Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
ค้นหานิยาย
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
Sign in Sign up

ลูกหลานเรียกหาข้า หลังข้าบรรลุเซียน - ตอนที่ 476 ผ่านด่านเคราะห์ห้วงสุญญตาปริศนา

  1. Home
  2. ลูกหลานเรียกหาข้า หลังข้าบรรลุเซียน
  3. ตอนที่ 476 ผ่านด่านเคราะห์ห้วงสุญญตาปริศนา
Prev
Novel Info

ไม่เห็นนิยายอัปเดตใช่ไหม?
>>จิ้มที่นี่ได้เลย<<

เนื้อหาตอนที่ 475 และ 476 ฉบับเต็มได้รับการคัดลอกและจัดรูปแบบตามคำสั่งของคุณอย่างครบถ้วนทุกตัวอักษรเรียบร้อยแล้วครับ

ตอนที่ 475 จอมปีศาจจิงเทียน เผ่าพันธุ์มรรคาสวรรค์
“หวังว่าเจ้าจะเอาชีวิตรอดมาได้นะ…”

เจียงฉางเซิงภาวนาเอาใจช่วยเฟิงอวี่อย่างเงียบ ๆ เขายังไม่เคยใช้ยันต์เทพกำเนิดจักรวาลสักครั้ง ย่อมไม่อยากเสียสมบัติชิ้นนี้ไปทั้งแบบนี้ ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่กังวลมากเกินไป เขาเลื่อนสายตาไปดูคนอื่นต่อ หลังจากเจียงเจี่ยนกับหลินเฮาเทียนเข้าไปในรอยแยกสีดำก็ไม่กลับออกมาอีก และไม่ปรากฏตัวที่มหาพิภพจิตจรเช่นกัน สถานการณ์นี้เป็นไปได้สองอย่าง ประการแรกคือพวกเขาตายแล้วแต่บัญชีสถาปนาเทพยังไม่คืนชีพให้พวกเขา มิหนำซ้ำรอยประทับวิญญาณก็ยังอยู่ นี่หมายความว่าพวกเขายังไม่ตาย ส่วนประการที่สองพวกเขาเดินทางข้ามไปยังห้วงเวลาที่มหาพิภพจิตจรยังไม่ถือกำเนิด เจียงฉางเซิงคิดว่าประการหลังเป็นไปได้มากที่สุด

เพียงแต่เขาฉุกคิดปัญหาอีกประการหนึ่งขึ้นมาได้ หากรอยแยกสีดำเหล่านี้เชื่อมต่อไปยังห้วงเวลาปริศนาจริง เช่นนั้นจะไม่เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นหรือ จอมเทพปีหลิวน่าจะไม่ใช่คนแรกที่ครอบครองพลังเช่นนี้ แล้วก่อนหน้านี้ซ่อมแซมอย่างไร ธรรมชาติเป็นผู้ฟื้นฟูหรือ? มีคนซ่อมแซมกลับมาเป็นเหมือนเดิม? หากจอมเทพปีหลิวเป็นคนแรกที่สร้างเรื่องวุ่นวายเช่นนี้ได้ เช่นนั้นเป็นนางหรือไม่ที่เป็นมหันตภัยแห่งวิถียุทธที่แท้จริง?

หากสิ่งมีชีวิตในปัจจุบันข้ามผ่านห้วงเวลาได้เช่นนั้น ผู้ที่อยู่ในอดีตกับอนาคตจะข้ามผ่านรอยแยกสีดำมาเยือนได้เหมือนกันหรือไม่?

เจียงฉางเซิงเริ่มคาดการณ์ถึงสถานการณ์ที่ย่ำแย่ที่สุด เขาต้องเตรียมหาทางจัดการสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเอาไว้ เช่นนี้เขาจึงจะเผชิญหน้ากับคราวเคราะห์ทั้งหลายได้

นอกจากเรื่องนี้ เจียงฉางเซิงก็ยังพบว่าเทพเซียนบนแดนสวรรค์ลืมเลือนตัวตนของจอมเทพปีหลิวไปเสียแล้ว พวกเขาไม่รู้แน่ชัดว่ารอยแยกสีดำเกิดขึ้นมาได้เช่นไรจึงมองว่ามันเป็นภัยพิบัติจากสวรรค์ ดูท่าพลังเนรเทศจะเริ่มส่งผลกับจอมเทพปีหลิวแล้ว จอมเทพปีหลิวแข็งแกร่งจริง ๆ หลังจากถูกพลังเนรเทศไปแล้วสิ่งมีชีวิตทั้งหลายกลับไม่ลืมเลือนนางในทันที โชคยังดีที่สุดท้ายนางก็ต่อต้านการกัดกินของพลังแห่งกรรมไม่ได้

ส่วนบรรพจารย์อธรรมเกาหยินไม่มีผู้ใดเอ่ยถึงแม้แต่น้อย แม้แต่มูหลิงลั่วเองก็ไม่เคยเอ่ยถาม นางดูเหมือนจะแกร่งกว่าจอมเทพปีหลิวไม่น้อย

บางทีอาจเป็นเพราะช่วงนี้พลังแห่งกรรมของข้าแข็งแกร่งขึ้น ดังนั้นพลังแห่งกรรมบนร่างของจอมเทพปีหลิวจึงแข็งแกร่งขึ้นด้วย หรือไม่ก็อย่างนั้น บางทีจอมเทพปีหลิวอาจพบอันตรายอย่างอื่นจนทำให้นางไม่อาจต้านทานการกัดกร่อนของพลังแห่งกรรมได้

เจียงฉางเซิงวิเคราะห์ในใจ เขาคาดหวังว่ามันจะเป็นประการแรก หากเป็นเช่นนั้นย่อมหมายความว่าพลังแห่งกรรมส่งผลต่อเนื่องได้ไกลกว่าที่เขาเคยคาดเดาไว้

หลังจากนั้นเขาก็หันหน้าไปมองมูหลิงลั่ว มูหลิงลั่วยังคงไตร่ตรองศึกษามรรคาแห่งชะตากรรมอยู่ กลิ่นอายพลังของนางเริ่มให้ความรู้สึกลึกลับยากหยั่งถึง กรรมที่พัวพันอยู่บนร่างเริ่มหดหายไป ชะตากรรมกับกรรมแต่เดิมก็ใกล้ชิดกันอยู่แล้ว ยิ่งกรรมบนร่างของมูหลิงลั่วลดลงก็หมายความว่านางบรรลุมรรคาแห่งชะตากรรมลึกซึ้งมากขึ้น

“แม้แต่นางยังเริ่มพากเพียรกับการฝึกบำเพ็ญแล้ว ข้าจะล้าหลังไม่ได้!”

