ลูกหลานเรียกหาข้า หลังข้าบรรลุเซียน - ตอนที่ 461 ยอดสมบัติของมรรคาจารย์
“เช่นนั้นก็ดี ข้าเพียงกลัวเจ้าจะยึดติดกับหน้าตามากเกินไปแล้วไปขัดแย้งกับพวกเขาเข้า”
มูหลิงลั่วเอ่ยด้วยความโล่งใจ ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใดความสัมพันธ์ระหว่างนางกับไป่ฉีกลับใกล้ชิดขึ้นเรื่อยๆ
หรืออาจเพราะมีเพียงนางที่สามารถอยู่ในตำหนักเมฆาม่วงกับไป่ฉีได้
อีกทั้งเวลามีปัญหายุ่งยากก็มักจะให้ไป่ฉีเป็นผู้จัดการแก้ไข
ในการจัดการความสัมพันธ์ต่างๆ แน่นอนว่าความสามารถของไป่ฉีเหนือกว่ามูหลิงลั่วอยู่บ้าง
บางครั้งมูหลิงลั่วเองก็ไม่เข้าใจเหตุใดไป่ฉีที่ดูเหมือนโลภมากผู้นี้กลับได้รับความเอ็นดูจากทุกฝ่าย
กระทั่งทุกฝ่ายยังกระตือรือร้นยิ่งกว่าตอนเผชิญหน้ากับนางเสียอีก
จะไม่กล่าวถึงที่อื่นไกล แม้แต่ตระกูลมูก็มอบของกำนัลให้ไป่ฉีมากกว่าที่มอบให้นางด้วยซ้ำ
ทำให้นางไม่รู้ว่าควรโกรธหรือควรหัวเราะดี
ไป่ฉีนั่งอยู่ข้างๆ แล้วเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มว่า
“เรื่องตำแหน่งผู้นำแห่งเซียนพิภพถูกพูดถึงกันให้ทั่ว ตระกูลมูเองก็อยากมีส่วนร่วม เจ้าคิดเห็นว่าอย่างไร”
มูหลิงลั่วกล่าวอย่างสงบว่า “พวกเขาอยากจะแย่งก็ให้แย่งไป ข้าไม่คิดจะช่วยพูดอะไรแทนพวกเขาหรอก”
พวกเขาได้รับก็มีมากพอแล้ว ส่วนตำแหน่งผู้นำแห่งเซียนพิภพ
ข้าเชื่อว่าพี่ฉางเชิงย่อมมีข้อวินิจฉัยของตนเอง
แม้เวลาผ่านไปนานปีนางก็ยังคงชอบเรียกเจียงฉางเชิงว่า ‘พี่ฉางเชิง’
นางเองก็รู้ดีว่าเพราะตลอดมาเจียงฉางเชิงปกป้องนางไว้อย่างดี ทำให้นางแทบไม่เคยพบเจอความยากลำบากใดๆ ในชีวิตเลย
ไป่ฉีถามต่อว่า “แล้วเจ้าคิดว่าใครจะได้เป็นผู้นำแห่งเซียนพิภพ”
มูหลิงลั่วครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วตอบว่า
“แม้ในโลกบำเพ็ญเซียนจะมีผู้คนเก่งกาจมากมาย แต่ข้าหวังว่าหูยวนผู้นั้นจะได้เป็นผู้นำแห่งเซียนพิภพ”
เขาเป็นผู้ผดุงธรรมแห่งเซียนอย่างแท้จริง เดินทางทั่วหล้าสร้างคุณความดีมากมาย
ช่วยเหลือตั้งแต่ราษฎรเบื้องล่างไปจนถึงเทียนจิงเบื้องบน ทั้งมิได้ช่วยเหลือเพียงมนุษย์เท่านั้นแต่ยังช่วยเหลือเผ่าพันธุ์อื่นๆ ด้วย
เพราะเรื่องของเจียงเทียนเชิงทำให้นางมีความประทับใจต่อหูยวนไม่น้อย
นอกจากนี้… หูยวนได้เรียนรู้มหามรรคาปราณทองคำและวิชาดาวดินเจ็ดสิบสองจำแลง…
มูหลิงลั่วเหลือบมองไปยังเจียงฉางเชิงที่อยู่ไกลๆ สายตาเต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้ง
