ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 920 ได้เพลิงเทวะสุริยันมาครอบครอง กับซากกระบี่ปรากฏกาย
- Home
- ระบบกลืนกินพรสวรรค์
- บทที่ 920 ได้เพลิงเทวะสุริยันมาครอบครอง กับซากกระบี่ปรากฏกาย
บทที่ 920 ได้เพลิงเทวะสุริยันมาครอบครอง กับซากกระบี่ปรากฏกาย
ทุกคนรู้ดีว่าตอนนี้ ตูเจ๋อหลินได้โกรธสุด ๆ ขึ้นมาเสียแล้ว และถ้าหากราชันย์เทวะยุทธ์คนนี้ยังคงประมูลต่อ เขาจะต้องถูกตามล่าและฆ่าให้ตายอย่างแน่นอน
ไม่เพียงแค่เขา!
ในเวลานี้ ต่อให้ใครก็ตามกล้าเสนอราคาเพิ่ม ต่อให้คนคนนั้นจะเป็นผู้มีพรสวรรค์จากขั้วทะเลที่เสนอราคาขึ้นมา ตูเจ๋อหลินก็จะต้องตามไปฆ่าโดยไม่สนใครหน้าไหน ในท้ายที่สุดมันก็จะเกิดเป็นสงครามระหว่างฝ่ายอย่างแน่นอน
เพราะตอนนี้ตูเจ๋อหลินโกรธจนเลือดขึ้นหน้าแล้ว ดังนั้นเหตุผลจะใช้กับเขาไม่ได้
อันที่จริง …นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ตูเจ๋อหลินโกรธเกรี้ยวขนาดนี้
เมื่อครั้งที่เขาไปตกหลุมรักหญิงสาวคนหนึ่ง แต่เธอปฏิเสธคำขอของเขา ไม่เพียงต่อต้านเขา แต่เธอยังพูดไม่ดีใส่เขาด้วย ครั้งนั้นเขาโกรธแค้นเธอมาก
เขาไม่เพียงแต่สังหารผู้ปลุกพลังสาวคนดังกล่าว แต่ยังทำลายกองกำลังที่ให้การสนับสนุนเธอจนสิ้นซากไปด้วย
เธอผู้นี้ไม่ใช่คนเดินดินธรรมดา แม้ว่ากองกำลังเบื้องหลังเธอจะไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรนักในดาราจักรอสรพิษสวรรค์ แต่ในกองกำลังนั้นก็มีราชันย์เทวะยุทธ์คอยดูแลอยู่ ถึงอย่างนั้นทั้งเธอและกองกำลังดังกล่าวก็ยังถูกทำลายจนไม่เหลือชิ้นดีในท้ายที่สุด
ณ ตอนนั้น เหล่ากองกำลังที่ทรงพลัง หรือไม่ก็เหล่าผู้ที่แข็งแกร่งต่างก็จดจำได้ดี
ราชันย์เทวะยุทธ์ที่คอยช่วยหญิงสาวคนนั้น ไม่อาจจะรับมือจากการโจมตีจากสามจักรพรรดิเทวะยุทธ์ของเผ่าพันธุ์เมดูซ่าได้เลย
ขนาดที่เขาใช้แรงโกรธในการขับพลังออกมาเพื่อรับมือ แต่ก็ยังไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์เบื้องหน้าได้ จุดจบของคนคนนั้นคือ การถูกสังหารจากจักรพรรดิเทวะยุทธ์ทั้งสามจากเผ่าพันธุ์เมดูซ่า
และนี่เป็นจุดจบของกองกำลังขนาดใหญ่ ที่ถูกทำให้ล่มสลายไปภายในค่ำคืนเดียว
จากนั้นเป็นต้นมา
ทุกคนที่รู้ว่าตูเจ๋อหลินนั้นมีความโกรธที่รุนแรงถึงเพียงนี้ ต่างก็จะไม่มีใครกล้ามายั่วโมโหเขา ไม่ว่าจะในสถานการณ์ไหนก็ตาม
ไม่เช่นนั้นแล้ว…
ภายในดาราจักรอสรพิษสวรรค์ เหตุการณ์สะท้านโลกได้เกิดขึ้นอีกแน่
แต่…
ไม่มีใครคิดจริง ๆ ว่าเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ นับตั้งแต่วันที่กองกำลังขนาดใหญ่ถูกขจัดหายไปจากดินแดนแห่งนี้ วันนี้ก็มีผู้ปลุกพลังปริศนามาทำให้ตูเจ๋อหลินโกรธเคืองปรากฏขึ้นมาเสียแล้ว
“ตอนนี้เขาจะรู้สึกเสียใจหรือยังน่ะ?”