เจียงฉางเซิงเห็นแล้วว่าโลกคุนหลุนไม่มีอันตรายมาเยือนจึงวางใจแล้วฝึกบำเพ็ญต่อ

ต่อจากนี้เขาจะฝึกบำเพ็ญรวดเดียวให้ถึงการเลื่อนขั้น!

ณ ตำหนักเหนือเมฆา เทพเซียนทั้งหลายมารวมตัวกันเพื่อรายงานเรื่องใหญ่ที่เกิดขึ้นในดินแดนต่าง ๆ ของแดนมนุษย์

“กราบทูลฝ่าบาท แดนมนุษย์มีปีศาจตนหนึ่งขโมยสมบัติของวังมังกรไป วังมังกรเดินทางไปทวงของคืนแต่กลับถูกตีแตกกระเจิง ราชามังกรจึงร้องเรียนขึ้นมา ปีศาจตนนี้ฤทธิ์เดชร้ายกาจยิ่งนัก วังมังกรมิอาจรับมือได้ อย่างแน่นความสามารถของมันเหมือนจะมีเบื้องลึกเบื้องหลังอยู่เล็กน้อยพะยะค่ะ”

ขณะที่เฉินหลี่รายงานสีหน้าของเขาก็ดูกระอักกระอ่วนจนสะกิดใจเทพเซียนทั้งหลาย

จักรพรรดิสวรรค์ถามว่า “มีเบื้องลึกเบื้องหลังอย่างไรหรือ?”

“วิชาที่เขาฝึกคือมหามรรคาปราณทองคำ แล้วเขายังชำนาญวิชาดาวดินเจ็ดสิบสองจำแลงอีกด้วย”

คำตอบของเฉินหลี่ทำให้เทพเซียนทั้งหลายเปลี่ยนสีหน้าไปทันที มหามรรคาปราณทองคำกับวิชาดาวดินเจ็ดสิบสองจำแลงเป็นเคล็ดวิชาฝึกบำเพ็ญระดับสุดยอด โลกคุนหลุนในยามนี้มีผู้ที่ใช้พวกมันเป็นน้อยยิ่งนัก อีกทั้งพวกเขาแต่ละคนล้วนเป็นคนใหญ่โตทั้งสิ้น

หากพูดถึงเบื้องบนก็มีมรรคาจารย์ มารดาของจักรพรรดิสวรรค์ไปฉี จักรพรรดิสวรรค์ หากพูดถึงแดนมนุษย์ก็มีมหาเซียนวังเฉิน บุคคลเหล่านี้ล้วนมิใช่คนที่พวกเขาจะบังอาจไปต่อล้อต่อเถียงได้ จักรพรรดิสวรรค์หรี่ตาถามว่า “เคยถามมหาเซียนวังเฉินแล้วหรือยัง?”

“เคยถามแล้วพะยะค่ะ แตมหาเซียนวังเฉินตอบว่าไม่รู้จักปีศาจตนนี้” จักรพรรดิสวรรค์ได้ยินดังนี้ก็ขมวดคิ้ว หากไม่เกี่ยวข้องกับมหาเซียนวังเฉินก็ได้แต่โยงไปหาคนบนเบื้องบนเช่นนั้นเรื่องนี้ย่อมยุ่งยากแล้ว

ไม่ใช่เพียงจักรพรรดิสวรรค์ เทพเซียนคนอื่นก็ตระหนักถึงจุดนี้เช่นกัน ภายในตำหนักเหนือเมฆาจมลงสู่ความเงียบ จักรพรรดิสวรรค์เอ่ยปากอย่างเนิบช้า “วาสนาเซียนของปีศาจตนนี้ไม่ธรรมดา เพื่อไม่ให้เขาหลงเดินทางผิด เฉินหลี่ เจ้าจงลงไปยังโลกเบื้องล่าง เรียกตัวเขามาครองตำแหน่งเซียนบนแดนสวรรค์”

เฉินหลี่รับบัญชา เทพเซียนคนอื่นไม่เห็นแย้ง พวกเขาเพียงสงสัยใคร่รู้ในตัวปีศาจตนนี้อย่างยิ่ง

“เอ๊ะ แล้วปีศาจตนนี้มีนามว่าอันใด?” จักรพรรดิสวรรค์นึกบางอย่างออกก็เลิกคิ้วถาม

“เขาเรียกตนเองว่าจอมปีศาจจิงเทียนพะยะค่ะ”

จิงเทียน? ช่างทำได้สมกับนามของตนเสียจริง จักรพรรดิสวรรค์พึมพำกับตนเอง จากนั้นเขาก็เผยรอยยิ้มตามออกมา หากดึงปีศาจตนนี้มาสวามิภักดิ์ได้ กำลังรบของแดนสวรรค์ก็จะเพิ่มขึ้น ปีศาจที่แม้แต่สวรรค์ชั้นสามสิบสามยังให้ความสำคัญ พรสวรรค์จะต้องไม่ธรรมดาเป็นแน่

หลายปีที่ผ่านมา เพื่อสั่งสมกำลังเตรียมตัวเผชิญกับมหันตภัยแห่งวิถียุทธ จิตใจของจักรพรรดิสวรรค์ได้เปลี่ยนไปแล้ว เขาเริ่มให้ความสำคัญกับผู้ที่แข็งแกร่งหาได้ดูเพียงบุญบารมีที่สั่งสมมาไม่

ยามเผชิญหน้ากับมหันตภัย บุญบารมีย่อมใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ พลังต่างหากที่เป็นปัจจัยตัดสินว่าจะข้ามผ่านมหันตภัยได้หรือไม่ แต่แล้ว…

