆ ในอีกฟากฝั่งของมหาสมุทรเชื่อมอนธการข้ามิอาจแพร่งพรายได้ นี่เป็นกฎของมรรคาสวรรค์ในห้วงอนันตสุญญตา เจ้าต้องเดินทางไปเยือนด้วยตนเองจึงจะเข้าใจ ที่แห่งนั้นเป็นสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยโชควาสนาแต่ก็ดำมืดอย่างยิ่ง มันอันตรายและโหดร้ายยิ่งกว่าห้วงอนันตสุญญตาเสียอีก”
พูดถึงมหาสมุทรเชื่อมอนธการ น้ำเสียงของเฒ่าลึกลับลิขิตสวรรค์พลันเจือด้วยความหวาดกลัว
เจียงฉางเซิงย่อมไม่คิดจะเดินทางไปมหาสมุทรเชื่อมอนธการ เขาไม่ขาดแคลนอายุขัยอยู่แล้ว แค่ห้วงอนันตสุญญตาก็มากพอให้เขาพัฒนาวิถีเซียนไปอีกนานแสนนาน ไม่จำเป็นต้องเอาตนเองไปลำบาก ในเมื่อเฒ่าลึกลับลิขิตสวรรค์บอกกล่าวอย่างจริงใจเช่นนี้ เจียงฉางเซิงก็ไม่คิดจะสร้างความลำบากให้เขาอีก ไม่ว่าอย่างไรตอนผ่านด่านเคราะห์หนนั้นเฒ่าลึกลับลิขิตสวรรค์ก็ไม่ลอบโจมตีเขา ไม่ว่าในใจเฒ่าลึกลับลิขิตสวรรค์จะคิดอย่างไร อย่างน้อยการกระทำก็เป็นเช่นนั้น
“หวังว่าเจ้าจะพูดจริงทำจริง เจ้าไปได้แล้ว”
เจียงฉางเซิงเอ่ยอย่างนิ่งสงบ ส่วนข้อมูลเกี่ยวกับมหาสมุทรเชื่อมอนธการเขาเชื่อว่าในความทรงจำของบรรพจารย์ยุทธนิพพานจะต้องมีอย่างแน่นอน เฒ่าลึกลับลิขิตสวรรค์ราวกับปลดภาระหนักอึ้งลงจากบ่า เขารีบก้มหัวคารวะแล้วจากไปอย่างรวดเร็ว
เจียงฉางเซิงย้อนกลับไปในตำหนักเมฆาม่วง
บรรพจารย์ยุทธนิพพานถูกเขาจับตัวเอาไว้โดยที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ เขาเริ่มรอคอยรางวัลรอดชีวิตมาเยือน ไม่นานการแจ้งเตือนก็ปรากฏตรงหน้าเขา
[ปีเซวียนเตาที่ 2,500 บรรพจารย์ยุทธนิพพานบุกมาโจมตี เจ้าเอาชีวิตรอดจากการโจมตีของเขาได้สำเร็จ ผ่านพ้นเคราะห์ภัยได้หนึ่งหน ได้รับรางวัลรอดชีวิตเป็นสมบัติวิเศษมรรคาสวรรค์นามว่า ‘ตราหยินหยางเบิกมรรคา’]
หยินหยาง?
นี่เป็นความจงใจของระบบหรือเปล่า?