“เขาจะรู้หรือยังเหอะ ว่าการเสนอราคาของเขาทำให้ตูเจ๋อหลินโกรธขนาดนี้!”
“ถ้ายอมแพ้ตอนนี้ยังทันนะ เพราะไม่งั้นทั้งเขา ทั้งตระกูล ทั้งกองกำลังที่คอยหนุนหลังเขาจะต้องถูกกำจัดจนสิ้นซากแน่!”
“ถ้าฉันเป็นเขา ฉันคงจะยอมปล่อยของชิ้นนี้ไป แล้วยอมคุกเข่าขอขมาให้ ต่อให้ฉันไม่รอดชีวิต อย่างน้อย ๆ ครอบครัวก็ยังรอดไปได้”
“คนมันรนหาที่ตายเอง ใครจะทำอะไรได้ล่ะ?”
ผู้ปลุกพลังจากกองกำลังขนาดใหญ่ต่างเริ่มคุยกันเกี่ยวกับเรื่องนี้เบา ๆ
พวกเขาเกือบจะทุกคนเชื่อว่าราชันย์เทวะยุทธ์ผู้นี้จะต้องตายแน่ ๆ
และพวกเขาก็ยังคิดด้วยว่า มันมีโอกาสสูงที่จะได้เห็นราชันย์เทวะยุทธ์ผู้นี้ก้มขอขมาตูเจ๋อหลิน และขอให้อีกฝ่ายไว้ชีวิตครอบครัวของเขาแน่นอน
แต่…
สิ่งที่ทุกคนไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นอีกครั้ง
ขณะที่เสียงของตูเจ๋อหลินเงียบลง ทั่วทั้งสถานที่ก็เงียบสงบลงไป ทันใดนั้นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมา
“50,100 ล้านหินหยก”
โอ้!
เสียงเสนอราคาดังกังวานไปทั่วโถงที่เงียบสงัด ทั่วทุกมุมของโถงนี้ สามารถได้ยินเสียงของเขาได้ชัดเจน มันเปรียบเสมือนน้ำเย็นที่เทราดลงไปในน้ำร้อน ชั่วพริบตานั้น เสียงพูดคุยอื้ออึงจอแจก็ดังขึ้นทันตา
ไม่มีใครคาดคิดจริง ๆ
ราชันย์เทวะยุทธ์ผู้นี้กล้าที่จะเสนอราคาต่องั้นเหรอ!?
นี่เขาเป็นบ้าจริงหรือไง!
“บ้า! บ้าไปแล้ว!”
“เขาจะต้องเป็นบ้าอย่างแน่นอน!”
“ต่อให้ตัวเองไม่คิดจะมีชีวิตอยู่ต่อแล้ว แต่ก็หัดคิดถึงครอบครัวไม่ก็ญาติบ้างสิ!”
“รู้ทั้งรู้ว่าตูเจ๋อหลินกำลังโกรธ แต่ก็ยังกล้าที่จะต่อราคา มองยังไงก็หาเรื่องตายชัด ๆ”
“เขาบ้าบิ่นขนาดนี้ตลอดหรือเปล่า?”
“อยากรู้จริงว่าฝึกฝนมาจนเป็นราชันย์เทวะยุทธ์ได้ยังไงโดยไม่ตายก่อน?”