นางสงสัยนัก เหตุใดเจียงฉางเชิงจึงเลือกเด็กผู้นี้
นางเคยไปยังตำหนักยมโลกเพื่อถามถึงอดีตชาติของหูยวนแต่สะบั้นเศียรกลับบอกว่าเขาไม่มีอดีตชาติ
ไป่ฉีกลั้นหัวเราะพลางเอ่ยว่า “หูยวนผู้นี้แน่นอนว่าใช้ได้ ทุกด้านล้วนไม่เลวเลย”
ในใจของสตรีทั้งสองต่างก็รู้แจ้งแต่ก็ไม่ได้พูดออกมาให้ชัดเจน
บรรดาผู้มีตำแหน่งสูงในแดนสวรรค์ต่างคิดว่าเบื้องหลังของหูยวนคือไป่ฉี
แต่แท้จริงแล้วคือมรรคาจารย์
เมื่อพวกนางตระหนักว่าหูยวนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอาจารย์ของตนเป็นใคร ทั้งสองจึงเข้าใจได้ทันทีว่าเจียงฉางเชิงกำลังวางหมากกระดานใหญ่
ไม่ใช่ใครก็สามารถฝึกบำเพ็ญมหามรรคาปราณทองคำได้!
ปัจจุบันผู้ที่ครอบครองมหามรรคาปราณทองคำมีจำนวนนับนิ้วได้
และไม่มีผู้ใดจะถ่ายทอดมหามรรคาปราณทองคำออกไปยังภายนอก
“ดูเหมือนเรื่องตำแหน่งผู้นำแห่งเซียนพิภพนี้จะมีอิทธิพลมากจริงๆ”
เสียงของเจียงฉางเชิงดังมาจากที่ห่างไกลทำให้สตรีทั้งสองหันไปมองและเห็นเขาลืมตาพอดี
ไป่ฉีรีบขยับเข้าไปใกล้ถามด้วยความอยากรู้ว่า “ตำแหน่งผู้นำแห่งเซียนพิภพจะเป็นของหูยวนหรือไม่?”
เจียงฉางเชิงเหยียดกายบิดเอวเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า
“นั่นก็ไม่แน่ การบ่มเพาะหูยวนมิใช่เพื่อให้ไปชิงตำแหน่งผู้นำแห่งเซียนพิภพ”
เขาบ่มเพาะหูยวนเพียงเพราะหูยวนคือวังเฉิน
“ไม่แน่อย่างนั้นหรือ? หรือว่าท่านตั้งใจจะวางบททดสอบ” ไป่ฉีถามต่อ
เจียงฉางเชิงไม่ได้ตอบ สายตาของเขามองลงไปยังแดนมนุษย์ จ้องมองไปยังศิษย์ที่เรียกตนเองว่าจิงเทียน
ไม่รู้เลยว่าศิษย์ที่วังเฉินผู้นั้นบ่มเพาะขึ้นมาจะเป็นเช่นไร
หูยวนพเนจรไปทั่วหล้านับร้อยปี มิใช่รับจิงเทียนมาเป็นศิษย์เพียงคนเดียวเท่านั้นยังมีศิษย์คนอื่นอีกด้วย
กระทั่งรับเลี้ยงเด็กกำพร้าด้วยซ้ำ
แต่ในบรรดาศิษย์ทั้งหมดเขากลับถ่ายทอดมหามรรคาปราณทองคำและวิชาดาวดินเจ็ดสิบสองจำแลงให้จิงเทียนเพียงคนเดียว
จะต้องรู้ว่าหูยวนเคยถูกจอมราชันเผ่าปิศาจหยามเหยียดแต่กลับยังเมตตากับปีศาจน้อยตนหนึ่งได้
เจียงฉางเชิงจึงรู้สึกพึงพอใจต่อความใจกว้างของเขาอย่างมาก
แดนสวรรค์ภายในป่าทอสวรรค์ จักรพรรดิสวรรค์กับจักรพรรดินีสวรรค์กำลังชมป่าไม้ข้างหลัง
มิเหล่าเทพธิดาติดตาม จักรพรรดินีสวรรค์เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า
“ฝาบาททอสวรรค์เตรียมพร้อมแล้ว ตอนนี้ก็รอเพียงการเลือกผู้นำแห่งเซียนพิภพเท่านั้น”
พูดถึงผู้นำแห่งเซียนพิภพแล้วฝาบาทพอมีข้อมูลหรือไม่?
