ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 938 หมอกทมิฬแปลกประหลาดและใต้ทะเลไร้หวนคืน
ในไม่ช้า ฉู่โม่วก็มาถึงดาวดวงหนึ่งที่ลอยอยู่ท่ามกลางหมอกทมิฬ
นี่คือดาวเคราะห์ที่มีสีดำสนิททั้งดวงราวกับว่าได้ตายไปแล้ว พื้นดินถูกปกคลุมไปด้วยดินสีดำโดยไม่มีสัญญาณของชีวิต มีเพียงโครงกระดูกมากมายนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นดิน
และบนกองโครงกระดูกเหล่านั้น มีร่องรอยฟันกัดอยู่มากมาหลายรูปแบบ ราวกับพวกมันถูกสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดนับไม่ถ้วนกัดกินเข้าไป
นอกจากนั้น หมอกทมิฬบนดาวดวงนี้ยังเข้มข้นจนแทบจะเหมือนกับเมฆสีดำ เมื่อมองไปรอบ ๆ เมฆสีดำก็ปกคลุมไปทั่วทั้งเมือง ทำให้ผู้คนต้องรู้สึกหมองหม่นอย่างถึงที่สุด
ฟู่…
ในตอนนั้นเอง สายลมแผ่วเบาก็พัดผ่านมายังฉู่โม่ว
เมื่อหมอกทมิฬหนาแน่นนั้นพัดปะทะ ร่างกายของฉู่โม่วก็ส่งเสียงแตกร้าว
ชายหนุ่มปกปิดมันด้วยพลังจิตวิญญาณ และหลังจากที่สัมผัสดูก็พบว่า มีสสารแปลกประหลาดบางอย่างอยู่ภายในหมอกทมิฬที่สามารถกัดกร่อนเนื้อหนังและจิตวิญญาณของสิ่งมีชีวิตได้
แต่ไม่นาน เขาก็พบว่าเจตจำนงกระบี่สวรรค์ต้าหลัวที่ปกคลุมทั่วทั้งร่างกายก็เริ่มถูกกัดกร่อนในทันใด
“เป็นหมอกทมิฬที่ทรงพลังจริง ๆ!”
ฉู่โม่วประหลาดใจเล็กน้อย
กระบี่สวรรค์ต้าหลัวนั้นสูงส่งมาก แม้จะถูกสัมผัสโดยราชันย์เทวะยุทธ์ก็ยังเข้าใจได้ยาก
แต่ตอนนี้มันกำลังถูกหมอกทมิฬนี้กัดกร่อนอย่างช้า ๆ
ต้องรู้ด้วยว่าสถานที่แห่งนี้ยังเป็นแค่พื้นที่รอบนอกของทะเลไร้หวนคืน แต่ก็น่าสะพรึงกลัวขนาดนี้แล้ว จึงจินตนาการได้ยากว่าสถานการณ์ข้างในทะเลไร้หวนคืนเชิงลึกจะเป็นอย่างไร
“ต้องระวังตัว”
ฉู่โม่วตื่นตัวขึ้นมาเมื่อใช้งานกายาทวิเนตร แล้วแสงโกลาหลก็ส่องสว่างออกมาจากดวงตา เขาเพ่งมองเข้าไปในหมอกทมิฬ แล้วเริ่มวิเคราะห์ต้นกำเนิดของหมอกทมิฬนี้
ทันใดนั้น ชายหนุ่มก็สัมผัสได้ถึงกฎเกณฑ์ทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัวที่พุ่งเข้ามาใส่หน้า ตามมาด้วยความเงียบงันไร้ที่สิ้นสุด ในพริบตาเดียว เขาก็รู้สึกราวกับว่าตัวเองอยู่ในเก้าขุมนรก ซึ่งไม่มีอณูแห่งชีวิตอยู่รอบกายแม้แต่น้อย
ราวกับพลังแห่งความตายอันไร้ขอบเขตกำลังพยายามดึงเขาลงไปใต้โลก และจะไม่มีวันเกิดใหม่ได้อีก
“หมอกทมิฬนี้แปลกมากจริง ๆ!”