จอมปีศาจจิงเทียนก็ปฏิเสธคำชวนของเฉินหลี่เขานับเป็นคนที่สองต่อจากมหาเซียนวังเฉินที่กล้าปฏิเสธแดนสวรรค์ เรื่องนี้เป็นที่ฮือฮาอย่างมาก แต่จักรพรรดิสวรรค์มิยอมท้อ เขาส่งมหาเทพอีกคนไปชักชวนซ้ำ มิหนำซ้ำยังเสนอสิทธิประโยชน์สูงกว่าเดิมอีกแต่ก็ยังถูกจอมปีศาจจิงเทียนปฏิเสธอยู่ดี ปฏิเสธแดนสวรรค์ถึงสองหน ชื่อเสียงของจอมปีศาจจิงเทียนในหมู่เผ่าปีศาจยิ่งลือกระฉ่อนจนแม้แต่จอมราชันเผ่าปีศาจก็สนใจ กระทั่งราชวงศ์แห่งโชคชะตาของเผ่ามนุษย์ก็เริ่มมาชักชวนเขาไปเป็นพวกเหมือนกัน ในยุคนี้ความแค้นระหว่างเผ่ามนุษย์กับเผ่าปีศาจเบาบางลงนานแล้ว อย่างน้อยก็ไม่ถึงขั้นไม่ตายไม่เลิกราอีกต่อไป หลังจากมหาศึกสถาปนาเทพเริ่มต้น ราชวงศ์แห่งโชคชะตาทั้งหลายก็เริ่มหยิบยืมพลังของชาวต่างเผามาใช้ประโยชน์ ยามนี้สงครามในที่ต่าง ๆ สามารถเห็นร่างของหลากหลายเผ่าพันธุ์ปะปนกัน อาจถึงขั้นพูดได้ว่านี่มิใช่สงครามภายในของเผ่ามนุษย์ แต่เป็นสงครามของทั้งหมื่นเผ่า

การถูกปฏิเสธติด ๆ กันทำให้จักรพรรดิสวรรค์พิโรธยิ่ง ราชามังกรเพียรพยายามจะร้องทุกข์ยิ่งทำใหจักรพรรดิสวรรค์หงุดหงิดมากขึ้นไปอีก ด้วยเหตุนี้จักรพรรดิสวรรค์จึงส่งเจียงเทียนหมิงไปจับตัวจอมปีศาจจิงเทียนที่โลกเบื้องล่าง

เจียงเทียนหมิงเป็นผู้มีพลังระดับสูงสุดในหมู่แม่ทัพสวรรค์ เมื่อไม่นานมานี้เขาเพิ่งก้าวเข้าสู่ขั้นเซียนพิภพ เรียกได้ว่าผ่านการผลัดร่างเปลี่ยนกระดูกมาแล้ว

เจียงเทียนหมิงไม่พอใจจอมปีศาจจิงเทียนมากเช่นกัน แม้อีกฝ่ายอาจเกี่ยวข้องกับสวรรค์ชั้นสามสิบสามแต่เขาก็อยากสั่งสอนอีกฝ่ายสักหน่อย

ด้วยเหตุนี้เจียงเทียนหมิงจึงเดินทางไปยังโลกเบื้องล่าง แล้วเปิดศึกสะเทือนฟ้าสะเทือนดินกับจอมปีศาจจิงเทียน ผู้เสาะหาความแข็งแกร่งจากฝั่งเผ่าปีศาจจำนวนไม่น้อยเดินทางมาชมการต่อสู้ เทพเซียนบนฟ้าก็มารวมตัวกันที่ตำหนักเหนือเมฆาเพื่อชมการต่อสู้เช่นกัน

วิชาเจ็ดสิบสองจำแลงของจอมปีศาจจิงเทียนยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง แต่ตัวเจียงเทียนหมิงมีสายเลือดนับร้อยเผ่าพันธุ์ผสานอยู่ในกาย ทั้งยังสืบทอดดวงเนตรมหามรรคามาอีกด้วย เขาเปลี่ยนสิบยอดวิชาเทพของเผาราชาให้กลายเป็นพลังอภินิหารของวิชาเซียน ทำให้เขาครอบครองพลังที่น่ากลัวยิ่งนัก ตลอดการต่อสู้เขาเป็นฝ่ายกดดันจอมปีศาจจิงเทียน

หนึ่งมนุษย์กับหนึ่งปีศาจเปิดศึกใหญ่กันสามวันสามคืน สุดท้ายเจียงเทียนหมิงก็จับจอมปีศาจจิงเทียนมัดเป็นข้าวต้ม มัดพากลับไปที่แดนสวรรค์ได้สำเร็จ

ศึกนี้ทำให้เผ่าปีศาจได้เห็นพลังของแดนสวรรค์ ชื่อเสียงของแดนสวรรค์ในเผ่าปีศาจจึงขจรขจายมากขึ้นกว่าเดิม

ลึกเข้าไปในภูเขาของเทียนจิงบนแดนมนุษย์ ไปฉีกับมหาเซียนวังเฉินกำลังจิบชาอยู่อีกมุมหลังหนึ่ง

ไปฉีถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “เจ้าจะไม่สนใจไยดีเขาจริงหรือ?”

มหาเซียนวังเฉินตอบอย่างนิ่งสงบ “อาจารย์ของข้าก็ไม่เห็นสนใจไยดีข้า เหตุใดข้าต้องสนใจไยดีเขา ชะตาของเขาจะดีหรือร้ายล้วนขึ้นอยู่กับเคราะห์กรรมของเขาเอง”

ไปฉีส่ายหน้าแล้วหลุดหัวเราะเอ่ยว่า “นี่เจากำลังนึกแค้นใจอาจารย์ของเจ้าอยู่หรือ?”

มหาเซียนวังเฉินได้ยินก็กลอกตาเอ่ยว่า “ข้าจะกล้าคิดแค้นได้อย่างไร ตัวตนของท่านผู้เฒ่าบอกใครไม่ได้จริง ๆ ส่วนตัวตนของข้าสำหรับจิงเทียนแล้วก็บอกใครไม่ได้เช่นกัน”

หลังจากกลายเป็นผู้นำแห่งเซียนพิภพเขาก็เฝ้าตามหาอาจารย์ของตนเองมาตลอด แต่เมื่อเขารู้ประวัติความเป็นมาของวิชามหามรรคาปราณทองคำกับวิชาดาวดินเจ็ดสิบสองจำแลงเขาก็ไม่กล้าตามหาอีกแล้ว หากอาจารย์ของเขาเป็นท่านผู้นั้นจริง ๆ เขาตามหาไปก็หาไม่พบหรอก

“อารามหลังนี้ของเจ้าเงียบเหงาเหลือเกิน รับลูกศิษย์บ้างเถิด อย่าเอาแต่คิดว่ารับลูกศิษย์แล้วจะกระทบกับความยุติธรรมของเจ้าเลย เจ้ารับพวกลูกศิษย์ที่ไม่มีเบื้องหลังมาก็ไม่มีปัญหาแล้ว รับรองว่าหลังจากนี้ไม่สร้างปัญหาให้เจ้า”

ไปฉีเปลี่ยนหัวข้อสนทนา ดวงตาของนางกลอกกลิ้งแล้วยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์

มหาเซียนวังเฉินกลอกตาเอ่ยว่า “เป็นเช่นที่พวกเขากล่าวจริง ๆ ท่านนะ หากไม่มีผลประโยชน์ย่อมไม่มีทางตื่นเช้า หากเป็นคนอื่นพูดเช่นนี้ข้าคงปฏิเสธเป็นแน่ แต่ข้าติดค้างบุญคุณท่านอยู่จึงต้องไว้หน้าท่านบ้าง”

