ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 934 จุดสูงสุดของขั้นราชันย์เทวะยุทธ์!
ภายในโลกในฝ่ามือ
เวลาผ่านไป อณูแห่งชีวิตซึ่งอยู่ภายในนี้ก็ยังเพิ่มมากขึ้นและสดชื่นมากยิ่งขึ้น มีสิ่งมีชีวิตจำนวนมากได้ถือกำเนิดขึ้นนับไม่ถ้วน
แม้แต่สมบัติแห่งโลกและสวรรค์บางชิ้นเองก็เริ่มขยายตัวแล้ว
นอกจากนี้ สิ่งมีชีวิตมากมายที่ได้เกิดขึ้นก็เริ่มฝึกฝนวรยุทธ์กันอย่างอิสระ เพราะอณูแห่งชีวิตที่กล้าแกร่งภายในนี้ และเพราะได้รับหล่อเลี้ยง เลือดภายในร่างจึงเป็นหยางบริสุทธ์ และมีโอกาสที่จะให้กำเนิดสายพันธุ์ประหลาดหรือกลายเป็นบรรพชนของเผ่าพันธุ์อันสูงส่ง
สัตว์อสูรบางตัวได้ก้าวขึ้นไปถึงขั้นแห่งการเปลี่ยนแปลงระดับที่ 7 แล้ว
อัตราการเติบโตระดับนี้นับว่าน่ากลัวมากจริง ๆ
และนอกจากสิ่งนี้
ชีวิตของเทพบรรพกาลภายในนี้เองก็มั่นคงขึ้นด้วย
พวกเขาไม่จำเป็นต้องใช้อณูแห่งชีวิตในการฝึกฝน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอณูแห่งชีวิตนั้นช่วยให้ชีวิตของพวกเขาสบายขึ้น
อีกทั้งยังไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับปัญหาเรื่องโลกจะแตก เพราะอย่างนั้นการอยู่ที่นี่จึงถือเป็นความสุขสุด ๆ เทพบรรพกาลจำนวนมากจึงได้ถือกำเนิดขึ้นที่นี่อย่างไม่ต้องเกรงกลัวสิ่งใด
สิ่งนี้ทำให้ฉู่โม่วยินดีเป็นอย่างมาก
นอกจากสิ่งเหล่านี้
ในเวลาสิบปี ต้นซากุระสวรรค์ก็ได้เติบโตและเปลี่ยนไปอย่างมาก
พฤกษาต้นนี้แข็งแกร่งขึ้นอย่างมาก พื้นที่ซึ่งถูกปกคลุมด้วยกิ่งก้านใบเสมือนหลังคาก็มีปริมาณมากขึ้น และทำให้ดอกไม้เติบใหญ่ขึ้นมากมายจากบรรยากาศที่ยอดเยี่ยมนี้
เสี่ยวอู๋เติบโตจนเทียบเท่ากับสัตว์เทพอสูร และตอนนี้เจ้าตัวกำลังพยายามอย่างหนักเพื่อจะกลายเป็นจักรพรรดิเทพอสูร
ส่วนเสี่ยวจินก็ได้ปลดพันธะสายเลือดที่นี่ ก้าวขึ้นเป็นขั้นจักรพรรดิอสูร และด้วยการสั่งสมพลังศักดิ์สิทธิ์จำนวนมากเอาไว้ สิ่งเหล่านี้ก็พร้อมจะเผาไหม้และผลักดันให้เขาขยับขึ้นเป็นสัตว์เทพอสูรแล้ว
ส่วนอาไต๋ ท่ามกลางสัตว์เลี้ยงทั้งสามตัวของฉู่โม่ว มันพัฒนาช้าที่สุด
ไม่ใช่เพราะมันไม่ได้พยายามฝึกฝนอย่างหนักเหมือนสัตว์อสูรตนอื่น