ฉู่โม่วจ้องอยู่สักพักหนึ่ง แล้วมองรอบ ๆ อย่างละเอียดยิ่งขึ้น และในขณะเดียวกันก็เดินลึกเข้าไป
แต่หลังจากนั้นไม่นาน
ชายหนุ่มพลันสัมผัสได้ถึงกระแสผันผวนอันรุนแรงตรงหน้า
เขาเหลือบมองไปเห็นภาพที่ทำให้ต้องตกตะลึงในทันที
ท่ามกลางทะเลหมอกทมิฬ พายุหมุนมหึมากำลังแผลงฤทธิ์ รัศมีสังหารและพลังทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัวผสานกัน และยังมีเศษชิ้นส่วนของกฎเกณฑ์ที่แตกสลายนับไม่ถ้วนติดพันอยู่ข้างใน
สายลมดุร้ายสีดำมืดพัดข้ามผืนฟ้า หมอกดำทะมึนพลุ่งพล่าน และรัศมีเข้มข้นก็ปกคลุมพื้นที่หลายแสนกิโลเมตร
ในตอนนี้ ฉู่โม่วกับพายุหมุนลูกนั้นอยู่ห่างกันไกลโข แต่ทั้งสองก็สัมผัสได้ถึงความหวาดกลัวจากก้นบึ้งของจิตวิญญาณ
หากสัมผัสกับพายุหมุนนี้เข้า เขาจะต้องถูกพลังสังหารและพลังทำลายล้างนับไม่ถ้วนทำลายในทันทีอย่างไม่ต้องสงสัย แล้วชิ้นส่วนกฎเกณฑ์เหล่านั้นก็จะฉีกกระชากร่างกายและจิตวิญญาณของเขาเป็นชิ้น ๆ โดยไม่มีโอกาสให้ต้านทานแม้แต่น้อย
“ไม่ใช่แค่ฉันหรอก”
“ถึงจะเป็นราชันย์เทวะยุทธ์ ถ้าเผลอเข้าไปก็คงจะต้องตายทันที”
สีหน้าของฉู่โม่วเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อยขณะที่ครุ่นคิดกับตัวเอง
ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมทะเลไร้หวนคืนถึงได้อันตราย และกลายเป็นพื้นที่ต้องห้ามสำหรับผู้ปลุกพลังมากมายเช่นนี้
ที่นี่แปลกประหลาดเกินไปหากเปรียบเทียบกับโลกภายนอกแล้ว ก็แตกต่างกันราวกับคนละมิติ
ที่นี่มีพลังสังหารซ่อนอยู่ทุกหนแห่งหากไม่ระวังตัวให้ดี แม้แต่ราชันย์เทวะยุทธ์ก็จะถูกบดขยี้จนกลายเป็นผุยผง
ความคิดมากมายผ่านเข้ามาในหัว ฉู่โม่วรีบดึงสติกลับมา เดินทางผ่านพายุหมุนนั้นไปอย่างระมัดระวัง และมุ่งหน้าต่อไป ในขณะเดียวกัน เขาก็แผ่สัมผัสจิตวิญญาณออกไปค้นหาเหล่าสัตว์อสูร
ในตอนนี้ การสำรวจคือเรื่องรอง ส่วนสิ่งที่สำคัญที่สุดคือตามหาผลึกแก้วนิรันดร์
แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสัตว์อสูรอมตะนั้นหายากเกินไป หรือเพราะฉู่โม่วยังเข้าไปไม่ลึกมากพอ ไม่กี่วันต่อมา เขาก็ยังไม่พบร่องรอยของสัตว์อสูรอมตะแม้แต่น้อย
โชคยังดีที่เขาไม่ได้พบกับอุปสรรค ซึ่งถือว่าโชคดีมาก
หลังจากที่คิดดูแล้ว ฉู่โม่วจึงตัดสินใจเข้าไปให้ลึกยิ่งกว่านี้ อันที่จริง ตำแหน่งปัจจุบันก็ถือว่าค่อนข้างลึกแล้ว แม้จะเป็นถึงราชันย์เทวะยุทธ์ระดับสูงสุด คนอื่น ๆ ก็ยังไม่กล้าเข้ามาถึงขนาดนี้
แต่ในระดับนี้ เขาก็ยังตามหาร่องรอยของสัตว์อสูรอมตะไม่พบ
แม้ว่าจะใช้เวลากว่าครึ่งปีในการค้นหาอย่างละเอียด เขาก็ยังไม่พบร่องรอยแม้แต่น้อย
สิ่งที่ฉู่โม่วต้องการคือสัตว์อสูรอมตะจำนวนมาก เพื่อที่จะได้ทำภารกิจผลึกแก้วนิรันดร์ให้สำเร็จในคราวเดียว
ในสถานการณ์เช่นนี้ ฉู่โม่วจึงได้แต่มุ่งหน้าลึกเข้าไปอีก
…
ครืน!
ภายในทะเลไร้หวนคืน หมอกทมิฬไร้ที่สิ้นสุดอัดแน่นในอากาศ และรัศมีสังหารข้างในก็ดูจะกลืนกินทุกสิ่งมีชีวิตเข้าไปได้
และนอกจากรัศมีแห่งความตายเหล่านี้แล้ว ก็ไม่มีอณูแห่งชีวิตอยู่ที่นี่เลย แม้แต่เสียงก็ไม่มีให้ได้ยิน จะมีก็เพียงเสียงของคลื่นหมอกที่เคลื่อนที่ไปมาเท่านั้น
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร…
ทันใดนั้นก็เกิดเสียงแตกร้าวขึ้นข้างในหมอกทมิฬ มีลำแสงศักดิ์สิทธิ์ทะลุผ่านหมอกทมิฬออกมา ระเบิดกลายเป็นแสงจ้าเหมือนกับดวงดาว และทำให้ทั่วทั้งบริเวณสว่างไสว
หลังจากแสงนั้น…
ร่างหนึ่งที่สว่างเรืองรองไปทั่วทั้งร่างกายก็ปรากฏขึ้น มีเสียงสั่นสะท้านดังประกอบ ซึ่งก็คือเสียงของเลือดและพลังปราณที่พลุ่งพล่านอยู่ข้างในเส้นชีพจร
และยังไม่นับข้างหลังของร่างนี้ซึ่งมีภาพลวงตาของมังกรคชสารขนาดมหึมาอยู่ มันในตอนนี้กำลังคำรามขึ้นไปบนท้องฟ้า และปลดปล่อยรัศมีปัดป้องการกัดกร่อนของหมอกทมิฬอันยิ่งใหญ่ออกมา
นอกจากนั้น…
ยังมีรัศมีที่ดูจะอ่อนแอ ทว่าเฉียมคมและดุดันมากเสียจนตัดผ่านห้วงมิติและกาลเวลาได้ทะยานออกมา มันก่อตัวขึ้นเป็นเกราะป้องกันบนผิวกายของร่างนั้น และกำจัดหมอกทมิฬทั้งหมดที่พยายามเข้ามาใกล้
หากภาพเช่นนี้ปรากฏให้คนนอกเห็น พวกเขาจะต้องหวาดผวาสุดขีดอย่างแน่นอน
ต้องรู้ด้วยว่าสถานที่แห่งนี้คือส่วนที่ลึกที่สุดในทะเลไร้หวนคืนแล้ว
แม้จะเป็นราชันย์เทวะยุทธ์ที่มาที่นี่ เขาก็ทำได้เพียงพยายามต้านทานอย่างยากลำบาก แต่คนคนนี้กลับสามารถป้องกันหมอกทมิฬออกไปจากร่างกาย และกำจัดมันได้
กระบวนท่านี้ช่างน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก…
เขาคนนั้น…
ก็คือฉู่โม่ว!
เป็นเวลาสิบวันแล้วตั้งแต่เขาตัดสินใจจะเข้าไปใต้ทะเลไร้หวนคืน
ระหว่างเวลาสิบวันนี้ ฉู่โม่วบินลึกเข้าไปมากขึ้นและมากขึ้น ในตอนแรก หมอกทมิฬยังเป็นแค่หมอก แต่ยิ่งเข้าไปลึกกว่าเดิม หมอกทมิฬก็เข้มข้นจนแทบจะกลายเป็นของเหลวและเกิดกระแสผันผวนขึ้นมากมายหลายแห่ง
พลังกัดกร่อนของมันก็น่าสะพรึงกลัวมากขึ้นตามไปด้วย
แค่เจตจำนงกระบี่สวรรค์ต้าหลัวนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป
ทว่าแม้ฉู่โม่วจะใช้มันที่นี่ไม่ได้ เขาก็ยังมีกระบวนท่าอีกมากมายที่ใช้ร่วมกับกระบี่สวรรค์ต้าหลัวและเดินหน้าต่อไปได้
แต่… แม้ว่าจะเข้ามาลึกขนาดนี้แล้ว เขาก็ยังไม่พบร่องรอยของสัตว์อสูรอมตะ
ทำให้ฉู่โม่วเริ่มรำคาญใจ
แต่เมื่อชายหนุ่มใช้เจตจำนงกระบี่สวรรค์ต้าหลัวป้องกันหมอกทมิฬอย่างต่อเนื่อง เจตจำนงกระบี่สวรรค์ต้าหลัวของเขาก็เปลี่ยนแปลงไปโดยไม่รู้ตัว