ไปฉีหัวเราะ “ข้ามีอยู่สองคน พวกเขาไร้ญาติขาดมิตรแล้วก็ไม่มีเผ่าด้วย รับรองว่าหลังจากนี้ไม่สร้างปัญหาให้เจ้า”

มหาเซียนวังเฉินเอ่ยอย่างแฝงความนัย “ท่านก็คือเส้นสายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเขาแล้ว”

ไปฉีหัวเราะแต่ไม่เอ่ยตอบ

ตอนที่ 476 ผ่านด่านเคราะห์ห้วงสุญญตาปริศนา
กาลเวลาเคลื่อนคล้อยดั่งอาชาขาวห้อตะบึงไปมิหวนกลับ

แดนมนุษย์เปลี่ยนโฉมไปตามกาลเวลา สรรพสิ่งหมุนเวียนเปลี่ยนผัน บนสวรรค์ชั้นสามสิบสามไปฉีนังสมาธิอยู่บนลำตัวของไป๋หลง สายตาของนางจับจ้องเจียงฉางเซิงเหมือนอยากพูดบางสิ่งแต่ไม่กล้าพูด ร่างแยกที่อยู่ตรงมุมห้องส่งกระแสจิตมาถาม “เจ้าอยากพูดอะไรหรือ?”

ไปฉีเหลือบตามองเขาแล้วใช้วิชาส่งกระแสจิตตอบ “มิใช่เรื่องใหญ่อะไร เป็นเรื่องเกี่ยวกับไท่หวงไท่ซีเท่านั้น ท่านไม่เข้าใจหรอก ท่านอย่าสิ้นเปลืองอาคมเลย”

ร่างแยกหัวเราะหลังจากนั้นก็หลับตาลง

เวลานี้เองเสียงก็ลอยมาจากร่างจริงของเจียงฉางเซิง

“เรื่องเผ่าพันธุ์ใหม่อย่างนั้นหรือ?”

ได้ยินคำนี้ไปฉีก็สะดุ้งโหยง ลุกพรวดขึ้นมายืนในบัดดล นางมายืนอยู่หน้าบัลลังก์เทพสวรรคมหามรรคาสวรรค์อย่างรวดเร็ว แล้วเอ่ยอย่างระมัดระวังว่า “นายท่าน ข้ารบกวนท่านหรือ?”

เจียงฉางเซิงยิ้มน้อย ๆ “ข้าตื่นตั้งนานแล้ว แค่ไม่ลืมตาเท่านั้นเอง”

เขาก้าวมาถึงขอบผาของการเลื่อนขั้นแล้ว แค่กำลังจัดการสิ่งที่ได้จากการปิดด่านช่วงนี้เท่านั้น

การปิดด่านหนนี้ยาวนานถึงสองร้อยสี่สิบสองปี เขาพยากรณ์หาผู้แข็งแกร่งในขอบเขตแต่และแห่งแล้ว โลกคุนหลุนยังไม่พานพบวิกฤตรายแรงอะไร ดังนั้นเขาจึงไม่ลุกขึ้นมาแต่เรียบเรียงสิ่งที่เขาบรรลุอยู่ในหัว

“นายท่าน ไท่หวงใช้สารพัดวิธีลองสร้างมาหลายสิบหน ส่วนใหญ่ล้วนไม่สำเร็จ บางครั้งก็มีผลสำเร็จออกมาแต่พวกเขากลับตายลงอย่างรวดเร็ว แม้ประสบความสำเร็จก็มิอาจสืบทอดลูกหลานได้ ท่านคิดว่าพวกนางต้องสร้างเผ่าพันธุ์ใหม่อย่างไรหรือ?” ไปฉีเอ่ยถาม พูดถึงเรื่องนี้ นางก็กลัดกลุ้มยิ่งนัก นางก็เข้าไปมีส่วนร่วมด้วย ทุ่มเทกายใจไปมากมายจึงรู้สึกไม่ยินยอมหากต้องล้มเหลว

เจียงฉางเซิงส่ายหน้ายิ้ม ๆ แล้วเอ่ยว่า “สิ่งที่พวกเจ้าต้องการสร้างมิใช่เผ่าพันธุ์ธรรมดา แต่เป็นเผ่าพันธุ์มรรคาสวรรค์ ผู้ครอบครองบุญบารมีอันยิ่งใหญ่ คล้ายคลึงกับเผ่ามนุษย์ ดังนั้นพวกเจ้าจึงล้มเหลวอยู่เสมอ”

ไปฉีรีบพยักหน้า พวกนางคิดเช่นนี้อยู่จริง ๆ

“รออีกสักหน่อยเถิด เผ่าพันธุ์ที่พวกเจ้าต้องการต้องอาศัยช่วงเวลาที่เหมาะเจาะ อีกอย่างพวกเจ้าก็ยังอ่อนแอเกินไป พลังยังไม่มากพอจะสร้างบุญบารมีใหญ่หลวงได้”

เจียงฉางเซิงทอดถอนใจ เจ้าสามตนนี่ช่างใจกล้าจริง ๆ โลกแห่งมรรคาของเขายังให้กำเนิดเผ่าพันธุ์ออกมาไม่ได้เลยด้วยซ้ำ แต่พวกนางกลับคิดจะแซงหน้าเดินนำเขาเสียแล้ว

ดวงหน้าคมของไปฉีเศร้าหมองเอ่ยว่า “ไม่รู้ว่าต้องรออีกเนิ่นนานเพียงใด”

เจียงฉางเซิงไม่สนใจนางอีก เขาลุกขึ้นมาขยับกระดูก กระมังสมควรเตรียมตัวเลื่อนขั้นแล้ว!

