บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 348 คำเชิญหนึ่งปู่ลู่
แววตาของลู่เยี่ยหดตัวลง รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง เจ้าหมอนี่ที่ดูเหมือนสมองจะมีปัญหากลับกลายเป็นเซียนผีตนนั้นงันหรือ?
หนึ่งปู่ลู่พลันตบปากตัวเองทีหนึ่ง พลางกล่าวอย่างนึกเสียใจว่า “น่าเสียดายจริงๆ ที่ตอนพวกเราเจอกันเมื่อวาน ข้าไม่ได้ต้อนรับขับสู้เจ้าให้ดีกว่านี้ ต้องขออภัยด้วยนะ”
ลู่เยี่ยกล่าวอย่างทอดถอนใจ “ข้าเองก็คาดไม่ถึงว่า เซียนผีผู้ยิ่งใหญ่กลับดูเหมือนคนสมองมีปัญหา”
หนึ่งปู่ลู่ระเบิดเสียงหัวเราะ “งั้นเอาอย่างนี้ พรุ่งนี้เจ้าไปที่เขาเพลิงกัลป์ แล้วข้าจะต้อนรับเจ้าเป็นอย่างดี!”
ลู่เยี่ยถามอย่างไม่แสดงอาการใดๆ “ทำไมถึงไม่เป็นตอนนี้ล่ะ?”
หนึ่งปู่ลู่ชี้ไปที่เจดีย์หมื่นเร้นลับ “เจ้านี่มันจับตาดูอยู่ ทำให้ข้ารู้สึกไม่สบายใจเลย” จากนั้นเขาก็หันมามองลู่เยี่ยด้วยสายตาที่มีความหมายลึกซึ้ง “สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เจ้าเป็นคนพิเศษมาก คู่ควรให้ข้าหนึ่งปู่ลู่ต้อนรับด้วยพิธีการอันสมเกียรติที่สุด!”
หนึ่งปู่ลู่เว้นจังหวะครู่หนึ่งแล้วยิ้มตาหยีกล่าวต่อ “เจ้าไม่อาจปฏิเสธได้ มิเช่นนั้นข้าคงทำได้เพียงหันไปต้อนรับท่านอารองของเจ้าแทนเสียแล้ว” กล่าวจบเขาก็หันหลังเตรียมจะจากไป
“ช้าก่อน” ลู่เยี่ยกล่าวขึ้นอย่างกะทันหัน “หากข้าไปที่หุบเขาเซียนดับสูญโดยตรง เพื่อช่วยเจดีย์หมื่นเร้นลับสังหารหนึ่งปูกุย เจ้าคิดว่าเป็นอย่างไร?”
หนึ่งปู่ลู่ชะงักไปชั่วขณะ “ส่งเสียงบูรพาฝ่าตีประจิมงั้นหรือ?”
ลู่เยี่ยกล่าว “ข้าได้ยินมาว่าเจ้ากับหนึ่งปูกุยเป็นหนึ่งร่างสองวิญญาณ ข้าสังหารเขาก็เท่ากับช่วยเจ้าไม่ใช่หรือ?”
หนึ่งปู่ลู่หัวเราะเสียงดัง “ดีเลย! เจ้าไปเถิด! ข้าอยากจะเห็นนักว่า สำหรับเจ้าแล้ว ชีวิตของท่านอารองเจ้าสำคัญกว่า หรือการกำจัดหนึ่งปูกุยสำคัญกว่ากัน” เขากันหลังจากไป
ลู่เยี่ยร้องเรียกเสียงดัง “หากข้าเป็นเจ้า ป่านนี้ข้าคงลงมือไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องรอถึงพรุ่งนี้หรอก”
หนึ่งปู่ลู่ไม่หันกลับมา เพียงหัวเราะพลางกล่าว “อาหารดีย่อมไม่กลัวสาย จะรีบร้อนไปทำไม? อีกอย่าง…” เขาพลันหยุดฝีเท้า “เจ้าต้องเตรียมตัวให้ดีนะ การได้เป็นแขกที่สำคัญที่สุดของข้าหนึ่งปู่ลู่ ย่อมจะได้รับการดูแลที่พิเศษไม่เหมือนใคร!”