จักรพรรดิสวรรค์ส่ายศีรษะ “เราไม่กล้าไปรบกวนท่าน”
“ผู้นำแห่งเซียนพิภพมีอยู่ก็เพื่อคานอำนาจแดนสวรรค์ คานอำนาจเรา”
เขาทราบดีในใจและไม่เคยมีความน้อยใจใดๆ เพราะแท้จริงแล้วแดนสวรรค์นั้นเป็นสิ่งที่ท่านพ่อมอบให้เขามิใช่สิ่งที่เขาสร้างขึ้นเอง
อีกทั้งการทำเช่นนี้ก็เพื่อรับผิดชอบต่อสรรพชีวิตทั้งหลาย
ยิ่งแดนสวรรค์แข็งแกร่งมากขึ้นเขาก็เริ่มรู้สึกถึงแรงกดดัน
การแก่งแย่งจากฝ่ายต่างๆ ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ หลายเรื่องไม่อาจตัดสินใจได้โดยลำพังอีกต่อไป
บางทีการมีผู้นำแห่งเซียนพิภพอยู่ก็อาจทำให้แรงกดดันเบาบางลงบ้าง
“ผู้นำแห่งเซียนพิภพครองคันฉ่องแผ่นดินนี้ช่างเป็นวาสนาอันยิ่งใหญ่…”
“ฝาบาท หากท่านสามารถขอระฆังศักดิ์สิทธิ์ตรีวิสุทธิหรือดาบบินสะบั้นเซียนมาได้
เช่นนั้นแดนสวรรค์ก็จะมั่นคงกว่านี้มากนัก”
จักรพรรดินีสวรรค์เอ่ยอย่างจริงจังและไม่ใช่เพียงนางเท่านั้นที่คิดเช่นนี้
เหล่าเทพประจำทั้งหลายต่างก็มอบหมายให้นางโน้มน้าวจักรพรรดิสวรรค์เช่นกัน
จักรพรรดิสวรรค์เคยได้ยินถ้อยคำทำนองนี้มานับครั้งไม่ถ้วนจนเบื่อหน่ายนัก
แต่เมื่อใกล้ถึงเวลาที่ผู้นำแห่งเซียนพิภพจะปรากฏตัว
และคิดถึงเรื่องที่ตนเองต้องเผชิญหน้ากับคันฉ่องแผ่นดิน หัวใจของเขาก็พลันสั่นสะท้าน
หรือบางทีควรจะไปหาสักครั้งจริงๆ
เรื่องงานชุมนุมทอสวรรค์ได้แพร่กระจายออกไปทั่วทั้งโลกคุนหลุน ทั้งโลกเบื้องบนและแดนมนุษย์ต่างถกเถียงกัน
และในช่วงเวลานี้ก็มีผู้ฝึกยุทธหลั่งไหลเข้าสู่โลกคุนหลุนมากขึ้นเรื่อยๆ
ศึกแห่งอสุรกายมหันตภัยในงานชุมนุมใหญ่หมื่นวิถีทำให้วิถีเซียนเปล่งประกาย
บรรพจารย์ยุทธเป็นผู้ตัดสินใจด้วยตนเอง อนุญาตให้ผู้ฝึกยุทธโลกเทพยุทธเข้าสู่โลกคุนหลุนเพื่อแลกเปลี่ยน
ตอนนี้นาวาสวรรค์ยักษ์หาลำได้จอดอยู่ใกล้โลกคุนหลุนแล้ว