“นายท่าน แดนสวรรค์จับตัวจอมปีศาจจิงเทียนมา จอมปีศาจจิงเทียนต่อให้ตายก็ไม่ยอมสวามิภักดิ์ อาจารย์ของเขาก็ไม่คิดจะยุ่ง ท่านคิดว่า…” ไปฉีนึกอีกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้

เจียงฉางเซิงย่อมจดจำจอมปีศาจจิงเทียนได้

จอมปีศาจจิงเทียนก็เหมือนกับหงหลิน เขาคือผู้มีโชคชะตายิ่งใหญ่ที่ถือกำเนิดมาจากตัวของโลกคุนหลุนเอง โลกคุนหลุนทั้งใบล้วนเป็นของเขาอยู่แล้ว เมื่อพบผู้มีพรสวรรค์โดดเด่นเขาย่อมไม่คิดจะชักชวนมาเป็นพวกเสียหมด

“หากมิยอมสวามิภักดิ์ก็ส่งไปที่นรกขุมที่สิบแปดให้เจียงซานฝึกเขาหน่อย”

คำพูดของเจียงฉางเซิงทำให้ดวงตาของไปฉีวาววับวูบหนึ่ง ต่อจากนั้นก็ไว้อาลัยให้จอมปีศาจจิงเทียนอย่างเงียบ ๆ

หลังจากได้รับคำสั่งของเจียงฉางเซิงไปฉีก็เดินทางไปหาจักรพรรดิสวรรค์เพื่อบอกต่อเรื่องนี้ทันที จักรพรรดิสวรรค์ได้ฟังก็ราวกับปลดภาระหนักอึ้งลงจากบ่า เขาอยากลงโทษจอมปีศาจจิงเทียนตนนี้ตั้งนานแล้ว แต่เกรงบารมีของตำหนักเมฆาม่วงจึงได้แต่ยื้อยุดเอาไว้ จอมปีศาจจิงเทียนจึงกลายเป็นเสี้ยนที่คอยตำเนื้อของแดนสวรรค์ จัดการอย่างไรก็ไม่สะดวก

ทันทีที่จักรพรรดิสวรรค์ออกคำสั่ง ข่าวคราวก็แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว เทพเซียนมากมายรีบเร่งมามุงดูหน้าคุกสวรรค์ ประตูใหญ่ของคุกสวรรค์เปิดออก จอมปีศาจจิงเทียนที่ถูกตรวนลามมือและเท้าเดินออกมาอย่างเชื่องช้า บนร่างของเขาสวมชุดเกราะสีดำไม่มีบาดแผลที่ใด มีเพียงเส้นผมที่ยุ่งเหยิงเท่านั้น เขาทั้งสองข้างดูประหนึ่งดาบคมกริบสองเล่ม มันสะท้อนแสงเป็นประกายเย็นเยียบ บนร่างของเขามียันต์แปะอยู่ทั่ว ยามก้าวเดินลำบากยิ่งนักราวกับกำลังแบกขุนเขามหึมาลูกหนึ่งไว้ แม้ถูกจองจำอยู่ในคุกแต่ท่าทีของจอมปีศาจจิงเทียนยังคงองอาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดวงตาคนนั้นแววตาช่างดูดุดัน

“ในที่สุดก็ถูกส่งลงนรก ดูท่าฝ่าบาทจะหมดความอดทนแล้วสินะ”

“บางทีฝ่าบาทอาจขอคำแนะนำมาจากท่านนั้น”

จู่ ๆ หลายปีนี้เจ้าหมอนี่อยูดีกินดีเกินไปจริง ๆ สมควรได้รับบทเรียนเสียบ้าง ไม่มีท่านผู้นั้นคอยปกป้องแล้วแดนสวรรค์ย่อมมีหนทางมากมายให้จัดการเขา

“ได้ยินว่านรกขุมที่สิบแปดยังไม่เคยมีผู้ใดไปเยือนมาก่อน ไม่มีผู้ใดรู้ว่านรกสามขุมล่างสุดมีทัณฑ์ทรมานอย่างไรรออยู่”

เทพเซียนทั้งหลายสนทนากันอย่างไม่หลบซ่อนสักนิด ถ้อยคำลอยเข้ามาในหูของจอมปีศาจจิงเทียนอย่างชัดเจน

จอมปีศาจจิงเทียนขมวดคิ้ว เขาคิดอยู่แล้วว่าท่าทีที่แดนสวรรค์มีต่อเขาช่างแปลกยิ่งนัก ไปจับตัวเขามาแท้ ๆ แต่กลับไม่กล้าลงทัณฑ์เขา เป็นอย่างที่คิดจริง ๆ พวกเขาหวั่นเกรงตัวตนของใครบางคนอยู่สินนั้นเอง!

แรกเริ่มเดิมที่คนที่เขานึกถึงคืออาจารย์ของตน ตราบจนวันนี้เขาก็ยังไม่รู้ว่าอาจารย์ของตนคือผู้ใด แต่เมื่อเขาแข็งแกร่งขึ้นเขาก็รับรู้ความเป็นมาที่ไม่ธรรมดาของวิชามหามรรคาปราณทองคำกับวิชาดาวดินเจ็ดสิบสองจำแลง นี่หมายความว่าอาจารย์ของเขาไม่ธรรมดา เขาจะต้องเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในโลกบำเพ็ญเซียนอย่างแน่นอน

เมื่อได้ยินคำพูดของเทพเซียนทั้งหลายเขาก็เกือบจะถามถึงอาจารย์ของเขาแล้ว แต่พอคำพูดเลื่อนมาถึงริมฝีปาก เขาก็กล้ำกลืนมันกลับไป

ตัวเขาในวันนี้จะทำให้อาจารย์ผิดหวังหรือไม่?

จอมปีศาจจิงเทียนก้มศีรษะอันหยิ่งทระนงลงอย่างไม่รู้ตัว ท่าทีของเขาทำให้เทพเซียนทั้งหลายยิ่งสะใจเขาไปอีก

“เฮ้ย คิดทบทวนให้ดี ๆ แล้วก็ปรับปรุงตัวใหม่เสีย ถือเสียว่าความลำบากต่อจากนี้เป็นการฝึกฝน”

เสียงหนึ่งดังลอยมา จอมปีศาจจิงเทียนหันหน้าไปมองก็พบเจียงเทียนหมิง คนที่จับตัวเขามา

จอมปีศาจจิงเทียนมีความรู้สึกอันแสนซับซ้อนต่อเจียงเทียนหมิง

ศัตรูคนแรกที่ทำให้เขาได้ลิ้มรสความพ่ายแพ้ก็คือเจียงเทียนหมิง เขาจ้องเจียงเทียนหมิงอยู่นานก่อนจะถูกทหารสวรรค์พาตัวจากไป

เยี่ยซวินตี้กระแทกไหล่เจียงเทียนหมิงเบา ๆ แล้วยิ้มล้อว่า “นี่อะไรกัน เห็นใจหรือ?”

