ลูกหลานเรียกหาข้า หลังข้าบรรลุเซียน - ตอนที่ 471 กรรมกับสังสารวัฏ การแปรเทศ
จอมเทพปีหลิวเพิ่งกล่าวถ้อยคำเนียมเกรียมจบ มือที่ขวางลำแสงแห่งกฎออกมาข้างนั้นก็มีลำแสงแห่งกฎอีกสายหนึ่งก่อตัวขึ้นใหม่อีกครั้ง กลิ่นอายของมันน่าครั่นคร้ามมากกว่าเดิม เจียงฉางเซิงไม่แปลกใจ หลังจากแตกฉานพลังแห่งกฎเกณฑ์ย่อมหยิบยืมกฎมากมายที่ล่องลอยอยู่ในห้วงมิติมาใช้ได้ มิใช่กระบวนท่าที่โจมตีได้เพียงครั้งเดียว
‘นั่นคือกฎของสิ่งใดกันแน่ แม้แต่ปราณกำเนิดเทพอันธการก็ยังดูดกลืนเข้าไปไม่ได้’
เจียงฉางเซิงครุ่นคิดในใจ ระหว่างที่เขาตกตะลึง จอมเทพปีหลิวก็มีอาการเดียวกัน ชั่วอึดใจที่ปราณกำเนิดเทพอันธการขวางกั้นลำแสงแห่งกฎเอาไว้ได้ นางรู้สึกว่ามันลึกลับสิ้นดี นี่มันพลังอันใดกันจึงขวางกั้นพลังเทพของนางเอาไว้ได้
จอมเทพปีหลิวยกแขนสี่ข้างขึ้นมาพร้อมกัน ลำแสงแห่งกฎทั้งสี่สายเชื่อมหัวหางเรียงกันกลายเป็นค่ายกลทรงกลม เซนเดียวกับที่ใช้จัดการเทพแห่งหยินหยาง
เจียงฉางเซิงรู้สึกถึงภัยคุกคาม คลื่นพลังของอีกฝ่ายกำลังเพิ่มขึ้นอย่างบ้าคลั่ง คลื่นพลังอันน่ากลัวที่เขากับมู่หลิงลั่วสัมผัสได้ก่อนหน้านี้ก็คือกระบวนท่านี้นั่นเอง!
“ไม่ได้การ จะประมาทไม่ได้!”
เจียงฉางเซิงตัดสินใจอย่างรวดเร็ว เขาลุกขึ้นแล้วเรียกยอดของวิเศษทั้งหมดมาไว้ใกล้กับตนเองทันที เสร็จแล้วเขาก็กระทืบเท้าขวา ชั่วอึดใจนั้นทั้งห้วงสุญญตาราวกับสูญสิ้นสีสัน ลำแสงเจิดจ้าลบทับเส้นทางสีทอง
จอมเทพปีหลิวสีหน้าเปลี่ยนไปทันควัน นางใช้พลังเทพทั้งสี่ชนิดออกมาทันที แต่แล้วทันใดนั้นนางก็พบว่าพลังอันน่าหวาดหวั่นอย่างที่นางไม่เคยพบมาก่อนกำลังจู่โจมเข้ามา
‘นี่มันพลังใดกัน! เป็นไปมิได้!’
ในห้วงสุญญตา เงาสองร่างกำลังเหาะอย่างเร็ว พวกเขาก็คือไทซังคุนหลุนกับฟาดินสรวลนั่นเอง “ไม่ไหวหรอก เจ้ามิใช่คู่ต่อสู้ของจอมเทพปีหลิวแน่ นางแข็งแกร่งเกินไป ต่อให้บรรพจารย์ยุทธ์ลงมือเองก็ไม่แนว่าจะทำอันใดนางได้!”
ฟาดินสรวลพูดอย่างร้อนใจ ใบหน้าเต็มไปด้วยสีหน้าหวาดหวั่น สายตาของไทซังคุนหลุนจดจ้องไปเบื้องหน้า เขาแค่นเสียงเหอะ “ข้าจะจัดการนาง หากเจ้ากลัวก็ไสหัวไปเสีย!”
