ระบบกลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 912 ความเกรี้ยวกราดของราชาแห่งราชวงศ์จันทราเลือด
บทที่ 912 ความเกรี้ยวกราดของราชาแห่งราชวงศ์จันทราเลือด
หลังจากที่ฉู่โม่วจากไปแล้ว ไม่ถึงครึ่งวัน ร่างกว่าสิบร่างก็มุ่งหน้ามายังเขตแดนลับนี้
และเมื่อเขาเห็นสภาพของเขตแดนลับที่พังไม่มีชิ้นดี พวกเขาต่างก็ตกตะลึง
มันใช้เวลานานกว่าพวกเขาจะได้สติกลับมา
ทันทีหลังจากนั้น
เสียงร้องอันเกิดจากความไม่เชื่อในสายตาตนเองของชายที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาพวกเขาก็ดังขึ้น “นี่มัน…นี่มันเกิดอะไรขึ้น!”
เขาคือราชาแห่งราชวงศ์จันทราเลือดที่เร่งฝีเท้ากลับมา
ตั้งแต่ที่องค์ชายรองแห่งราชวงศ์ชางหลางตายลงไปในเขตแดนของอาณาจักรจันทราสีเลือด ถึงแม้ว่าเขาพยายามจะทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดขึ้น ท้ายที่สุด สิ่งที่เขาไม่อยากเห็นมันก็มา
ราชวงศ์ชางหลางจัดกองกำลังขนาดใหญ่เข้ามาโจมตีพวกเขา และยิ่งเวลาผ่านไป ขอบเขตการต่อสู้ก็ยิ่งกว้างขวางขึ้นเรื่อย ๆ
ในท้ายที่สุด มันก็ถึงขั้นที่เขาต้องออกไปบัญชาการการรบที่แนวหน้าด้วยตนเอง
ด้วยความสาหัสของสถานการณ์ การบุกทะลวงของราชวงศ์ชางหลางเกินกว่าที่เขาจะควบคุมได้ ดังนั้นเขาจึงคิดจะติดต่อเพื่อเจรจากับราชาแห่งชางหลาง แต่ก่อนจะได้ทำเช่นนั้น เขาก็ได้ข่าวมาจากแนวหลัง เพราะงั้นเขาจึงรีบกลับมาที่นี่
ทว่าภาพที่อยู่ตรงหน้าเขามันช่างน่าเจ็บปวดเหลือเกิน
เขตแดนลับอันเป็นหัวใจสำคัญของราชวงศ์ถูกทำลายจนย่อยยับ บรรพชนถูกสังหาร ไหนจะราชันย์เทวะยุทธ์อีกหกคนที่ประจำการอยู่ที่นี่เองก็ไม่สามารถติดต่อได้ด้วย
สมบัติลึกลับมากมายที่สั่งสมเอาไว้ หรือแม้แต่ไม้ตายลับอย่าง จิตวิญญาณที่แท้จริงของผู้มีพลังเหนือสรรพสิ่งเองก็หายไปด้วย
ภาพเช่นนี้ทำให้ราชาแห่งราชวงศ์จันทราเลือดเกือบจะสำลักเลือดออกมาได้เลย
อันที่จริง
ตอนมาถึงที่นี่ เขาเกือบจะเป็นลมไปแล้วด้วย
อย่างที่รู้กันว่า เขตแดนลับแห่งนี้คือหัวใจหลักของราชวงศ์จันทราเลือด แม้ตัวราชวงศ์จะถึงคราวอวสานในอนาคต แต่ด้วยสมบัติที่สะสมไว้ในเขตแดนลับแห่งนี้ มันก็ยังพอทำให้พวกเขามีโอกาสที่จะกลับมาได้
แต่ตอนนี้…
สมบัติภายในนี้ทุกอย่างถูกขโมยไปหมด แม้แต่รูปปั้นดินที่เป็นตัวแทนของจิตวิญญาณ ที่พวกเขาเก็บงำมากว่าร้อยพันปีก็ถูกขโมยเอาไปด้วย
ทั่วทั้งเขตแดนลับกลายเป็นดินแดนรกร้าง ทุกอย่างว่างเปล่า
เช่นนั้นแล้วจะให้เขายอมรับได้อย่างไร?