“บางทีอาจจะโชคดี หรือไม่ก็อาจจะมีเหตุผลอื่น แต่เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ การที่เขาไปยั่วโมโหตูเจ๋อหลิน มันไม่ต่างอะไรกับเด็ดหัวตัวเองทั้งนั้น เขาไม่รอดแน่!”
ทุกคนพูดคุยกัน ด้วยหัวข้อสนทนาแบบเดียวกัน นั่นคือการเสนอราคารอบล่าสุดของราชันย์เทวะยุทธ์ผู้นี้
…
ภายใต้ทุกสายตา ราชันย์เทวะยุทธ์ผู้เป็นประเด็นไม่ได้แสดงท่าทีหวั่นเกรงแต่อย่างใด ราวกับว่าเขาไม่ใช่ผู้ที่เสนอราคาไปเมื่อครู่นี้
ราชันย์เทวะยุทธ์ผู้นี้ก็คือ ฉู่โม่ว
ถึงแม้ว่าตูเจ๋อหลินจะกำลังโกรธเคืองมาก ๆ แต่เขาก็ไม่มีทางทำอะไรฉู่โม่วได้อย่างแน่นอน
ไม่ต้องพูดถึงการที่เขาต้องการเพลิงเทวะสุริยันชิ้นนี้ หรือเพราะอยากจะกวนประสาทตูเจ๋อหลิน
ภายใต้การกระทำนี้ เขาไม่ได้รู้สึกอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว
“50,100 ล้านหินหยกครั้งที่หนึ่ง!”
“50,100 ล้านหินหยกครั้งที่สอง!”
เสียงของตู่ลู่ที่เริ่มทวนราคาดังขึ้นทั่วทั้งโถงการประมูล
เสียงนี้เสมือนนาฬิกาที่กำลังนับถอยหลังสู่ความตาย ทุก ๆ ครั้งที่จำนวนครั้งถูกนับ จิตสังหารภายในดวงตาของตูเจ๋อหลินก็เพิ่มขึ้น
“50,100 ล้านหินหยกครั้งที่สาม!”
“ยินดีด้วยครับ ท่านได้รับเพลิงเทวะสุริยันในราคา 50,100 ล้านหินหยก!”
เสียงของตู่ลู่ดังกังวานอีกครั้ง
สมบัติที่ควรจะมีมูลค่ากว่าแปดหมื่นล้านหินหยก หรือเผลอ ๆ ควรจะมีราคาถึงแสนล้านหินหยก ถูกฉู่โม่วประมูลไปเพียงห้าหมื่นล้านหินหยกเท่านั้น
หากเป็นเวลาปกติ เหล่าผู้แข็งแกร่งหรือผู้เย่อหยิ่งจากหลายกองกำลังหลายตระกูลคงจะต้องอิจฉาริษยาแน่ ๆ
แต่ทว่าตอนนี้ ในสายตาทุกคนกลับเป็นความสงสารแทน
สมบัติชิ้นนี้ดีอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่ผู้ที่ได้มันไปจะมีชีวิตได้อยู่ใช้หรือเปล่านั่นอีกเรื่อง!
การที่ราชันย์เทวะยุทธ์ลึกลับผู้นี้กล้าประมูลเพลิงเทวะสุริยันด้วยราคาที่สูงกว่าตูเจ๋อหลินนิดเดียว นั่นหมายถึงเขารนหาที่ตายจริง ๆ ทุกคนเกรงกลัวว่าคนคนนี้จะไม่มีโอกาสได้สุขภิรมย์อย่างแน่นอน
เขาจบเห่แน่
ความพยายามทุกอย่างจะสูญเปล่า!