“ข้าทุ่มเทแรงกายแรงใจกับตัวเจ้าไปตั้งเท่าไร จะทนดูเจ้าไปรนหาที่ตายได้อย่างไร อสุรกายมหันตภัยทำอันใดนางไม่ได้ บรรพจารย์ยุทธ์ก็ทำอันใดมิได้ เจ้าเอาสิ่งใดมาคิดว่าตนเองจะสังหารนางได้ เจ้าบ้าไปแล้วหรือ!”
ฟาดินสรวลโมโหจนแทบกระอัก แล้วเขาพรวดไปขวางหน้าไทซังคุนหลุนแล้วฟาดฝ่ามือใส่เขา
ไทซังคุนหลุนเบี่ยงกายหลบทันที เขาหลบพ้นฝ่ามือนี้อย่างง่ายดาย จากนั้นฟาดท่อนแขนกระแทกหน้าอกของฟาดินสรวลเสียงดังก้อง ฟาดินสรวลถูกกระแทกลอยออกไปไกล พลังอันยากจะจินตนาการกระแทกกายเนื้อของฟาดินสรวลจนแหลกเละ โลหิตสาดกระเซ็นอยู่ท่ามกลางห้วงสุญญตา ไทซังคุนหลุนหยุดนิ่ง สายตาจับจ้องกลุ่มหมอกโลหิตลอยย้อนกลับมาก่อตัวรวมกันกลายเป็นร่างของฟาดินสรวลใหม่อีกครั้ง ฟาดินสรวลสีหน้าซีดเผือด ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยแตกระแหง เขาขบกรามให้ทสะจันเกรี้ยวกราดแล้วกัดฟันกรอดเอ่ยว่า “เจ้ากำลังทำอะไร! หากไม่มีข้าอาศัยเพียงโลกเทพยุทธ เจ้าจะดูดซับพลังของมหามรรคาได้มากมายถึงเพียงนั้นหรือ”
“ข้าก็เพียงอยากเห็นพลังคืนชีพของอสุรกายมหันตภัยก็เท่านั้น ช่างเร็วเหลือจริง แต่ดูแล้วพลังของเจ้าอ่อนแอลงไปมากกว่าครึ่ง การคืนชีพนี้ก็คงมีสิ่งที่ต้องแลกสิ้นนะ หากคืนชีพมากครั้งเกินไปเจ้าก็คงทนไม่ไหวละสิ” แววตาของไทซังคุนหลุนเต็มไปด้วยแววตาคุกคามราวกับกำลังมองเหยื่อตัวหนึ่ง ฟาดินสรวลมองออกว่าเขากำลังคิดสิ่งใดอยู่จึงเอ่ยเสียงเย็นชา “หากสังหารข้า เจ้าก็จะเดียวดายไร้ความช่วยเหลือ ใจของเจ้าออกห่างจากวิถียุทธนานแล้ว เหล่าเทวะของวิถียุทธล้วนมองทะลุจิตใจผู้คนได้”
ไทซังคุนหลุนเงียบไป ฟาดินสรวลกำลังคิดจะเกลี้ยกล่อมต่อ ทันใดนั้นเขาก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่ง เขาหันหลังกลับไปมองอย่างไม่มีเวลาคิดสิ่งใดทั้งสิ้น แสงเจิดจ้าฉายวาบบนใบหน้าของเขาทำให้เขาเบิกตาโตอย่างห้ามตนเองไม่ได้
ไทซังคุนหลุนก็มีอาการเช่นเดียวกัน แสงเจิดจ้าส่องสว่างอาบดวงตาของเขาจนสีดำในลูกตาจืดจางหายไปอย่างรวดเร็ว
เงียบสงบ!
มีแต่สีขาว!
ไร้สีสันและมิอาจมองเห็นสิ่งใด!