“ใคร! ใครมันกล้าทำขนาดนี้!”
กลิ่นอายอันทรงพลังของราชันย์เทวะยุทธ์ถูกปลดปล่อยออกมา มันกระจายขึ้นไปยังฟากฟ้า ที่แห่งใดที่กลิ่นอายได้ลอยผ่านไป แม้แต่ห้วงมิติบนฟ้าก็ยังต้องสั่นสะเทือน ผู้ปลุกพลังมากมายสั่นเทาราวกับโลกและสวรรค์กำลังจะแตกสลาย
“องค์ราชาครับ ใจเย็นลงก่อนเถอะครับ! องค์ราชาครับ!”
ผู้ปลุกพลังที่อยู่ใกล้ ๆ รีบเข้าไปเตือนเขา เพราะกลัวว่าราชาแห่งราชวงศ์จันทราเลือดนี้จะสติแตก
“ใจเย็นเหรอ? นายยจะให้ฉันใจเย็นกับสถานการณ์แบบนี้งั้นเหรอ!!!”
แววตาของราชาแห่งราชวงศ์จันทราเลือดแดงก่ำ เขาพูดด้วยเสียงที่เหือดแห้ง “บรรพชนของฉันตาย ราชันย์เทวะยุทธ์ทั้งหกก็หายสาบสูญ แม้แต่ดินแดนแห่งบรรพชนประจำราชวงศ์ก็พลอยถูกทำลายโดยคนนอกไปด้วย สมบัติทุกอย่างที่สั่งสมมาหายสาบสูญ ประวัติศาสตร์ที่ราชวงศ์ของฉันสั่งสมมานับแสนปีพังทลายหมดแล้ว! … เรื่องมันเป็นถึงขนาดนี้แล้ว นายยังจะให้ฉันใจเย็นอยู่อีกงั้นเหรอ!!”
ราชันย์เทวะยุทธ์ที่ทรงพลังรีบเกลี้ยกล่อม “องค์ราชาครับ เรื่องมาถึงจุดนี้แล้ว ท่านโกรธไปก็ทำอะไรไม่ได้ สิ่งที่ควรเร่งกระทำที่สุดคือต้องรีบปิดข่าวโดยเร็วครับ ไม่เช่นนั้น…ถ้าพวกชางหลางรู้เข้าละก็ ผมเกรงกลัวว่าพวกเขาจะกระหน่ำโจมตีพวกเราหนักขึ้นอีก!”
“หากเป็นแบบนั้น ความพยายามก่อนหน้าของพวกเราจะสูญเปล่าหมดเลยนะครับ!”
มีหรือที่ราชาแห่งราชวงศ์จันทราเลือดจะไม่รู้เรื่องนี้?
ทว่าเพราะสิ่งที่เขาเห็นด้วยตาตนเอง ประวัติศาสตร์นับร้อยพันปีของราชวงศ์มันถูกพังจนย่อยยับ จะให้เขาใจเย็นได้อย่างไร? จะให้เขาไม่โกรธได้อย่างไร?