เจียงฉางเซิงรับสืบทอดความทรงจำเกี่ยวกับตราหยินหยางเบิกมรรคาทันที ความทรงจำมหาศาลทะลักเข้ามาในสมองอย่างบ้าคลั่ง ตราหยินหยางเบิกมรรคาเป็นสิ่งที่จอมปราชญ์จากมรรคาแห่งหยินหยางหยิบยืมปราณแห่งมรรคาสวรรค์มาสรรสร้างมัน พรั่งพร้อมทั้งการรุกและการรับ อัดแน่นด้วยพลังแห่งหยินหยางที่ก่อเกิดเพิ่มพูนไม่สิ้นสุด ทำให้ผู้คนเข้าถึงหรือบรรลุเคล็ดวิชาอาคมและพลังอภินิหารต่างๆ ได้ ตราหยินหยางเบิกมรรคายังสามารถทิ้งรอยประทับที่คงอยู่ได้ตราบนิรันดร์เอาไว้ให้สรรพชีวิตบรรลุศาสตร์วิชาต่างๆ ได้อีกด้วย
เจียงฉางเซิงสงสัยอย่างยิ่งว่าบรรพจารย์ยุทธนิพพานเคยพบรอยประทับของตราหยินหยางเบิกมรรคามาก่อน? หากข้อสันนิษฐานนี้เป็นจริงก็หมายความว่าในโลกทัศน์ของบรรพจารย์ยุทธนิพพานเขารับรู้การมีอยู่ของวิถีเซียนมาก่อน เพียงแต่ถูกกาลเวลาลบเลือนหายไปเท่านั้น หรือว่าก่อนที่วิถีเซียนจะพินาศ มีตัวตนอันสูงส่งบางคนรวบรวมทุกสิ่งของวิถีเซียนแล้วจัดเรียงเป็นระบบรอดชีวิตเก็บไว้ให้แก่ผู้สืบทอดกัน?
เจียงฉางเซิงรู้สึกว่าข้อสันนิษฐานนี้มีความเป็นไปได้มากอย่างยิ่ง เขาหยิบน้ำเต้าทองม่วงออกมากระทันหัน เวลานี้บรรพจารย์ยุทธนิพพานถูกเขตอาคมต่างๆ ภายในน้ำเต้าสะกดเอาไว้เอย
“นี่มันลมอันใดกัน เหตุใดจึงมีพลังทำลายล้างน่ากลัวถึงเพียงนี้ แม้แต่เทวยุทธหยินหยางของข้าก็ใช้ไม่ได้…”
บรรพจารย์ยุทธนิพพานสีหน้าขึงเครียดนั่งสมาธิอยู่ท่ามกลางทะเลเพลิง ความทรมานอันยากจะพรรณนารวมไปถึงชะตากรรมที่ไม่รู้ในภายหน้าทำให้เขากระวนกระวายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สิ่งที่ทำให้เขาสับสนมากที่สุดก็คือพลังของมรรคาจารย์
‘มรรคาจารย์แข็งแกร่งถึงเพียงนั้นได้อย่างไรกัน!’
หรือว่ามรรคาจารย์มาจากมหาสมุทรเชื่อมอนธการ? เป็นไปไม่ได้! ผู้ที่อยู่เหนือขั้นเทวะขึ้นไปล้วนหมกมุ่นกับชีวิตนิรันดร์!
หากไม่ใช่หรือว่ามรรคาจารย์จะเป็นเหมือนกับเทพแห่งหยินหยางที่ถือกำเนิดมาจากมหันตภัยแห่งวิถียุทธกัน?
ตอนนี้เขายิ่งรู้สึกว่าจะเป็นอย่างหลัง ในใจเขาตำหนิตนเองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ก่อนหน้าศึกนี้เขาใช้ประโยชน์จากมรรคาจารย์เพื่อเริ่มต้นยุคแห่งหมื่นวิถีให้สรรพชีวิตในวิถียุทธยอมรับการมีอยู่ของวิถีเซียน ตอนนี้เขาถูกสะกดไว้แล้ว เช่นนั้นวิถียุทธจะเผชิญหน้ากับวิถีเซียนอย่างไร? บรรพจารย์ยุทธนิพพานจิตใจว้าวุ่นดุจเส้นด้ายที่พันกันยุ่งเหยิง