อันที่จริง มันไม่ได้ตั้งใจฝึกฝนในช่วงแรก นกสาวตนนี้เอาแต่เล่นทั้งวี่ทั้งวัน แต่เพราะเสี่ยวจินกับเสี่ยวอู๋ง่วนอยู่กับการฝึก จึงไม่มีใครมาเล่นกับมัน ในที่สุดมันก็เบื่อแล้วต้องจำใจหันมาฝึกฝนอย่างจริงจังแทน
แต่ …สิ่งนี้ก็เป็นผลมาจากสายเลือดของมันด้วย
เหตุผลที่ทำให้นกล่าสมบัติเป็นสัตว์อสูรหายาก ก็เพราะว่าอัตราการเติบโตของอสูรจำพวกนี้ค่อนข้างต่ำมาก
ขนาดฉู่โม่วคอยให้สมบัติล้ำค่าแก่มันอยู่ตลอดในช่วงหลายปีมานี้ ทำให้มันทลายตรวนพรสวรรค์ได้มากมาย แต่กับการฝึกด้วยตนเอง ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ยากมาก
จนกระทั่งตอนนี้ นกสาวเพิ่งจะเข้าสู่ขั้นแห่งการเปลี่ยนแปลงระดับ 8 เท่านั้น ซึ่งเทียบได้ประมาณราชันย์เทพยุทธ์ในมนุษยชาติเท่านั้น
ด้วยปริมาณสมบัติที่ให้อาไต๋ไปนั้น หากเป็นผู้ปลุกพลังที่มีพรสวรรค์เล็กน้อย ก็ยังส่งเสริมให้มีพลังเทียบเท่าขั้นเทวะยุทธ์ได้
แต่…
ถึงแม้จะเทียบเท่าราชันย์เทพยุทธ์ ก็ถือเป็นความพึงพอใจอย่างมากแล้วสำหรับอาไต๋
ในความคิดของมัน
ด้วยพลังระดับนี้ มันนับว่าอยู่ในระดับที่สูงกว่านกล่าสมบัติตนอื่นในครอบครัวแล้ว
หากมันให้กำเนิดทายาทในอนาคต ก็จะกลายเป็นบรรพชนแก่ลูกหลานรุ่นต่อไป นี่ถือเป็นความสำเร็จอย่างมากที่ทำให้มันดีใจสุด ๆ
ด้วยเหตุนี้ ตั้งแต่ทลายขีดจำกัดได้ มันจึงอยากอวดเสียเหลือเกิน
แต่โชคร้ายที่ทั้งเสี่ยวอู๋และเสี่ยวจินต่างยังคงฝึกฝนกันอยู่
ถึงแม้ต้นซากุระสวรรค์จะยอมเล่นกับมันตลอด แต่อีกฝ่ายก็เป็นต้นไม้ยักษ์ นานวันเข้ามันก็เบื่อ
ในขณะที่กำลังเบื่ออยู่นั้น อาไต๋ก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่ค่อย ๆ ลดลงของฉู่โม่ว ทำให้แววตาของมันเป็นประกาย “นั่น…ของเจ้านาย! เจ้านายฝึกฝนมานานมากแล้ว คงใกล้ถึงเวลาที่จะออกมาสูดอากาศตามปกติบ้างแล้วสินะ!”
อาไต๋ร้องด้วยความตื่นเต้น
จากนั้นก็รีบกระพือปีกของมันบินไปยังทิศทางที่ฉู่โม่วอยู่ทันที
…
“หือ…”
“สิบปีกับการฝึกฝน ในที่สุดฉันก็เข้าสู่ระดับสุดท้ายของราชันย์เทวะยุทธ์แล้ว!”
ฉู่โม่วถอนหายใจยาว เขารู้สึกได้ถึงระดับพลังในร่างกายที่เพิ่มขึ้นมากจากการฝึกฝนก่อนหน้านี้ และเผยรอยยิ้มพึงพอใจอย่างอดไม่ได้
สิบปี…
ด้วยพลังของห้วงเวลาที่เร่งเวลาอีกหนึ่งร้อยเท่าจนเทียบเท่ากับหนึ่งพันปี เขาจึงได้พัฒนาจากราชันย์เทวะยุทธ์ระดับต้นจนบรรลุสู่จุดสูงสุดของขั้นราชันย์เทวะยุทธ์ได้แล้ว!