แต่… อย่างไรเสียเขาก็ไม่ใช่คนธรรมดา
ดังนั้นในเวลาไม่นาน เขาก็ได้สติกลับมา
ณ เวลานี้ ราชวงศ์ถือว่าไม่มั่นคงเอาเสียมาก ๆ ไหนจะยังการต่อสู้กับราชวงศ์ชางหลางที่ยังคงดำเนินอยู่อีก หากอีกฝ่ายรู้ถึงสภาวะของราชวงศ์ปัจจุบันละก็ พวกเขาจะต้องใช้โอกาสนี้กระหน่ำโจมตีเข้ามาแน่ ๆ
หากปล่อยให้เป็นแบบนั้น พวกเขาจะไม่มีอะไรไปต่อกรเลยจริง ๆ
ยังไม่ต้องพูดถึงราชวงศ์อื่น
เพราะในราชวงศ์ยังมีตระกูลใหญ่อยู่อีก หากตระกูลใหญ่เหล่านี้รู้ว่าตระกูลหลวงไม่เหลืออะไรแล้ว บางทีมันอาจจะทำให้พวกเขาเลือกที่จะก่อกบฏขึ้นมาได้ง่าย ๆ เลย
เพราะงั้นแล้ว…
ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ที่เจ็บปวดหัวใจ เขาก็ต้องทนเอาไว้ให้ได้
หลังจากครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งแล้ว ราชาแห่งราชวงศ์จันทราเลือดก็พูดด้วยเสียงหนักแน่น “ในนามของราชา ฉันขอสั่งให้สังหารผู้ปลุกพลังทุกคนที่ได้เข้าไปในเขตแดนลับนี้แล้ว เพื่อป้องกันการรั่วไหลของเขตแดนลับ หากพวกเขาเป็นสมาชิกของตระกูลหลัก พวกเขาจะถูกจองจำไว้ในเขตแดนลับแห่งนี้”
“ส่วนสงครามกับราชวงศ์ชางหลาง ส่งใครสักคนไปติดต่อราชาแห่งชางหลางแล้วบอกไปว่าราชาของพวกเขาต้องการสงบศึก ให้ทางนั้นเสนอราคามาว่าต้องจ่ายเท่าไหร่ พวกเขาถึงจะยอมถอย… ถึงแม้ว่านี่จะทำเพื่อความสงบสุข แต่จงจำไว้ว่าห้ามจังงัง ห้ามให้ราชาแห่งชางหลางรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเรา”
“นอกจากนี้…”
พูดเช่นนั้นแล้ว ราชาแห่งจันทราเลือดก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาตัดสินใจพูดขึ้น “ส่งข้อความไปหาราชาแห่งอาณาจักรหมาป่าสวรรค์ บอกไปว่าเกิดปัญหาขึ้นในราชวงศ์จันทราเลือด และฉันหวังว่าพวกเขาจะส่งจักรพรรดิเทวะยุทธ์ที่แข็งแกร่งมาช่วยพวกเรา”
“องค์ราชา…”
ได้ยินแบบนั้น ราชันย์เทวะยุทธ์ก็อดที่จะขมวดคิ้วไม่ได้ “อาณาจักรหมาป่าสวรรค์อยากจะสอดมือเข้ามายังอาณาจักรของพวกเราอยู่แล้ว ตอนนี้มันง่ายที่จะขอกำลังเป็นจักรพรรดิเทวะยุทธ์จากพวกเขา แต่ถ้าจะไล่ออกไปในอนาคต คงจะเป็นเรื่องยาก…ท่านคิดดีแล้วเหรอครับ?”
“ถ้านายไม่ไปขอให้เขาส่งจักรพรรดิเทวะยุทธ์มาช่วย แล้วนายจะทำยังไง?”
“ตอนนี้ขุมกำลังหลักทั้งตัวคนและสิ่งของที่พวกเราเคยมีล่มสลายหมดแล้ว รวมถึงราชันย์เทวะยุทธ์ทั้งหกคนของพวกเราที่ตอนนี้จะเป็นตายร้ายดียังไงก็ยังไม่อาจจะตอบได้ พวกเขาหายสาบสูญไปราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่เลย ตอนนี้พวกเราจำเป็นต้องขอให้ทางอาณาจักรช่วยเท่านั้น ไม่เช่นนั้น ทุกสิ่งที่เราสร้างมา มันจะพังทลายทั้งหมด”
“ยังไม่พูดถึง…”
น้ำเสียงของราชาแห่งจันทราเลือดเปลี่ยนไป มันเต็มไปด้วยความตึงเครียดและเกลียดชัง “เจ้าหัวขโมยนั่น ใช้ประโยชน์จากช่วงที่ฉันวุ่นวาย ขโมยเอาสมบัติของฉันที่สั่งสมมานับแสนปีไปหมด หากไม่ล้างแค้นนี้ให้สำเร็จ ต่อให้ฉันตายไป ฉันก็คงไม่สงบสุขแน่… เพราะงั้น ไม่ว่าจะด้วยอะไร ก็ต้องเด็ดหัวมันให้ได้!”