เจียงเทียนหมิงแค่นเสียงเหอะ “ย่อมไม่ใช่ความผิดของเขา ไม่ถึงขั้นต้องไปนรกขุมที่สิบแปดอยู่แล้ว ยิ่งเขาได้สืบทอดวิชาพวกนั้นมา เจ้าคิดว่านี่คือบทลงโทษหรือ ข้าคิดว่ามันเหมือนโชควาสนามากกว่า อย่าลืมสิว่าผู้ใดอยู่ที่นรกขุมที่สิบแปด”

เยี่ยซวินตี้คิดว่ามีเหตุผล เขาคล้องคอเจียงเทียนหมิงแล้วยิ้มแย้มบอกว่า “ไปกันเถิด ไม่นานมานี้ประตูหมื่นโลกเพิ่งเชื่อมไปยังโลกใบหนึ่ง ข้าสงสัยใคร่รู้ยิ่งนัก ลองไปดูกันดีหรือไม่?”

เจียงเทียนหมิงพยักหน้า ทั้งสองคนคล้องคอกันเดินจากไป

แดนสวรรค์ก่อตั้งมาเนิ่นนานแล้ว แม้แต่ในหมู่เทพในบัญชีก็มีการจับกลุ่มคนที่สนิทกัน กลายเป็นกลุ่มใหญ่บ้างเล็กบ้าง กลุ่มที่เยี่ยซวินตี้กับเจียงเทียนหมิงอยู่นับว่าเป็นกลุ่มที่เป็นแกนหลัก ถูกเรียกอย่างหยอกล้อว่า ‘กลุ่มมังกรผงาด’ เทพเซียนในกลุ่มนี้ล้วนมีสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับมรรคาจารย์ แม้แต่จักรพรรดิสวรรค์ก็ยังต้องไว้หน้าอยู่ส่วนหนึ่ง

หลังจากนั้นผ่านไปเป็นเวลาหลายปี ข่าวที่จอมปีศาจจิงเทียนถูกส่งลงไปยังนรกขุมที่สิบแปดก็แพร่ไปทั่ว เรื่องนี้ค่อย ๆ กลายเป็นตำนานเล่าลืออย่างกว้างขวางในหมู่ชาวบ้าน แล้วถูกใช้เปรียบเปรยถึงจุดจบของการไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ

หลังจากเตรียมตัวมาเจ็ดปี ในที่สุดเจียงฉางเซิงก็เริ่มเตรียมตัวเลื่อนขั้น

[แต้มเซียนไหวปัจจุบัน: 321,009,265,894,400 แต้ม]
[แต้มโชคชะตาปัจจุบัน: 1,256,550,200,034,536 แต้ม]
[แต้มเผยแผ่หลักคำสอน: 4,700,924,867,255,410 แต้ม]

เจียงฉางเซิงมองแต้มสามประเภทนี้แล้วสูดลมหายใจลึกยาวเข้า เขาแอบมั่นใจอยู่หลายส่วน

ตอนที่แต้มเซียนไหวทะลุร้อยล้านล้านไม่มีฟังก์ชันใหม่เปิดทำงาน แม้แต่การเพิ่มความแข็งแกร่งให้ฟังก์ชันก็ไม่มี ราวกับว่าฟังก์ชันเซียนไหวมาถึงขีดสุดแล้วหรือไม่ แต้มโชคชะตาเป็นสิ่งที่บ่งบอกพลังที่เพิ่มพูนของตัวเขาเอง ยิ่งวรยุทธ์สูงส่งโชคชะตาก็เติบโตขึ้นตาม ส่วนแต้มเผยแผ่หลักคำสอนหมายถึงพัฒนาการของวิถีเซียน พัฒนาการของวิถีเซียนมีแต่จะเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ทุกครั้งที่จบการปิดด่านวิถีเซียนมักเปลี่ยนโฉมประหนึ่งพลิกฟ้าพลิกดินอยู่เสมอ

นอกจากแต้มเซียนไหวกับแต้มโชคชะตา เจียงฉางเซิงยังเตรียมโอสถสำหรับการผ่านด่านเคราะห์ไว้อีกจำนวนมาก แม้การผ่านด่านเคราะห์ก่อนหน้านี้จะผ่านพ้นมาได้อย่างปลอดภัยไร้อันตราย แต่เขาก็ไม่กล้าประมาท

เพียงแต่หนนี้ควรไปผ่านด่านเคราะห์ที่ไหนดีเล่า?

เขาครุ่นคิดหาสถานที่ผ่านด่านเคราะห์อย่างเงียบ ๆ ปัจจุบันสิ่งมีชีวิตในโลกคุนหลุนล้วนรับรู้ความเก่งกาจของเขาแล้ว ต่อให้ผ่านด่านเคราะห์ต่อหน้าสรรพชีวิตทั้งหลายก็ไม่ช่วยเพิ่มแต้มเซียนไหวอย่างมีนัยยะสำคัญ อีกซ้ำร้ายอาจดึงวิถียุทธกับมหามรรคาอื่นมาสอดส่องด้วย โลกคุนหลุนในยามนี้เปิดกว้างแล้ว คนดีคนชั่วปะปนอยู่ด้วยกัน

ระยะนี้มีผู้แข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้นทุกที เจียงฉางเซิงจะต้องทำให้ศัตรูมิอาจคาดเดาพลังที่แท้จริงของเขาออก คิดจบเขาก็นำบัลลังก์เทพสวรรคมหามรรคาออกไป ร่างแยกในตำหนักเมฆาม่วงแทบจะไม่ขยับ มีมันรับผิดชอบปกป้องโลกคุนหลุนย่อมมากพอแล้ว

ไปฉีเห็นเจียงฉางเซิงหายไปก็พึมพำกับตนเอง “มีศัตรูที่แข็งแกร่งมาอีกแล้วหรือ? เหตุใดข้าถึงพูดว่าอีกแล้วกันเล่า ศัตรูที่แข็งแกร่งหนก่อนคือผู้ใดกัน?”

นางรู้สึกว่าตนเองลืมเลือนบางสิ่งบางอย่างไป แต่ไม่ว่าอย่างไรก็นึกไม่ออก

เจียงฉางเซิงเหาะอย่างเร็วรี่มาถึงขอบห้วงสุญญตา เขาทะลุเข้าไปด้านใน ต่อจากนั้นก็แผ่จิตสัมผัสออกไปกวาดสำรวจตามทาง ขอบห้วงสุญญตาระดับขั้นสูงกว่าห้วงมิติธรรมดา ที่แห่งนี้มีสิ่งมีชีวิตอยู่น้อยยิ่งนัก ผู้ที่เดินทางผ่านที่แห่งนี้ได้อย่างอ่อนแอที่สุดก็ต้องบรรลุขั้นเบิกเนตรอัครยุทธแล้ว จำนวนของขั้นเบิกเนตรอัครยุทธจะมีอยู่สักเท่าใดกันเล่า?