ดูเหมือนจะเป็นช่วงเวลาที่ยาวนาน แต่ก็นับว่าเป็นความเร็วที่น่าเหลือเชื่อมาก
อย่างที่รู้ว่าราชันย์เทวะยุทธ์เป็นผู้ปลุกพลังที่มีอายุขัยถึงหนึ่งล้านปี
ปกติแล้ว การฝึกฝนของพวกเขาจะใช้เวลาราว ๆ หนึ่งพันหรือหมื่นปี และผลลัพธ์ของมันจะทำให้ความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น
สำหรับฉู่โม่ว เขาใช้เวลาเพียงหนึ่งพันปี ก็ทำให้เขาพัฒนาจากราชันย์เทวะยุทธ์ระดับต้นจนเป็นจุดสูงสุดของขั้นราชันย์เทวะยุทธ์ได้แล้ว แน่นอนว่าเขายังมีโบนัสพิเศษจากสมบัติแห่งสวรรค์และโลก แล้วก็เลือดของสัตว์เทพช่วย
แต่ถ้าความเร็วระดับนี้ถูกเปิดเผยละก็ ผู้คนจำนวนมากจะต้องตกตะลึงแน่ ๆ!
ถึงเหล่าอัจฉริยะจะเร่งความเร็วในการฝึกฝนได้ แต่ก็ยังจำเป็นต้องขัดเกลาและกินสิ่งอื่นเสริม
และเวลาที่หมดไปก็เป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้
ทว่าฉู่โม่วกลับใช้เวลาเพียงหนึ่งพันปีในการทำทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการขัดเกล่า กลืนกินและพัฒนา ซึ่งถ้าพูดกันตามจริง เขาใช้เวลาทำทุกสิ่งอย่างนี้เพียงสิบปีในชีวิตจริงเท่านั้น
หัวใจใครจะไม่เต้นแรงได้!?
พูดได้เลยว่า…
ระดับความเร็วในการฝึกฝนขนาดนี้ ต่อให้หาจากทั่วทั้งจักรวาล ก็ยังนับว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัวสุด ๆ
และฉู่โม่วเองก็พึงพอใจกับสิ่งที่เขาทำได้นี้เช่นกัน
“ฝึกฝนสิบปี ทำให้ฉันพัฒนาจากราชันย์เทวะยุทธ์ระดับต้น กลายเป็นจุดสูงสุดของขั้นราชันย์เทวะยุทธ์ได้ นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดีจริง ๆ”
“แต่…”
“วัตถุดิบที่ใช้ไปก็มหาศาลจนน่ากลัวเหมือนกัน”
นึกย้อนกลับไปในสิบปีนี้
เลือดมังกรฟ้าที่ฉู่โม่วได้กลืนกินไปนั้นก็สลายหายไปจนหมดแล้ว หลังจากนั้นเขาก็กลืนกินเลือดหงส์แดงและเสือขาวด้วย เลือดเหล่านี้ถูกเขาสกัดออกมาจนหมดสมบูรณ์
เลือดสัตว์เทพกว่าครึ่งหนึ่งถูกสกัดไปใช้ จึงเหลืออยู่ไม่ถึงหนึ่งในสามของทั้งหมด
นอกจากนี้ เขายังใช้สมบัติแห่งโลกและสวรรค์อีกจำนวนมาก
ยกตัวอย่างเช่น เลือดอสูรเทียบเท่าขั้นมหาเทวะยุทธ์ หรือแม้แต่ครึ่งก้าวสู่ราชันย์เทวะยุทธ์ก็ยังถูกใช้ไปจนเกือบหมด
สมุนไพรวิเศษบางอย่าง หรือสมบัติหายากที่ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งเองก็ถูกใช้ไปนับไม่ถ้วน
หากพูดถึงเรื่องมูลค่าละก็…
อย่างน้อยก็มีค่าเท่ากับสามแสนล้านแน่ ๆ
ปริมาณที่ถูกใช้ไประดับนี้ ต่อให้เป็นตัวตนระดับเทพเจ้า ก็ยังต้องรู้สึกยากจนกันบ้าง จะมีก็แต่ฉู่โม่วเท่านั้นที่สามารถแบกรับความเสี่ยงขนาดนี้ได้
“แต่ก็นับว่าคุ้มค่ากับผลลัพธ์ละนะ!”