เมื่อแสงเจิดจ้าค่อย ๆ จางลง บัลลังก์เทพสวรรคมหามรรคาก็ปรากฏขึ้น เจียงฉางเซิงนั่งลงแล้ว
ความมืดรุกคืบเข้ามาจากสี่ทิศแปดทาง มันกลืนกินแสงสว่างสีขาวโพลนรอบด้านกลายเป็นสีดำอันมืดมิดอย่างรวดเร็ว มันดำเสียยิ่งกว่าห้วงสุญญตาในช่วงเวลาก่อนหน้านี้
“คืนมาสิ เจ้ายังมิตายหรอกกระมัง”
เสียงของเจียงฉางเซิงดังขึ้น น้ำเสียงของเขาเฉยเมยนัก
ทันใดนั้นเส้นทางสีทองขนาดมหิมาก็พลันปรากฏขึ้นเบื้องหน้า มันทอดยาวออกมาอย่างรวดเร็ว เงาร่างบนนั้นหายไปมากกว่าครึ่ง แต่จอมเทพปีหลิวยังอยู่ นางอยู่ด้านหลังของร่างเหล่านั้น
จอมเทพปีหลิวในตอนนี้แขนขาดด้วนทั้งสี่ข้าง ทว่าทั้งที่บางส่วนของร่างกายขาดหายไป นางกลับยังดูงดงามอยู่
“เมื่อครู่นั้นคือพลังใดกัน มันมีนามว่าอะไรกัน”
เสียงของจอมเทพปีหลิวดังก้องไปทั่วห้วงสุญญตาบริเวณนี้ น้ำเสียงของนางฟังดูเหมือนกำลังเค้นเขี้ยวเคี้ยวฟัน ในน้ำเสียงแฝงด้วยความหวาดหวั่น
เจียงฉางเซิงเอ่ยตอบ “นี่คือพลังอภินิหารนามว่า ‘ฟ้าดินสิ้นสลาย’”
ในใจเขาก็ตกตะลึงมากเช่นกัน ‘ฟ้าดินสิ้นสลาย’ ที่เขาใช้เมื่อครู่แม้ไม่ได้ใช้พลังอาคมทั้งหมด แต่เขาก็ไม่ได้ประมาทแม้แต่น้อย
ถึงอย่างนั้นจอมเทพปีหลิวกลับหลบพ้นภัยหนนี้ไปได้!
ไม่ถูกต้องสิ นางหลบไม่พ้นเสียหน่อย ความแข็งแกร่งของพลังนางลดลงอย่างฮวบฮาบ ประเดี๋ยวก่อนนะ!
หรือว่าจะเกี่ยวของกับเงาบนเส้นทางสีทองนั่น เมื่อครู่เจียงฉางเซิงค้นพบว่าเงาบนเส้นทางสีทองล้วนเป็นร่างวิญญาณ ทั้งยังไม่มีสตินึกคิดเป็นของตนเองอีกด้วย
พวกมันล้วนมิใช่สิ่งมีชีวิต
เมื่อนึกทบทวนเหตุการณ์ตอนที่ใช้เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตก่อนหน้านี้ ครานั้นดวงวิญญาณของเขาก็ได้ยินเสียงของจอมเทพปีหลิว หรือว่าหนึ่งในพลังเทพสี่ชนิดที่นางครอบครองอยู่จะเป็นมรรคาแห่งวิญญาณด้วย?