…
ฉู่โม่วยังคงอยู่ในท่าทีไม่แยแส เขาหยิบเอาถุงเก็บของออกมา เดินไปหาตู่ลู่และส่งมันให้
ตู่ลู่รับถุงดังกล่าวไปนับจำนวนเงินที่อยู่ภายใน ภายหลังจากยืนยันแล้วว่าหินหยกภายในถุงนั้นมีครบตามจำนวนที่ต้องจ่าย เขาก็ยื่นมือออกไปและหยิบเอากล่องหยกที่ผนึกเพลิงเทวะสุริยันเอาไว้มาส่งให้ฉู่โม่ว
“ยินดีด้วยครับ”
“นี่เพลิงเทวะสุริยันของคุณ”
“หวังว่าคุณจะกลับมาหาพวกเราอีกในอนาคตนะครับ”
วินาทีที่ส่งมอบกล่องหยกให้ฉู่โม่ว ตู่ลู่ก็แอบพูดด้วยเสียงเบา และพูดในสิ่งที่มีความหมายลึกซึ้ง
ฉู่โม่วไม่ได้พูดอะไรตอบ เขาเพียงยิ้มน้อย ๆ แล้วเก็บกล่องหยกนั้นลงไปในมิติพกพา ก่อนจะหันหน้ากลับไปยังที่นั่งของตน
แววตาที่เฉียบคมมองไปยังร่างของราชันย์เทวะยุทธ์หนุ่ม
ยามที่เจ้าตัวหันกลับไปตามสายตา เขาก็พบว่าเจ้าของสายตานั้นคือตูเจ๋อหลิน เขายิ้มให้อีกฝ่ายและเตรียมที่จะออกจากงานประมูลหลังได้สิ่งของที่เขาต้องการ
ทว่า…
ขณะที่ฉู่โม่วกำลังออกไป เขาก็ได้ยินเสียงของตู่ลู่พูดขึ้น
“อันดับต่อไป สิ่งที่หอการค้าจูหยวนของพวกเราตั้งใจจะนำเสนอนั้น เป็นอะไรที่ค่อนข้างพิเศษ และมันไม่ได้ด้อยไปกว่าเพลิงเทวะสุริยันเลย!”
“สิ่งนี้คือซากกระบี่ครับ!”
สิ้นเสียงนั้น
ทั่วทั้งโถงการประมูล มันก็ถูกสาดส่องด้วยแสงของคมกระบี่เสมือนว่ามีกลิ่นอายของกระบี่คละคลุ้งอยู่ในที่แห่งนี้ ไม่เพียงเท่านั้น มันยังมีกลิ่นอายของโบราณกาลคละคลุ้งขึ้นมาด้วย กลิ่นอายเหล่านี้ประกอบด้วยกลิ่นมากมายเสมือนว่าเป็นกลิ่นอายปีศาจชั่วร้ายที่ผุดขึ้นมาจากเก้านรก และมันกำลังครอบงำทุกสายตาของผู้ชมในทันที
“นี่มัน…”
ฉู่โม่วถูกดึงความสนใจกลับมาอีกครั้ง
เขาอดที่จะมองไปยังสิ่งนั้นไม่ได้
ภายในความเงียบสงบ แสงสว่างปรากฏขึ้น ซึ่งแสงนั้นมาจากกระบี่ที่แตกหักนี้
แม้รูปลักษณ์มันจะดูเรียบง่ายและไม่มีอะไรพิเศษ รวมถึงมีรอยด่างดำดูไร้ซึ่งสง่าราศี
แต่มันกลับปลดปล่อยพลังอันยิ่งใหญ่เสมือนทะเลที่กว้างไกล เพียงแค่มองแวบแรก ฉู่โม่วก็สัมผัสได้ถึงกองซากศพที่สูงดั่งภูเขา และเลือดสีแดงหลั่งท่วมจนเป็นผืนทะเล เหล่าสรรพสิ่งกำลังชุ่มเลือด นอกจากนี้ก็สัมผัสได้ถึงสวรรค์ที่ล่มสลาย ทำให้เขารู้สึกจมดิ่งลงไปกับมัน
ณ ตอนนั้น
ฉู่โม่วตัดสินใจที่จะล้มเลิกความคิดที่จะจากไปแล้ว
ถัดไป