หลังการเจรจาระหว่างโลกเทพยุทธและแดนสวรรค์ ผู้ฝึกยุทธก็สามารถเข้าสู่โลกคุนหลุนได้เอง
หากก่อความผิดใดๆ แดนสวรรค์ย่อมมีสิทธิลงโทษตามกฎสวรรค์
ท่าทีของโลกเทพยุทธทำให้แดนสวรรค์พอใจยิ่งนัก
ดังนั้นแดนสวรรค์จึงให้เกียรติและยังช่วยแนะนำโลกคุนหลุนแก่พวกเขาด้วย
เฟิงอวี่ในฐานะหัวหน้าแห่งเจ็ดสิบสองตาทะวะก็มาด้วยเช่นกัน
เขาแบกรับภารกิจต้องช่วยไทซังคุนหลุนให้ได้มาซึ่งวิชาเซียน
เมื่อได้ยินว่าโลกคุนหลุนเกิดจากการรวมตัวของโลกแห่งยุทธกว่าร้อยที่เฟิงอวี่ก็เกิดความเคารพต่อมรรคาจารย์
ไม่ใช่เพียงเขาเท่านั้นผู้ฝึกยุทธอื่นก็เช่นกัน
ศึกช่วงชิงโลกแห่งยุทธหาใช่ความลับ ผู้ฝึกยุทธส่วนใหญ่ต่างรับรู้
เดิมทีโลกคุนหลุนคือกลุ่มโลกแห่งยุทธที่ถูกโลกเทพยุทธทอดทิ้งพวกเขาจึงเลื่อมใสอย่างแท้จริง
ผู้ฝึกยุทธบางคนยังจำเผ่าฉาง หลิวเสินโจว และชีหมิงหวังได้
เมื่อได้พบกับสหายเก่าก็ยิ่งรู้สึกหลากหลายเป็นพิเศษ
ผู้ฝึกยุทธเผ่าหมิงก็มาถึงแล้วเช่นกันภายในตำหนักสวรรค์
ชีหมิงหวังกำลังต้อนรับผู้ฝึกยุทธเผ่าหมิงหลายคน
พวกเขาเห็นชีหมิงหวังก็ตื่นเต้นอย่างยิ่ง เพราะชีหมิงหวังคืออัจฉริยะนิรันดรกาลที่เผ่าหมิงบ่มเพาะมา
เดิมทีคิดว่าเขาตายไปแล้วเผ่าหมิงถึงกับโกรธเกรี้ยวและก่อความวุ่นวายใหญ่โต
“ชีหมิงหวัง เหตุใดเจ้าจึงไม่กลับเผ่าหมิงหรือว่ามรรคาจารย์ทำให้เจ้าเดือดร้อนลำบากกัน”
ชายชราสวมชุดดำคนหนึ่งถามเสียงทุ้ม แม้มรรคาจารย์จะยิ่งใหญ่แต่ศักดิ์ศรีของเผ่าหมิงมิอาจให้ผู้ใดเหยียบยำ่าได้
ชีหมิงหวังสายหัวแล้วกล่าวว่า
“ตั้งแต่ยุคหมื่นวิถีเริ่มขึ้นมรรคาจารย์ไม่เคยจำกัดพวกเรา
กระทั่งส่งเสียงมาบอกข่าวว่าข้ากลับไปเยี่ยมเผ่าหมิงได้ แต่ข้าไม่อยากเสียเวลา ข้าต้องบำเพ็ญเซียน”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ดวงตาของเขาก็ส่องประกาย ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
บำเพ็ญเซียน!