ทันทีที่พูดออกมาแบบนั้น
ทุกคนที่ได้ฟังต่างก็หนาวสั่นกันทั้งตัว พวกเขารู้สึกเหมือนหนังของตนถูกลอกออก
คนเหล่านี้รู้…
ว่าถ้าราชาของตนบอกว่าจะฆ่าก็คือจะฆ่า ไม่สนว่าจะต้องแลกมากับอะไร และเขาจะไม่ลังเล
เพราะงั้นตอนนี้ พวกเขาจึงมองหน้ากันเอง และไม่มีใครกล้าเกลี้ยกล่อมราชาของตนอีก
…
ขณะเดียวกัน
ฉู่โม่วได้ออกมายังดาวที่อยู่ไกลออกไปเป็นที่เรียบร้อย ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกหนาวสั่นไปทั้งตัวราวกับกำลังตกเป็นเป้าหมายของอะไรที่น่ากลัวมาก ๆ
เขาเหลือบไปมองโชคชะตาที่อยู่เหนือหัวตน
แต่ก็พบว่า… หม้อทองคำแห่งโชคชะตายังคงสยบห้วงมิติเอาไว้ได้ ในส่วนของมังกรทองแห่งโชคชะตาก็ลอยไปลอยมาอยู่รอบข้าง สร้างบรรยากาศที่สว่างไสว
ในห้วงมิติที่ไกลออกไป หมาป่าสีเลือดตัวหนึ่งกำลังร้องคำราม ทว่าเมื่อมังกรทองคำแห่งโชคชะตาเคลื่อนตัวผ่านหัวมันไป หมาป่าสีเลือดตนนั้นก็หยุดร้องและแสดงท่าทีของความหวาดกลัวแทน
“หรือว่านี่คือ… การแก้แค้นจากราชวงศ์จันทราเลือดเหรอ?”
เห็นเช่นนั้น ฉู่โม่วก็เหมือนจะตระหนักได้
แต่เขาก็ไม่ได้กังวลอะไรนัก
หากมองย้อนกลับไป ก็จะพอเห็นได้ว่าราชวงศ์จันทราเลือดนี้ ไม่ได้มีผลอะไรกับฉู่โม่วเลย
ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะหาตัวเขาเจอ เขาก็ไม่ได้เกรงกลัวแต่อย่างใด
ด้วยพลังของเขา ณ ปัจจุบันนี้ ตราบใดก็ตามที่ไม่มีจุดสูงสุดของขั้นจักรพรรดิเทวะยุทธ์ปรากฏตัวขึ้นมา เขาสามารถสู้ได้กับทุกคน หรือแม้แต่จักรพรรดิเทวะยุทธ์ระดับกลางด้วย อย่างไรก็ตาม หากเป็นจักรพรรดิเทวะยุทธ์ที่ช่ำชองศึกหน่อย เขาคงจะต้องระวังตัวเพิ่มขึ้น
แต่ในสถานการณ์ตอนนี้
ราชวงศ์จันทราเลือดไม่มีอะไรให้เขาต้องกังวล
‘ตอนนี้ฉันได้สมบัติจากราชวงศ์จันทราเลือดมามากพอสมควรแล้ว ขั้นต่อไปก็หาโอกาสดี ๆ แล้วค่อย ๆ เปลี่ยนมันเป็นพลังของฉัน’
ฉู่โม่วคิดกับตนเอง