ในตอนนี้เองเขาก็เห็นแสงสีทองสายหนึ่ง เขาเงยหน้ามองตามสัญชาตญาณ ทันใดนั้นก็เห็นดวงตาแนวตั้งสีทองดวงหนึ่งลอยอยู่กลางท้องฟ้า พอดีสายตาสบประสาน บรรพจารย์ยุทธนิพพานตกอยู่ในห้วงภวังค์ในพริบตา ความทรงจำของบรรพจารย์ยุทธนิพพานเป็นความทรงจำที่มีจำนวนมหาศาลที่สุดเท่าที่เจียงฉางเซิงเคยเจอ แต่ตัวเขาในวันนี้ไม่เหมือนในวันวานอีกแล้ว เขาค้นหาเรื่องราวสมัยก่อนที่บรรพจารย์ยุทธนิพพานจะกลับมายังโลกเทพยุทธพบอย่างรวดเร็ว ไม่นานเขาก็มองเห็น ‘มหาสมุทรเชื่อมอนธการ’
ลึกเข้าไปในห้วงอนันตสุญญตามีมหาสมุทรสีครามผืนหนึ่งทอดตัวอยู่ท่ามกลางห้วงมิติอันมืดมิดอันกว้างใหญ่ไพศาล ริมขอบของมหาสมุทรสีครามคือประตูศิลาขนาดมหิมาบานหนึ่ง หน้าประตูศิลาเงาร่างหนึ่งนั่งสมาธิอยู่ เขาเป็นบุรุษผู้สวมชุดเกราะโทรมๆ ผมเผ้ายาวสยายรุงรัง หนังตาข้างหนึ่งยุบจมลงไปเห็นชัดว่าไม่มีลูกตา
หรือว่านี่จะเป็นเก้ามหาผู้พิทักษ์ที่เฒ่าลึกลับลิขิตสวรรค์เอ่ยถึง? ประตูศิลาเปล่งแสงสว่างจ้า บรรพจารย์ยุทธนิพพานก้าวออกมาจากความว่างเปล่าด้านในของบานประตู เป็นอย่างที่คิด บรรพจารย์ยุทธนิพพานมาจากมหาสมุทรเชื่อมอนธการจริงๆ ด้วย!
เจียงฉางเซิงเลื่อนความทรงจำของบรรพจารย์ยุทธนิพพานให้ย้อนไปก่อนหน้า ภาพเคลื่อนผ่านไปในพริบตา เขาติดตามบรรพจารย์ยุทธนิพพานจนมาถึงโลกอันมืดมิดแห่งหนึ่ง
ท้องฟ้าเป็นสีดำสนิท พสุธากว้างสุดลูกหูลูกตา ทั่วทั้งภูเขาและทุ่งหญ้าไร้สีเขียวขจี บรรพจารย์ยุทธนิพพานเดินอยู่บนผืนแผ่นดินแห่งนี้เหมือนกำลังค้นหาบางสิ่งอยู่
ที่แห่งนี้คืออีกฟากฝั่งของมหาสมุทรเชื่อมอนธการหรือ? เจียงฉางเซิงคิดเช่นนี้ หลังจากนั้นเขาก็ค้นความทรงจำต่อ
เมื่อเวลาเคลื่อนคล้อยผ่านไป เขาจึงทราบว่าดินแดนแห่งนี้เป็นเพียงมหาภิภพแห่งหนึ่งภายในมหาสมุทรเชื่อมอนธการเท่านั้น มันคือเส้นทางผ่านไปสู่อีกฟากฝั่งดินแดนลึกลับที่เหล่าเทวะไล่ตามและต่อสู้แย่งชิง
ทว่าตอนที่เจียงฉางเซิงใกล้จะตามไปถึงดินแดนแห่งนั้นนั่นเอง จู่ๆ ความทรงจำของบรรพจารย์ยุทธนิพพานก็ขาดสะบั้น ภาพวูบไหวครั้งหนึ่งแล้วย้อนกลับกลายเป็นภาพก่อนหน้านั้น ในอดีตอันเนิ่นนานสมัยที่บรรพจารย์ยุทธนิพพานเพิ่งบรรลุขั้นเทวะแล้วก้าวเข้ามาในดินแดนแห่งอนธการเพื่อจะเดินทางไปยังอีกฟากฝั่ง
ไม่ว่าจะทดลองทำเช่นไรก็ไม่อาจคว้าจับความทรงจำเกี่ยวกับอีกฟากฝั่งหนึ่งของมหาสมุทรเชื่อมอนธการได้เลย