ทุกคนมองหน้ากันไปมาเรื่องราวของวิถีเซียนพวกเขาเคยได้ยินมานานแล้ว
บางคนถึงกับเคยเห็นกับตาเพียงแต่ว่าในสายตาของพวกเขามรรคาจารย์ก็แค่พลังแข็งแกร่งเท่านั้น
จึงสะท้อนให้เห็นว่าวิถีเซียนนั้นทรงพลังได้
แต่ท่าทีของชีหมิงหวังกลับทำให้พวกเขาเริ่มลังเล
“พวกเจ้ามาได้ถูกเวลา อีกไม่นานผู้นำแห่งเซียนพิภพก็จะถือกำเนิดขึ้น
ถึงเวลานั้นผู้นำแห่งเซียนพิภพจะได้ครอบครองคันฉ่องแผ่นดิน
บางทีพวกเจ้าอาจจะได้เห็นพลังของคันฉ่องแผ่นดิน”
ชีหมิงหวังพูดต่อเมื่อเอ่ยถึงคันฉ่องแผ่นดินเขาก็ไม่อาจเก็บความตื่นเต้นไว้ได้
แม้แต่จักรพรรดิสวรรค์ยังเป็นเช่นนั้นแล้วนับประสาอะไรกับคนอื่น
ไม่รู้ว่ามีผู้คนมากเพียงใดที่ใฝ่ฝันถึงสมบัติอาคมของมรรคาจารย์โดยเฉพาะคนเหล่านี้ที่อยู่ใกล้มรรคาจารย์ทุกคนต่างต้องการ
แม้แต่ไป่ฉีที่อาศัยอยู่ในตำหนักเมฆาม่วงก็ไม่เว้น
“ผู้นำแห่งเซียนพิภพคือสิ่งใดกัน” ผู้ฝึกยุทธอีกคนถามขึ้น
คนอื่นๆ เองก็สนใจโครงสร้างอำนาจของวิถีเซียนเช่นกัน
ชีหมิงหวังจึงอธิบายเกี่ยวกับผู้นำแห่งเซียนพิภพ ผู้ที่อยู่ตรงนี้ล้วนเป็นผู้ชาญฉลาดผ่านศึกชิงอำนาจมาแล้วทั้งสิ้น
พอฟังคำอธิบายก็อดนับถือในใจไม่ได้
แดนสวรรค์นั้นก่อตั้งโดยมรรคาจารย์ จักรพรรดิสวรรค์ก็เป็นบุตรชายเพียงหนึ่งเดียวของมรรคาจารย์อีกทั้งมรรคาจารย์ยังมีพลังสูงสุด
การสร้างตำแหน่งผู้นำแห่งเซียนพิภพขึ้นมาก็เพื่อประโยชน์ของสรรพชีวิตโดยแท
หากเป็นพวกตระกูลสูงศักดินิรันดรกาลพวกเขาไม่มีวันสนใจความคิดของสรรพชีวิตทั้งหลาย
เพราะในสายตาพวกเขามวลมนุษย์ทั้งปวงก็ต้องทำงานรับใช้พวกเขาอยู่ดี
ชีหมิงหวังกล่าวด้วยความรู้สึกจากใจว่า “บำเพ็ญเซียนมานานข้าเพิ่งตระหนักว่ามิใช่จำเป็นต้องสังเวยผู้อื่นเพื่อบรรลุตนเอง”
ข้าถึงขั้นอยากเสนอให้เผ่าหมิงเข้ารวมวิถีเซียน ละทิ้งวิถียุทธแล้วหันมาบำเพ็ญเซียน!
เมื่อคำพูดนี้เอ่ยออกมาใบหน้าของผู้ฝึกยุทธเผ่าหมิงก็พลันเปลี่ยนไปอย่างหนัก
นี่มันคำพูดเจตนาร้ายชัดๆ!
หากเรื่องนี้แพร่กระจายออกไปโลกเทพยุทธคงต้องประณามเผ่าหมิงว่าเป็นกบฏกระมัง
ทุกคนต่างรู้ดีแม้โลกเทพยุทธอนุญาตให้พวกเขากลับมายังโลกคุนหลุนแต่ก็เพียงเพื่อรับสืบทอดวิถีเซียน
หาใช่ให้ละทิ้งรากฐานวิถียุทธ
ยิ่งไม่อาจให้เผ่าแข็งแกร่งนิรันดรกาลละทิ้งวิถียุทธแล้วหันมาบำเพ็ญเซียนนั้นยิ่งเป็นไปไม่ได้
พวกเขาต้องใช้เวลานับกี่ปีถึงจะบำเพ็ญเซียนได้ถึงระดับนี้กัน?