การถือกำเนิดของสรรพสิ่งทั้งหลายล้วนมีกฎเป็นโครงสร้างค้ำจุน กฎแห่งวิญญาณจัดว่าเป็นกฎระดับสูง ดังนั้นสำหรับสิ่งมีชีวิตธรรมดาทั่วไปแล้วมันจึงเป็นสิ่งที่สัมผัสไม่ได้
เจียงฉางเซิงจ้องเทพปีหลิว เขาเห็นจอมเทพปีหลิวยกแขนขึ้นมาสองข้าง ท่านี้หมายความว่านางเตรียมจะลงมือแล้ว
อีกฝ่ายจะทำร้ายเขาที่อยู่ไกลถึงเพียงนี้ได้หรือ
“เอ๊ะ เหมือนจะยังมีอีกพวก”
เสียงสตรีเย็นชาดังขึ้นอีกครั้ง ในถ้อยคำแฝงความดูแคลนหน่อย ๆ ทันใดนั้นเงาร่างแล้วร่างเล่าก็พุ่งเข้ามาในครรลองสายตาของเจียงฉางเซิง บุกตรงไปยังเส้นทางสีทองสายมหิมานั่น พวกเขามีกันทั้งหมดหกคน เจียงฉางเซิงจำได้ทันทีว่าหกคนนี้ก็คือหกคนในหมู่พวกอัครเทพยุทธนั่นเอง โลกเทพยุทธตั้งใจจะขัดขวางจอมเทพปีหลิวอยู่อย่างจริง ๆ เพราะหากจอมเทพปีหลิวย่างเท้ามาถึงมหาพิภพนิลเหลือง สำหรับวิถียุทธแล้วย่อมเป็นความเสียหายครั้งใหญ่ อัครเทพยุทธจุนผู้มีร่างกายแข็งแกร่งกำยำที่สุดตวาดเสียงเกรี้ยวกราด “บังอาจรุกรานวิถียุทธ รนหาที่ตาย!”
เขานำหน้าบุกออกไปก่อน เปลวเพลิงแผ่พุ่งออกมาจากรอบกายกลายเป็นไอพลังร้อนระอุสายหนึ่งหมายโจมตีเส้นทางสีทองสายนั่น ตูม!
คลื่นพลังล่องหนที่รุนแรงจนทำให้ห้วงมิติสั่นสะเทือนกวาดผ่านเส้นทางสีทองพุ่งไปปะทะกับเทพยุทธจนอย่างจัง
พลังสองสายปะทะกันจนเกิดคลื่นมิติสั่นไหวระลอกแล้วระลอกเล่า แผ่ขยายไปจนถึงสุดปลายห้วงมิติ อัครเทพยุทธจุนถูกพลังกระแทกถอยหลัง เขาทำหน้าไม่อยากจะเชื่อ
“ลงมือพร้อมกัน!”
ลำแสงสี่สายในมือนางสร้างมาจากพลังแห่งกฎเกณฑ์ นั่นเท่ากับว่านางครอบครองพลังเทพที่แตกต่างกันสี่ชนิด!
อัครเทพยุทธอีกคนหนึ่งตวาดบอก จากนั้นอัครเทพยุทธห้าคนจึงสาดพลังบรรพยุทธออกมาพร้อมกัน แสงของพลังวิถียุทธเจิดจ้าไปทั่วห้วงมิติ มันยิ่งใหญ่อลังการเสียยิ่งกว่าเส้นทางสีทองสายนั่น พลังแห่งวิถียุทธอันแข็งแกร่งหาชนิดพาพลังอันกร้าวแกร่งที่พร้อมทำลายทุกสิ่งโถมเข้าไปหา แม้กระทั่งภาพที่เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตมองเห็นก็ยังบิดเบี้ยว
‘แข็งแกร่งมาก!’