หลังจากทะลุผ่านเข้ามาด้านในครู่หนึ่ง เขาก็หยุดแล้วแผ่จิตสัมผัสออกไปให้ไกลที่สุด หลังจากแน่ใจแล้วว่าไม่มีกลิ่นอายของสิ่งมีชีวิตเขาจึงเริ่มผ่านด่านเคราะห์

ขอบห้วงสุญญตาบริเวณนี้เป็นสีน้ำเงินคราม

เมฆดารารูปลักษณ์แตกต่างกันลอยตัวเคว้งคว้าง บางกลุ่มดูเหมือนเทพสงครามจากอดีตจันไกลโพ้น บางกลุ่มดูเหมือนเรือแจวลำเรียวเล็ก

เมื่อเจียงฉางเซิงเลิกกดพลังของตนเองอำนาจสวรรค์พลันปรากฏ เมฆอสนิบาตของด่านเคราะห์สวรรค์ก่อตัวขึ้นด้านบน

“ผ่านด่านเคราะห์หนก่อนจิตได้ท่องกลับไปในอดีตแล้ว หนนี้จะพานพบประสบการณ์มหัศจรรย์อีกหรือไม่นะ” เจียงฉางเซิงนั่งอยู่บนบัลลังก์เทพสวรรคมหามรรคาพลางครุ่นคิดอยู่อย่างเงียบ ๆ

หนนี้เขาตั้งใจว่าตอนแรกจะไม่ใช้แต้มเซียนไหวกับแต้มโชคชะตาเพื่อป้องกันกรณีมีตัวตนที่แข็งแกร่งโผล่มายุ่งยามกลางคัน ไว้จังหวะลำบากที่สุดเขาค่อยใช้แต้มเซียนไหวกับแต้มโชคชะตาผ่านด่านเคราะห์ ถึงตอนนั้นไม่ว่าผู้ใดก็คงไม่กล้าย่างเท้าเข้ามาอยู่อย่างแน่นอน

ปราณกำเนิดเทพอันธการวนเวียนรอบบัลลังก์เทพสวรรคมหามรรคา แม้กำลังเผชิญหน้ากับอำนาจสวรรค์อันยิ่งใหญ่ มันกลับไม่กลัวเกรงสักนิด ตรงกันข้ามกลับมีท่าทางระริกระรี้จนนิดด้วย เจียงฉางเซิงหันมามองปราณกำเนิดเทพอันธการ

ทันใดนั้นเขาก็เกิดความคาดหวังขึ้นมาเล็กน้อย

เจ้าของวิเศษชิ้นนี้จะช่วยเขาผ่านด่านเคราะห์ได้หรือไม่นะ

ครืน!

อสนิบาตสวรรค์ส่งเสียงสะเทือนเลื่อนลั่น ทว่าจิตใจของเจียงฉางเซิงกลับไม่จดจ่อกับมันเท่ากับในอดีต เขาควบคุมจิตใจของตนเองไม่อยู่เพราะใจเอาแต่กระหวัดไปคิดถึงความรู้เกี่ยวกับระเบียบแห่งมิติเวลาที่เพิ่งศึกษาในช่วงนี้ จะว่าไปแล้วการที่ดวงจิตท่องอดีตกลับไปยังลานเทศนาของคุนหลุนระหว่างผ่านด่านเคราะห์หนก่อนมิใช่การลองก้าวเท้าเข้าไปยุ่งกับระเบียบของมิติเวลาแล้วหรอกหรือ? เจียงฉางเซิงจมลงในห้วงภวังค์ความคิด

เมฆดำทะมึนของด่านเคราะห์สวรรค์ทรงพลังขึ้นทุกที ขอบเขตที่กลุ่มเมฆดำทะมึนแผ่ปกคลุมใหญ่กว่าขนาดของโลกคุนหลุนแล้ว

พื้นที่ขนาดเท่านี้ช่างใหญ่โตอย่างน่าเหลือเชื่อ ต้องรู้ก่อนว่าโลกคุนหลุนเกิดจากโลกนับพันใบผสานรวมกันเป็นหนึ่ง หนึ่งในโลกเหล่านั้นอย่างโลกยุทธไท่หวงก็ถือว่ากว้างใหญ่ไพศาลสำหรับมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งแล้ว ทวีปชีพจรมังกรใหญ่กว่าทวีปในโลกเมื่อชาติก่อนมาก

บางทีมันอาจใหญ่กว่าดาวโลกทั้งดวงด้วยซ้ำ แต่ทวีปชีพจรมังกรกลับเป็นเพียงเสี้ยวเล็ก ๆ เสี้ยวหนึ่งในมหาสมุทรไร้ขอบเขต มันเล็กกระจ้อยร่อยอย่างยิ่ง ส่วนมหาสมุทรไร้ขอบเขตเมื่ออยู่ในไท่หวงมันก็เป็นเพียงทะเลสาบแห่งหนึ่งเท่านั้น

ผู้ฝึกยุทธที่ระดับขั้นต่ำกว่าขั้นยุทธบรรจบเทพเผชิญหน้ากับด่านเคราะห์สวรรค์นี้ ต่อให้หนีด้วยความเร็วเต็มที่ก็หนีไม่พ้น

เปรี้ยง!

อสนิบาตสวรรค์สายแรกผ่าลงมาแล้ว!

อสนิบาตสายนี้เป็นสีขาว มันทิ้งประกายแสงสีขาวเส้นหนึ่งไว้บนผิวของกลุ่มเมฆดาราใกล้ ๆ

ปราณกำเนิดเทพอันธการตวัดขึ้นไปบนฟ้าประหนึ่งพู่กันด้ามหนึ่ง มันวาดน้ำหมึกสีม่วงต้านทานอสนิบาตสีขาวสายนี้ไว้ได้อย่างง่ายดาย

การผ่านด่านเคราะห์เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว!

หลังจากอสนิบาตสวรรค์สายแรกร่วงลงมา มันกลับไม่เพิ่มขึ้นทีละนิดแต่กระหน่ำฟาดอสนิบาตนับหมื่นสายลงมาอย่างฉับพลัน ปราณกำเนิดเทพอันธการสำแดงอิทธิฤทธิ์ มันขวางอสนิบาตที่ฟาดลงมาไวทั้งหมด อสนิบาตทั้งมวลที่ถูกขวางสลายหายไปทันที

เจียงฉางเซิงตื่นเต้นยินดี ดูท่าตนเองจะประเมินพลังของปราณกำเนิดเทพอันธการต่ำเกินไป อสนิบาตกระหน่ำอย่างบ้าคลั่งมันแตกต่างจากด่านเคราะห์สวรรค์ในอดีต เจียงฉางเซิงรู้สึกราวกับว่าเพิ่งเริ่มต้น ด่านเคราะห์อสนิบาตก็เข้าสู่ช่วงสูงสุดทันที แต่ในใจเขารู้ดีว่านี่เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น!