ฉู่โม่วไม่ได้รู้สึกเสียดายแต่อย่างใด
หลังจากที่เขาได้ใช้วัตถุดิบจำนวนมากแล้ว ความแข็งแกร่งของชายหนุ่มก็สูงจนโลกต้องสั่นสะเทือนเป็นเรื่องธรรมดา
อันดับแรก ทวาราแห่งกระบี่ทุกจุดบนร่างของเขาได้เปิดออกทั้งหมดแล้ว
เมื่อถูกสั่งใช้งานอย่างเต็มกำลัง จะเทียบเท่าได้กับเลือดและพลังศักดิ์สิทธิ์ของผู้ปลุกพลังในระดับเดียวกับนับสิบคน และจะช่วยทำให้เขาต่อสู้ได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงระเบิดพรสวรรค์ได้อย่างต่อเนื่องและรุนแรงมากขึ้นด้วย
เช่นเดียวกันกับการทำความเข้าใจวิถีกระบี่ ความก้าวหน้าก็เป็นไปอย่างรวดเร็ว ตอนนี้วิถีจินตกระบี่ที่เขาสร้างขึ้นก็ได้พัฒนาไปมากแล้ว
เพียงก้าวเล็ก ๆ เท่านั้น เขาก็จะได้แตะที่ใหม่
แต่น่าเสียดายที่ก้าวเล็ก ๆ นั้นช่างยากเสียเหลือเกิน ฉู่โม่วพยายามเรียนรู้อย่างจริงจัง แต่ก็ยังไม่สามารถเข้าใจมันได้อย่างถูกต้อง
ดังนั้นชายหนุ่มจึงไม่บังคับตัวเองทำสิ่งนี้
การใช้กำลังบังคับเพื่อให้ได้โอกาสมาจะไร้ประโยชน์สำหรับเขา
ถ้าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นด้วยตนเองและไหลลื่นจะดีกว่า
บางทีเมื่อโชคชะตาของเขามาถึง ทุกสิ่งก็คงจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
การฝึกฝนอื่น ๆ อย่างคัมภีร์มังกรคชสารอมตะ ฉู่โม่วก็ฝึกฝนจนไปถึงขั้นสูงสุดแล้วเช่นกัน
และก็ทำให้ความแข็งแกร่งของฉู่โม่วก้าวหน้ามาก
การร่ายครั้งหนึ่ง จะทำให้คัมภีร์มังกรคชสารอมตะปรากฏขึ้น พลังกายของเขาจะเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก ฉู่โม่วประเมินไว้ว่า ด้วยพลังกายของเขา ราชันย์เทวะยุทธ์ทั่วไปคงจะทำร้ายเขาไม่ได้อีกแล้ว
และต่อให้เขาต่อสู้ด้วยพลังกายเพียงอย่างเดียว หรือผู้ปลุกพลังจุดสูงสุดของขั้นราชันย์เทวะยุทธ์ก็คงไม่อาจเป็นภัยอันตรายต่อเขาได้เหมือนกัน
หรือต่อให้เป็นจักรพรรดิเทวะยุทธ์
ฉู่โม่วก็มีพลังมากพอที่จะสู้ด้วยได้
อย่างไรก็ตาม เขาน่าจะกำจัดจักรพรรดิเทวะยุทธ์ได้แล้ว แต่เพราะเขายังไม่ได้สู้กับอีกฝ่ายอย่างจริง ๆ จัง ๆ เลยทำให้ฉู่โม่วไม่รู้ว่าพลังที่แท้จริงของจักรพรรดิเทวะยุทธ์เป็นอย่างไร จึงไม่อยากจะฟันธงนัก
แต่…
ถ้าเป็นไปตามการคาดการณ์ของเขา แม้แต่จักรพรรดิเทวะยุทธ์ก็ไม่ใช่ศัตรูของเขาอีกต่อไป และจักรพรรดิเทวะยุทธ์ธรรมดา ๆ ก็ไม่มีทางฆ่าเขาได้ในไม่กี่วินาที