เจียงฉางเซิงลอบอุทานอย่างตกตะลึง เหตุใดจึงรู้สึกว่าพวกเขาแข็งแกร่งกว่าศึกใหญ่กับโลกเทพยุทธก่อนหน้านี้เสียอีก
พอนึกทบทวนดูอย่างละเอียดแล้ว ยามนั้นอัครเทพยุทธทั้งสิบแปดคนก็เอาแต่จะตั้งมหาค่ายกลเทพยุทธแล้วพวกเขาก็ยังถูกบรรพจารย์ยุทธนิพพานขัดขวางกลางทางอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้พวกเขาอาจจะยังไม่ทันแสดงความแข็งแกร่งที่แท้จริงออกมาก็เป็นได้ ต่อให้พวกเขาจะเคยถูกเหล่าผู้สืบทอดมหามรรคาทั้งหลายรั้งตัวไว้ได้ ฝ่ายผู้สืบทอดมหามรรคาเหล่านั้นเองก็ไม่ใช่พลังเท่ากับขั้นเบิกเนตรอัครยุทธธรรมดา ๆ เสียหน่อย หนนี้อัครเทพยุทธทั้งหกต่อสู้กับจอมเทพปีหลิว เจียงฉางเซิงคงต้องขยี้ตามองให้ดีสักหนหนึ่งแล้ว
สิ่งมีชีวิตจากวิถีเทพล้วนมีพรสวรรค์อันแข็งแกร่ง แต่พวกเขาพึ่งพาพลังจากพรสวรรค์ได้เพียงอย่างเดียว แม้จอมเทพปีหลิวองค์นี้อาจครอบครองพรสวรรค์มากถึงสี่ชนิด แต่หากอัครเทพยุทธทั้งหกไล่ต้อนจอมเทพปีหลิวให้แสดงพลังทั้งหมดออกมาได้สำเร็จ พวกเขาก็จะทำความเข้าใจพลังของอีกฝ่ายและเตรียมพร้อมรับมือล่วงหน้าได้
ศึกใหญ่เปิดฉากขึ้นอย่างเต็มรูปแบบแล้ว พลังอันแข็งแกร่งเจ็ดสายสร้างแรงกดดันมหาศาลในห้วงมิติ ทว่าเงาร่างนับไม่ถ้วนบนเส้นทางสีทองสายนั่นกลับไม่ออกมาร่วมวงโจมตี พวกเขายังคงเดินไปข้างหน้าตามถนนสีทองอย่างเดียวเช่นเดิม
“ในเมื่อเจ้าอยากดู เช่นนั้นก็จงดูให้ดี!”
เสียงของจอมเทพปีหลิวดังขึ้นอีกครั้ง เจียงฉางเซิงได้ยินเสียงนางแต่ไม่ได้ยินเสียงคำรามอันโกรธเกรี้ยวของเหล่าอัครเทพยุทธ นี่หมายความว่าจอมเทพปีหลิวจงใจพูดกับเขา
ระหว่างที่เจียงฉางเซิงเฝ้าสังเกต จอมเทพปีหลิวก็ยกแขนข้างหนึ่ง นางสะบัดลำแสงแห่งกฎสายหนึ่งออกไป ความเร็วของมันทำให้ม่านตาของเจียงฉางเซิงที่มองตามหดรูปรวมกัน
‘เร็วมาก!’
แม้แต่เขาก็ยังตอบสนองไม่ทันอยู่เล็กน้อย นับประสาอะไรกับอัครเทพยุทธทั้งหกคน
ลำแสงแห่งกฎระเบิดพลังซัดอัครเทพยุทธห้าคนจนแตกกระจาย การร่วมมือกันของพวกเขาหยุดชะงักในบัดดล แรงดูดอันน่าสะพรึงพุ่งออกมาเล่นงานอัครเทพยุทธทั้งห้ากับอัครเทพยุทธจุนที่อยู่ไกลออกไป มันลากพวกเขาเข้าไปหา
อัครเทพยุทธจุนมีสีหน้าสะพรึงกลัว เขาดีดดิ้นอย่างสุดแรงเกิดแต่สลัดไม่หลุดสักนิด ไม่ถึงสามลมหายใจ อัครเทพยุทธทั้งหกก็ถูกลำแสงแห่งกฎดูดหายไป ร่างของพวกเขาหายไปอย่างไร้ร่องรอย ห้วงมิติกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ทุกสิ่งหวนกลับคืนสู่ความสงบดังเดิม
เส้นทางสีทองยังคงทอดยาวต่อไป เงาร่างนับไม่ถ้วนบนนั้นสาวเท้าไปข้างหน้าอย่างเป็นระเบียบ
เจียงฉางเซิงมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วผิดหวัง เขามองไม่ออกว่าลำแสงแห่งกฎสายนั่นบรรจุกฎอะไรไว้ เห็นก็แต่ความแข็งแกร่งของอีกฝ่าย
ความแข็งแกร่งที่เหนือกว่าอัครเทพยุทธ!
หกคนออกมาไม่พ้นก็หมายความว่าอย่างน้อยจอมเทพปีหลิวก็ระดับขั้นสูงกว่าพวกเขาหนึ่งระดับ ขั้นใหญ่นี้เป็นการคาดการณ์ในทางต่ำที่สุดแล้วด้วย หากอยู่ในระดับขั้นเดียวกันจริง ยากนักจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ เพราะไม่ว่าผู้ใดที่ก้าวมาถึงขั้นนี้ใครจะไม่ใช่อัจฉริยะผู้สยบพิภพ เคยกำราบคนระดับเดียวกันจนไร้คู่ต่อสู้ สร้างชื่อสะท้านอดีตจรดปัจจุบันมาแล้วบ้าง
ขณะที่เจียงฉางเซิงเตรียมจะรั้งเนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตกลับมานั่นเอง เสียงของจอมเทพปีหลิวก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ดูท่าเจ้าจะมิได้อยู่ในวิถียุทธสินะ มิเช่นนั้นไยจึงนิ่งดูดาย ขามิอาจจับตัวเจ้าได้แต่เจ้าทำให้ข้าสนใจนัก หากเจ้าเป็นศัตรูกับวิถียุทธข้ายินดีจะร่วมมือกับเจ้า ข้าจะมุ่งหน้าต่อไปจนกว่าจะทำลายโลกเทพยุทธได้สำเร็จ หากระหว่างทางพบเจอเจ้าก็จงบอกเรื่องนี้ให้ข้าฟัง ข้าจะละเว้นเจ้าสักครั้ง ก่อนข้าบุกไปถึงโลกเทพยุทธเจ้ามาสวามิภักดิ์กับข้าได้เสมอ”
เจียงฉางเซิงฟังถึงตรงนี้ก็รั้งสายตากลับมาทันที ไปเข้าฝั่งเดียวกับจอมเทพปีหลิวนะหรือ? มิเท่ากับเจรจาขอหนังจากเสือหรือไร
ในความทรงจำของจักรพรรดิเทพมหาวัฏสวรรค์ จอมเทพปีหลิวไม่ใช่คนดีอะไรและไม่เคยมีประวัติร่วมมือกับผู้ใดมาก่อน นางไม่เข้ากับทวยเทพองค์ใดในวิถีเทพทั้งสิ้น ส่วนจักรพรรดิเทพมหาวัฏสวรรค์ก็รอดชีวิตมาจากเงื้อมมือของนางได้เพราะเขาวางตัวให้ต่ำต้อยเข้าไว้
เจียงฉางเซิงไม่คาดการณ์ในทางเลวร้ายไม่ได้จริง ๆ จอมเทพปีหลิวคงถูกใจพลังของเขาเข้าแล้ว หากเส้นทางสีทองผ่านมายังโลกคุนหลุนจริง ๆ แล้วเขาโผล่ออกไป เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าจอมเทพปีหลิวจะลงมือกับเขาเพื่อช่วงชิงพลังของเขา
พรสวรรค์ของวิถีเทพมักมีเพียงอย่างเดียว มีพรสวรรค์สองประการก็นับว่าเป็นอัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่งแล้ว ครอบครองพรสวรรค์สามประการนั่นถือได้ว่าเป็นตัวตนที่วิถีเทพนับจากโบราณจวบจนถึงปัจจุบันต้องตกตะลึง ตำนานของจอมเทพปีหลิวเล่าว่าเริ่มแรกนางมีพรสวรรค์เพียงสองประการเท่านั้น แล้วเหตุไฉนนางจึงครอบครองพลังแห่งกฎเกณฑ์สี่ชนิดได้เล่า
เมื่อเจียงฉางเซิงรั้งเนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตกลับมา คิ้วของเขาก็ขมวดเป็นปม ไม่ได้การ ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าจอมเทพปีหลิวเป็นศัตรู
แต่ยามนี้เขายังสั่งสมพลังไม่พอให้เลื่อนขั้น เขาไม่แน่ใจว่าตนจะเอาชนะจอมเทพปีหลิวได้หรือไม่ เขาเองสยบอัครเทพยุทธได้ก็จริงแต่เห็นชัดว่าจอมเทพปีหลิวองค์นี้ยังแสดงพลังออกมาไม่หมด
สิ่งเดียวที่เขาทำได้คือพยายามแข็งแกร่งขึ้นให้ได้มากที่สุด
นอกจากฝึกบำเพ็ญ เขาคงต้องใช้ฟังก์ชัน ‘จิตหวนสดับหลักคำสอน’ ด้วย
ถือโอกาสฟังคำสอนช่วยให้การฝึกบำเพ็ญเร็วขึ้นพอดี เจียงฉางเซิงเรียกแต้มเผยแผ่หลักคำสอนออกมา
[แต้มเผยแผ่หลักคำสอน: 20,689,021,417 แต้ม]
ยี่สิบล้านล้านแต้ม!
หนก่อนเพิ่งจะใช้ไปหนึ่งแสนห้าหมื่นล้านแต้มเท่านั้นเอง
สิ่งนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าหลายปีที่ผ่านมาวิถีเซียนเติบโตรวดเร็วเพียงใด เดิมทีเจียงฉางเซิงคิดจะสะสมแต้มเผยแผ่หลักคำสอนให้ได้มากที่สุดก่อน หากทำเช่นนั้นผลตอบแทนที่ได้ย่อมมากกว่าเดิม แต่จนใจที่จอมเทพปีหลิวผู้นี้โผล่มาอย่างกะทันหัน
หลังจากเขาใช้ฟังก์ชันจิตหวนสดับหลักคำสอนหนก่อน กาลเวลาก็ผ่านมาเกือบหกร้อยปีแล้ว ไม่รู้ว่าหนนี้จะพานพบเทพธิดาเชียวเหอคนนั้นอีกหรือไม่ แล้วฝั่งของนางกาลเวลาจะผันผ่านไปนานเท่าใดแล้ว
หากยังพานพบกันอีกหนหนึ่ง พวกเขาคงมีวาสนาต่อกัน สองบ่งบอกว่าเทพธิดาเชียวเหอได้ใช้ชีวิตผ่านห้วงเวลายาวนานมาอีกครั้งหนึ่งแล้ว
เจียงฉางเซิงมีความคิดนี้ผุดขึ้นมาเพียงแวบเดียวเท่านั้น หลังจากนั้นเขาก็สาดแต้มเผยแผ่หลักคำสอนทั้งหมดเพื่อเริ่มฟังก์ชันจิตหวนสดับหลักคำสอน
เขาจมลงในภาพของโลกที่หมุนคว้าง ความคุ้นชินทำให้เขาไม่รู้สึกไม่สบายตัวแต่แต่อย่างใด หนนี้เขากลับมีเพียงความคาดหวังอันเต็มเปี่ยม
ยามรู้สึกว่าสองเท้าเหยียบถึงพื้นเขาก็ลืมตาขึ้น
ทันใดนั้นสีหน้าของเขาก็งุนงง เขาโผล่มาอยู่ในอารามแห่งหนึ่ง มันเป็นอารามที่ดูธรรมดายิ่งนัก เทียบไม่ได้เลยกับความโอ่อ่าของสถานที่ที่เทศนาสั่งสอนสามหนก่อน สถานที่นี้ทำให้ความรู้สึกของเขาเหมือนหวนกลับไปยังอารามมังกรผงาด
เบื้องหน้าของเขามีเบาะกลมอยู่สี่อัน สามเบาะในนั้นเรียงเป็นแถว ห่างออกไปเจ็ดก้าวมีเบาะอีกอันวางอยู่เดียวดาย เห็นชัดว่าเป็นของผูมาเทศนา
หรือว่าหนนี้จะมีผู้ฟังเทศนาเพียงสามคน
แล้วเขาก็เป็นหนึ่งในนั้น
เจียงฉางเซิงหันหลังไปมองประตูของอาราม เบื้องนอกของประตูคือแสงเจิดจ้าที่ทำให้มองไม่เห็นทิวทัศน์ด้านนอก
ไม่นานนักเงาร่างสองร่างก็ก้าวเข้ามา ทว่าผู้ที่มาคือบุรุษสองคน