ผู้ฝึกยุทธเผ่าหมิงต่างมองหน้ากันและเห็นถึงความคิดเดียวกันในแววตาของอีกฝ่าย
อำนาจเย้ายวนของวิถีเซียนน่ากลัวเกินกว่าที่พวกเขาคิดไว้!
ต้องระวังให้มาก!
เมื่อมีผู้ฝึกยุทธจากโลกเทพยุทธเข้าร่วมมากขึ้นเรื่อยๆ โลกบำเพ็ญเซียนก็คึกคักขึ้น
เพื่อปูทางสู่อนาคต นิกายบำเพ็ญเซียนทั้งหลายต่างก็ต้อนรับเหล่าผู้ฝึกยุทธจากโลกเทพยุทธด้วยความยินดี
พวกเขาในภายภาคหน้าย่อมต้องออกจากโลกคุนหลุน
และจะสร้างสายสัมพันธ์กับผู้คนมากมายย่อมช่วยให้พวกเขาเข้าสู่มหาพิภพดินเหลืองเพื่อพัฒนาต่อไปได้
กาลเวลาผ่านไปปีแล้วปีเล่า เวลาหนึ่งพันปีมาถึงในที่สุด
มหาพิภพจิตจรได้เข้าสู่ช่วงรุ่งเรืองที่ยากพบเจอในรอบหลายร้อยปี
จำนวนผู้ศรัทธาที่ปรากฏขึ้นพร้อมกันได้ทำลายสถิติเดิมลง
แม้ผู้นำแห่งเซียนพิภพจะมีเพียงหนึ่งเดียวแต่ก็ไม่อาจขัดขวางความอยากรู้อยากเห็นของผู้ศรัทธานับไม่ถ้วนได้
เหล่าผู้ศรัทธาต่างเฝ้ารอคอยหวังจะได้เห็นมรรคาจารย์ปรากฏกาย
หูยวนและเจียงเทียนเชิงก็มาด้วยทั้งสองอยู่ห่างกันไกลมองไม่เห็นกันแต่ต่างก็รู้ว่าอีกฝ่ายอยู่ที่นี่เช่นกัน
“เจียงซัน เจ้าคิดว่าผู้นำแห่งเซียนพิภพจะเป็นใคร
คนในโลกบำเพ็ญเซียนที่ชื่อเสียงเลื่องลือพอจะทัดเทียมแดนสวรรค์นั้นมีไม่มากนักหรอกนะ”
เจียงเทียนเชิงกระทุ้งศอกใส่เจียงซันพลางหัวเราะหยอกล้อ
นับแต่กลับมาจากน้ำพุเหลืองอันธการเจียงซันก็เปลี่ยนไปอย่างมาก พยายามกดข่มจิตสังหารรอคอยจนกว่านรกสิบแปดขุมจะสร้างเสร็จ
ดาวสังหารนิรันดรกาลผู้นี้เก็บซ่อนกลิ่นอายสังหารเอาไว้ ทำาให้ดูสงบเสงี่ยมลง
เจียงซันกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “ไม่ดูชื่อเสียงหรอกแต่ดูที่บุญบารมีต่างหาก”
ในที่ห่างไกลจักรพรรดิสวรรค์ก็กำลังสนทนาถึงเรื่องนี้กับเหล่าเทพสวรรค์ เทพาจารย์ และดาราเทพ
ความเคลื่อนไหวที่ผู้นำแห่งเซียนพิภพก่อขึ้นนั้นยิ่งใหญ่นักเป็นรองเพียงมรรคาจารย์เทศนาเท่านั้น
เพียงผลกระทบเช่นนี้ก็ตอกย้ำแล้วว่าสถานะของผู้นำแห่งเซียนพิภพสูงส่งเพียงใด!