ผลงานของปราณกำเนิดเทพอันธการทำให้เจียงฉางเซิงมั่นใจเพิ่มขึ้นมาก

หนนี้จะต้องเลื่อนขั้นสำเร็จแน่

ผู้ใดก็ขวางเขาไม่ได้ทั้งนั้น!

ในห้วงมิติอันมืดมิด ผู้สืบทอดมหามรรคาอย่างโมวัง, ทัณฑ์เทวะ, บรรพจารย์พุทธ์อารัมภะ, บรรพจารย์กระบี่ประกาศิตเทวะ, บรรพจารย์กำเนิดพิสดารล้วนมารวมตัวกัน พวกเขาขมวดคิ้วจนเป็นปม บรรพจารย์พุทธ์อารัมภะเอ่ยปากอย่างเนิบช้า “พวกเจ้าคิดออกแล้วหรือว่าพวกเราลืมเลือนสิ่งใดไปกันแน่ แล้วเหตุใดจึงมารวมตัวกัน?”

โมวังเคยเรียกผู้สืบทอดมหามรรคาทั้งหลายมารวมตัวกันเพื่อต่อกรกับจอมเทพปีหลิวก่อนหน้านี้ พวกเขามาพบกันไปหนหนึ่งแล้วแต่กลับกลายเป็นว่าพวกเขาไม่รู้ว่าตนเองมาเพราะเหตุใด หลังจากเดินทางกลับพวกเขาก็ยิ่งรู้สึกถึงความผิดปกติ ดังนั้นจึงมารวมตัวกันใหม่อีกครั้ง

ทัณฑ์เทวะแค่นเสียงดังเหอะ “ในเมื่อพวกเราล้วนไม่รู้สึกตัว ย่อมหมายความว่ามีพลังอันแข็งแกร่งและลึกลับบางอย่างทำบางสิ่งกับพวกเรา พวกอสุรกายมหันตภัยนั่นหลังจากหายไปก็ไม่โผล่หัวออกมาอีก ทุกท่านไม่รู้สึกว่าแปลกหรอกหรือ?”

เมื่อไม่มีจอมเทพปีหลิว พวกเขาจึงได้แต่คิดเชื่อมโยงไปหาเทพแห่งหยินหยาง บรรพจารย์กำเนิดพิสดารหันไปมองโมวังแล้วถามว่า “เหตุใดไม่เรียกมรรคาจารย์มาด้วยเล่า?”

โมวังขมวดคิ้ว “หนก่อนเขาก็ไม่มา ข้าไม่แน่ใจว่าก่อนหน้านี้ได้เรียกเขามาหรือไม่ อีกอย่าง…ทุกท่านไม่รู้สึกว่าในหมู่พวกเราเหมือนขาดผู้ใดไปหรือ?”

พวกเขาลล้วนมิใช่ขั้นเบิกเนตรอัครยุทธธรรมดาทั่วไป ดังนั้นจึงจับสังเกตผลของอภินิหารเนรเทศได้อยู่บ้าง ผู้สืบทอดมหามรรคาทุกคนต่างเงียบงันไปอีกครั้ง ความไม่รู้คือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด พวกเขามีชีวิตอยู่มาเนิ่นนานถึงเพียงนี้แต่เพิ่งประสบเรื่องบ้าบอเช่นนี้เป็นครั้งแรก

“โลกเทพยุทธกำลังใช้เล่ห์เหลี่ยมอะไรอีกหรือไม่?” บรรพจารย์กระบี่ประกาศิตเทวะถามเสียงเคร่งขรึม

หลังจากยุคแห่งหมื่นวิถีเปิดมานาน แม้มหามรรคาของพวกเขาจะมีสิทธิดำรงอยู่แล้ว แต่พวกเขากลับพบว่ามันดำรงอยู่ยากเย็นกว่าเดิม ถึงพวกเขาจะพบปะกับสรรพชีวิตจากวิถียุทธได้แล้ว แต่ผู้ฝึกบำเพ็ญของพวกเขาก็พานพบกับมหามรรคาสายอื่นได้เช่นกัน สิ่งนี้ทำให้พวกเขาปวดหัวอย่างมาก ความทะเยอทะยานของพวกเขามิใช่การอยู่ร่วมกันกับวิถียุทธ แต่เป็นการแทนที่ต่างหาก!

“ในเมื่อเป็นเช่นนี้พวกเราก็เดินทางไปขอบห้วงสุญญตาเพื่อตามหาคนผู้นั้นกันเถิด มีเพียงเขาเท่านั้นที่คลายข้อสงสัยให้พวกเราได้”

โมวังดวงตาเป็นประกายวิบวับ น้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง บรรพจารย์พุทธ์อารัมภะหน้าถอดสีเอ่ยว่า “ไปหาเขาย่อมต้องจ่ายด้วยบางสิ่ง เรื่องนี้ประหลาดเกินไป หากเขาเอ่ยปากเรียกร้องสิ่งลำค่าขึ้นมา พวกเราจะทำอย่างไรเล่า?”

บรรพจารย์พุทธ์อารัมภะผู้แข็งแกร่งอยู่เสมอแสดงท่าทางหวาดกลัวใครบางคนขึ้นมาเป็นครั้งแรก บรรพจารย์โลหิตอสุราหน้าบึ้งเอ่ยว่า “ไม่ไปหาเขาก็ได้ แต่ไปหาบรรพจารย์ยุทธ์ต้องเลือกสักทาง มิเช่นนั้นพวกเราจะสงบใจฝึกบำเพ็ญได้หรือ!”

>กลับหน้าหลักHOMEจิ้ม<

Prev
Novel Info

Comments for chapter "ตอนที่ 476 ผ่านด่านเคราะห์ห้วงสุญญตาปริศนา"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Aileen Novel
  • หน้าหลัก HOME
  • COOKIE POLICY

© 2020 - 2023 ไอรีนโนเวล นิยายอ่านฟรีทุกวัน เว็บอ่านนิยาย pdf ไอรีนโนเวล “aileen-novel.online” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน นิยายชื่อดัง ตอนล่าสุด "ฮณ๊ฯดฯฌซ, อ่านฟรี อ่านเพลินอ่านทั้งวันกับไอรีนโนเวลออนไลน์

Sign in

Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Sign Up

Register For This Site.

Log in | Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Lost your password?

Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย