ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 937 การค้นพบอันน่าประหลาดใจ
ที่นี่เป็นสถานที่ที่แปลกประหลาด
ดินแดนตรงหน้าเขามีแต่ส่วนที่เป็นผืนแผ่นดิน แต่ไม่มีท้องฟ้าเหมือนกับดาวเคราะห์ทั่วไป ทว่าเมื่อเงยหน้าขึ้นไปก็จะเห็นแค่จักรวาลมืดมิดไร้ที่สิ้นสุดเท่านั้น
“ไม่ใช่ดาวเคราะห์ แต่เป็นแค่แผ่นดินเปล่า!”
ฉู่โม่วปลดปล่อยสัมผัสจิตวิญญาณออกไปจนทั่วและรู้ได้อย่างรวดเร็วว่าตัวเองอยู่ที่ใด
แผ่นดินนี้ถูกห้อมล้อมด้วยค่ายกล
มีตึกรามบ้านช่องมากมายอยู่ที่นี่ และผู้ปลุกพลังมากมายก็เดินทางเข้าออก หรือไม่ก็ขายของอยู่ตามถนนหนทาง ซื้อเสบียง หรือกำลังฝึกฝนอยู่คนเดียว เหมือนกับตลาดทั่วไป
ส่วนข้างนอกค่ายกลขนาดใหญ่ก็เป็นทะเลดวงดาวอันไร้ขอบเขต
เมื่อมองดี ๆ ก็จะเห็นว่ามีหมอกทมิฬอยู่ทั่วทุกหนแห่ง และกระแสแปรปรวนผิดปกติเกิดขึ้นราวกับน้ำทะเล ข้างในนั้นมีดวงดาวนับไม่ถ้วนลอยอยู่ แต่พวกมันแตกต่างจากดวงดาวทั่วไป
ดวงดาวเหล่านั้นส่วนมากได้มาถึงบั้นปลายชีวิตแล้ว พวกมันปลดปล่อยรัศมีแห่งความตายออกมาและไร้ซึ่งอณูแห่งชีวิต
เป็นเหมือนกับแผ่นดินแห่งหนึ่ง
เมื่อยืนอยู่ตรงนี้ก็จะมองเห็นผู้ปลุกพลังพุ่งออกมาจากทะเลหมอกเป็นครั้งคราว ทุกคนต่างได้รับบาดเจ็บและพ่ายแพ้หมดท่า บางคนกระทั่งดูเหมือนเผชิญหน้ากับหายนะมา และร่างกายก็ไม่สมประกอบอีกต่อไป
เมื่อกลับมาที่นี่ พวกเขาต่างก็ดีใจที่ได้มีชีวิตรอดจากหายนะ
“นี่น่ะเหรอทะเลไร้หวนคืน?”
ฉู่โม่วจ้องเขม็งไปยังพื้นที่ข้างนอกจารึกขนาดใหญ่
แม้จะยังไม่ได้เข้าไปจริง ๆ แค่เฝ้าดูผู้ปลุกพลังที่เข้าไปในทะเลไร้หวนคืนแล้ว เขาก็รู้ได้ทันทีว่ามีอันตรายมากมายรออยู่ข้างในนั้นอย่างแน่นอน
“นี่คือค่ายที่ใกล้กับทะเลไร้หวนคืนที่สุดแล้ว ถ้าออกไปจากที่นี่ ก็จะได้เข้าไปในทะเลไร้หวนคืนของจริง!”
“น้องชาย ในเมื่อมาที่นี่กับพวกเรา นายเองก็คงรับภารกิจผลึกแก้วนิรันดร์มาจากตำหนักไหมหยกเหมือนกัน มาร่วมมือกับเราดีกว่า จะได้คอยช่วยเหลือกัน!”
ผู้ปลุกพลังในชุดคลุมสีดำที่มาพร้อมกันถอนหายใจ แล้วหันมามองฉู่โม่วและเอ่ยชวนเขา
“ไม่ครับ ผมชอบทำอะไรคนเดียว”
ฉู่โม่วส่ายหน้าและกล่าวปฏิเสธ
ผู้ปลุกพลังทั้งสองยังเป็นบุคคลลึกลับ แค่มองแวบเดียวก็รู้ได้ว่าอีกฝ่ายเก็บงำความลับเอาไว้ เขาจึงไม่อยากเข้าใกล้ผู้ปลุกพลังแบบนี้มากเกินไป
ยิ่งไปกว่านั้น เขาเองก็มีความลับอยู่กับตัวเองมากมาย และทะเลไร้หวนคืนก็ลึกลับอย่างถึงที่สุด ความลับของเขาอาจถูกเปิดเผย และหากสองคนนั้นได้เห็นก็จะเป็นปัญหาแน่
การร่วมมือกับคนอื่นไม่สะดวกเท่ากับการลงมือคนเดียว
ดังนั้นหลังจากที่พูดจบ ฉู่โม่วก็กลับหลังหันและออกไปจากที่นี่ทันที
เมื่อเห็นร่างของฉู่โม่วเดินจากไป ผู้ปลุกพลังทั้งสองคนก็ได้แต่มองหน้ากัน
“แค่มองแวบเดียวก็รู้เลยว่าเจ้าหนุ่มคนนั้นไม่เหมือนใคร ฉันตั้งใจว่าจะชวนเขามาด้วย แล้วลงมือชิงของมีค่าตอนเข้าไปในทะเลไร้หวนคืน ก็น่าจะมีโอกาสอยู่ แต่ไม่คิดเลยว่าจะหยิ่งขนาดนี้”
ผู้ปลุกพลังในชุดสีดำที่เอ่ยปากชวนฉู่โม่วลอบคุยกับเพื่อมร่วมทีม
คู่สนทนาเองก็ได้แต่ส่ายหน้าไปมาและกล่าวว่า “ยิ่งมีความลับมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทะนงตัวเท่านั้น ถ้าอยากล่อให้เขามาเข้ากลุ่มก็คงไม่มีโอกาสหรอก… ช่างมันเถอะ ไปหาเป้าหมายอื่นดีกว่า”
“ใช่แล้ว ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า… จริง ๆ ฉันก็ลังเลใจอยู่ เจ้าหนุ่มนั่นดูไม่ธรรมดาเลย แล้วฉันก็รู้สึกว่าจะต้องล้มเหลวแน่ ไปหาคนอื่นกันเถอะ”
ทั้งสองพูดคุยกันและเดินตามหาเป้าหมายอื่นรอบ ๆ ค่าย
…
ฉู่โม่วไม่ได้รับรู้ถึงบทสนทนาระหว่างผู้ปลุกพลังในชุดสีดำทั้งสอง
แต่ถึงจะรู้ เขาก็คงไม่ได้ใส่ใจมากนัก
ผู้ปลุกพลังเหล่านี้อยู่ห่างไกลมาจากบ้าน ทุกคนต้องระแวดระวังภัยอย่างถึงที่สุด
จู่ ๆ อีกฝ่ายเอ่ยชวนขึ้นมา ผู้ปลุกพลังที่มีประสบการณ์ก็รู้ได้ว่ามีสิ่งผิดปกติ
หากฉู่โม่วไม่ได้รีบร้อน เขาก็อาจจะตอบตกลง …แล้วฉวยโอกาสชิงของมีค่าของพวกเขามา
แต่ชายหนุ่มมาที่นี่ในคราวนี้เพื่อตามหาผลึกแก้วนิรันดร์และทำภารกิจให้รวดเร็วที่สุด จึงไม่อยากให้เกิดปัญหา
ตอนนี้ …เขาได้ออกมาจากขอบเขตของค่ายกลขนาดใหญ่แล้ว
ชายหนุ่มจึงสัมผัสได้ถึงรัศมีอันหมองหม่นและเย็นยะเยือกที่ปกคลุมร่างกายในทันที
ฉู่โม่วรู้ว่านี่คืออณูสสารพิเศษของทะเลไร้หวนคืน สสารล่องหนนี้สามารถกัดกร่อนร่างกายและจิตวิญญาณของผู้ปลุกพลังได้ หากผู้ปลุกพลังที่มีพลังต่ำกว่าขั้นราชันย์เทวะยุทธ์สัมผัสกับสสารนี้เข้า เขาก็จะถูกย่อยสลายในทันที
มีแค่ผู้ปลุกพลังขั้นราชันย์เทวะยุทธ์ขึ้นไปเท่านั้นที่จะต้านทานมันได้
แต่เทวะยุทธ์ ครึ่งก้าวสู่มหาเทวะยุทธ์ และมหาเทวะยุทธ์นั้นไม่สามารถต้านทานได้นานนัก
มีเพียงครึ่งก้าวราชันย์เทวะยุทธ์เท่านั้นที่อยู่ที่นี่ได้สักสิบวันถึงครึ่งเดือน แต่หลังจากที่กลับออกมา พวกเขาจะต้องใช้เวลานานในการกำจัดสสารออกไปช้า ๆ ไม่อย่างนั้น รากฐานการฝึกฝนก็จะได้รับความเสียหาย
ส่วนเหล่าราชันย์เทวะยุทธ์นั้น
แม้จะอยู่ได้นานกว่า แต่ภายในทะเลไร้หวนคืนนั้น หมอกทมิฬเป็นเพียงหายนะขั้นเริ่มต้น และสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าก็คือสัตว์ประหลาดทั้งหลาย
ดังนั้น แม้จะเป็นถึงราชันย์เทวะยุทธ์ พวกเขาก็ยังไม่กล้าพูดว่าจะกลับออกมาได้อย่างปลอดภัย
แต่…
“ฉันกำจัดหมอกทมิฬพวกนี้ได้ด้วยเจตจำนงกระบี่เหรอ?!”
ฉู่โม่วใช้พรสวรรค์และกระบวนท่าทั้งหมดออกไปโดยไม่รู้ตัว แล้วก็พบว่าเจตจำนงกระบี่ของตัวเองสามารถกำจัดหมอกทมิฬที่กัดกร่อนเข้าไปในร่างกายได้
ชายหนุ่มประหลาดใจกับการค้นพบนี้อย่างมาก
ต้องรู้ด้วยว่าหมอกในทะเลไร้หวนคืนนั้นพิเศษมาก มีเพียงผู้มีร่างกายและจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะต้านทานมันได้นานกว่า
แต่นั่นก็เป็นแค่การต้านทาน
ไม่ใช่การกำจัดออกไป
นั่นคือผลลัพธ์ที่ผู้ปลุกพลังนับไม่ถ้วนได้ค้นพบ หลังจากที่ใช้กระบวนท่ามากมายมานานนับไม่ถ้วน และเรียกได้ว่าเป็นกฎเหล็กเลยทีเดียว
แต่ตอนนี้ เจตจำนงกระบี่ของเขาสามารถกำจัดมันได้ ซึ่งน่าประหลาดใจมาก
อย่างไรแล้ว นอกจากตัวเขาก็ต้องมีมือกระบี่คนอื่น ๆ มาที่นี่อย่างแน่นอน
แต่ทำไมมือกระบี่ผู้แข็งแกร่งคนอื่น ๆ ถึงกำจัดมันออกไปไม่ได้ล่ะ?
“หรือว่า…”
“เป็นเพราะกระบี่สวรรค์ต้าหลัว?”
ฉู่โม่วนึกถึงความเป็นไปได้หนึ่งออก
กระบี่สวรรค์ต้าหลัว …หลังจากที่เข้าใจกระบี่สวรรค์ต้าหลัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยผ่านการฝึกฝน เขาก็ได้รับเจตจำนงกระบี่ที่ไม่เหมือนใคร
ด้วยเจตจำนงของกระบี่สวรรค์ต้าหลัว ผลเต๋ากระบี่สวรรค์ต้าหลัวก็จะควบแน่น และเมื่อฟันผลเต๋ากระบี๋ต้าหลัวได้ แม้แต่ส้นเท้าของศัตรูก็ไม่อาจหลบหนีคมกระบี่ไปได้
มันเป็นกระบวนท่ากระบี่ที่ลึกลับอย่างถึงที่สุด หากจะมีสิ่งใดพิเศษเกี่ยวกับเจตจำนงกระบี่นี้ก็ต้องเป็นเจตจำนงกระบี่สวรรค์ต้าหลัว!
“ดูเหมือนว่าจะมีแค่ความเป็นไปได้เดียวนี้แหละ!”
ฉู่โม่วประหลาดใจ
เดิมที เมื่อมาที่นี่เป็นครั้งแรก เขาตั้งใจจะใช้ร่างกายอันแข็งแกร่งของตัวเองที่ได้รับการพัฒนามาหลายครั้งและเกิดใหม่อีกครั้งในการต้านทานหมอกกัดกร่อนสีดำ แต่ไม่คาดคิดเลยว่าเจตจำนงกระบี่สวรรค์ต้าหลัวของตัวเองจะกำจัดหมอกทมิฬนี้ได้
ทำให้เขาสามารถอยู่ที่นี่ได้นานขึ้นโดยไม่ต้องกลับไปยังแผ่นดินหลัก
และโอกาสที่จะพบสัตว์อสูรนิรันดร์ก็จะสูงขึ้นด้วย
เมื่อคิดได้ดังนั้น ฉู่โม่วก็มีกำลังใจมากขึ้น
เขาใช้กระบี่สวรรค์ต้าหลัวปกคลุมทั้งร่างกายโดยไม่ลังเล แล้วกวาดล้างหมอกทมิฬทั้งหมดที่พุ่งเข้ามาหาราวกับฉลามที่ได้กลิ่นเลือดเมื่อเขาเข้ามา ทำให้ดูราวกับสายรุ้งเส้นยาวที่พุ่งลึกเข้าไปข้างในทันที
ยิ่งเข้าไปลึกเท่าไร รัศมีอันเยือกเย็นที่ฉู่โม่วสัมผัสได้ก็ยิ่งเข้มข้นขึ้นเท่านั้น
ในตอนแรก หมอกทมิฬนั้นค่อนข้างบางเบา แต่หลังจากที่ผ่านไปไม่กี่ชั่วโมง ชายหนุ่มก็เริ่มมองเห็นหมอกหนา และได้กลิ่นคาวเลือดข้างในหมอกหนานั้นเช่นกัน
บางครั้งก็จะเห็นพายุหมุนอันน่าสะพรึงกลัวส่งเสียงหวีดหวิว ทำให้กฎเกณฑ์ลอยขึ้นและระเบิดทำลายห้วงอากาศ
ครู่หนึ่ง ทุกอย่างที่เขาได้ยินมีแค่เสียง ‘เปรี้ยง เปรี้ยง’
พลังที่ระเบิดห้วงอากาศนั้นน่าสะพรึงกลัวถึงขีดสุด แม้จะเป็นราชันย์เทวะยุทธ์มาสัมผัสก็จะต้องตายในทันที แม้แต่ครึ่งก้าวสู่จักรพรรดิเทวะยุทธ์ก็ไม่กล้าเข้าไปใกล้
ฉู่โม่วจึงไม่เข้าไปใกล้แม้แต่น้อย
หากมองเห็นมันเมื่อไรก็ต้องรีบหนีทันที