เสียงพูดยังก้องกังวานอยู่ แต่หนึ่งปู่ลู่ก็หัวเราะดังจากไปแล้ว ลู่เยี่ยขมวดคิ้วมุ่น หนึ่งปู่ลู่ทำให้เขารู้สึกอันตรายเกินไป! ยังไม่อาจคาดเดาความคิดได้เลย ในขณะที่ปะทะคารมกับอีกฝ่ายเมื่อครู่ ลู่เยี่ยถึงกับสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่ง ‘ความตาย’ หลายต่อหลายครั้ง อีกฝ่ายเคยเกิดจิตสังหารขึ้นจริงๆ หลายครั้ง! สิ่งที่ทำให้ลู่เยี่ยคาดเดาไม่ถูกคือ เหตุใดหนึ่งปู่ลู่ถึงอดกลั้นไว้ได้
“เมื่อครู่ท่านเห็นหนึ่งปู่ลู่หรือไม่?” ลู่เยี่ยหันกายไปถามเจดีย์หมื่นเร้นลับ
“มองไม่เห็น แม้ว่าเขาจะเอ่ยปากสนทนากับเจ้า ข้าก็ไม่อาจรับรู้ถึงพลังลมปราณและตำแหน่งของเขาได้” ภายในเจดีย์หมื่นเร้นลับ เสียงของเสวียนหรงดังขึ้น
ลู่เยี่ยตอนนี้จึงมั่นใจแล้วว่า ในเขตหวงห้ามลึกลับที่ห้านี้ มีเพียงตนเท่านั้นที่สามารถมองเห็น ‘เซียนผี’ ผู้นี้ได้! และเห็นได้ชัดว่า เหตุผลที่อีกฝ่ายสามารถหลบซ่อนตัวจากคนอื่นๆ ได้ กุญแจสำคัญย่อมอยู่ที่ใบบัวใบนั้น
“ท่านพอจะรู้หรือไม่ว่า หนึ่งปู่ลู่แท้จริงแล้วเป็นคนเช่นไร?” ลู่เยี่ยอดถามไม่ได้
เสวียนหรงกล่าวว่า “ในเมื่อสหายเตาเคยเห็นภูเขาเทียนจินและเตาหลอมแห่งภัยพิบัติมาแล้ว ย่อมเข้าใจดีว่า ในเขตหวงห้ามลึกลับใหญ่แต่ละแห่ง ล้วนมีสุสานที่มีความเป็นมาพิเศษกระจายตัวอยู่ สุสานแต่ละแห่งล้วนมีที่มาอันยิ่งใหญ่ จำเป็นต้องใช้วัตถุผนึกมาสยบไว้ด้วยตนเอง และในเขตหวงห้ามลึกลับที่ห้าแห่งนี้ ร่างแท้ของหนึ่งปู่ลู่คือสิ่งที่พิเศษที่สุด”
“ข้าไม่แน่ใจว่าในตอนแรกเริ่ม ใครเป็นผู้สยบเขาไวที่นี่ แต่สหายเตาก็คงเห็นแล้วว่า เพียงเพื่อสยบเขาแค่คนเดียว กลับต้องใช้พลังส่วนใหญ่ของเจดีย์หมื่นเร้นลับ นอกจากนี้ ร่างแท้และวิญญาณทั้งสองของเขาถูกสยบไว้ในเขตต้องห้ามถึงสามแห่ง สิ่งนี้เพียงพอที่จะพิสูจน์ได้แล้วว่า ร่างแท้ของหนึ่งปู่ลู่นั้นน่าสะพรึงกลัวเพียงใด ส่วนสำหรับที่มาของเขานั้น… เกรงว่าจะมีเพียงผู้ที่สยบหนึ่งปู่ลู่และกักขังเขาไว้ที่นี่เท่านั้นที่รู้ความจริง”
ลู่เยี่ยรู้สึกว่าจิตใจของตนไม่อาจสงบลงได้ ความเป็นมาของหนึ่งปู่ลู่ลึกลับถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
“สหายเตาคิดจะทำอย่างไรต่อไป?” เสวียนหรงถามขึ้นอย่างกะทันหัน
ลู่เยี่ยตอบว่า “ในเมื่อเขาเชื้อเชิญด้วยความจริงใจ ข้าจะมีเหตุผลอันใดไม่ไปตามคำเชิญเล่า” ในดวงตาของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว ต่อให้การไปครั้งนี้จะดูไร้ความหวังก็ตาม แต่เขาก็ตองไป!
“สหายเตาสามารถไปสระสายฟ้าน้อยสักครั้งเพื่อไปพบกับเต่าเฒ่าตัวนั้น เขาคือสิ่งมีชีวิตที่อยู่มายาวนานที่สุดในเขตหวงห้ามลึกลับที่ห้า บางทีเจ้าอาจได้รับคำตอบบางอย่างจากเขาก็ได้” เสวียนหรงกล่าว
เต่าเฒ่าตัวนั้นหรือ? ลู่เยี่ยนึกขึ้นได้ว่าเซิ่งจุนอวิ่นซิวก็เคยกล่าวถึง ในการต่อสู้เมื่อวานนี้ เต่าเฒ่าตัวนั้นได้ลงมือทำลายภาพมารสวรรค์หมื่นวิญญาณ
สายหลักหมอผีสวรรค์ บนยอดเขาหลิงมู่ หลี่ชิวอวี่พร้อมด้วยศิษย์ของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ทั้งเก้าคน ทั้งหมดได้รับการช่วยเหลือแล้ว โดยมีเด็กสาวเซียนหนึ่งคอยดูแลด้วยตัวเอง จักรพรรดิหมอผีที่ยอมก้มหัวพ่ายแพ้ กลายเป็นนักโทษถูกจองจำอยู่ในโถกลืนสายฟ้า สิ่งที่รอจักรพรรดิหมอผีอยู่คือการพิจารณาโทษจากหกสายยอยของเผ่าหมอผี
ทว่าในตอนนั้นเอง หนึ่งปู่ลู่ก็มาถึง ครั้งนี้เขาไม่ได้ปิดบังร่องรอย แต่ปรากฏตัวต่อหน้าทุกคนอย่างเปิดเผย ทันใดนั้น ทุกคนต่างตกตะลึงจนขวัญหนีดีฝ่อ ถูกกดทับด้วยกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ออกมาจากร่างของหนึ่งปู่ลู่
หนึ่งปู่ลู่ยิ้มพลางกล่าวว่า “ทุกท่านโปรดอย่าตกใจ ข้ามาเพื่อส่งเทียบเชิญให้พวกท่านเท่านั้น พรุ่งนี้ข้าจะต้อนรับลู่เยี่ยที่เขาเพลิงกัลป์ด้วยตนเอง ทุกท่านสามารถไปร่วมเป็นสักขีพยานได้!”
ขณะกำลังพูดอยู่นั้น เขาพลันยื่นมือออกไปคว้าโถกลืนสายฟ้ามาจากระยะไกล เขาก้มลงมองภายในโถกลืนสายฟ้าแล้วกล่าวยิ้มๆ “จักรพรรดิหมอผี เจ้าเองก็ต้องมาด้วยนะ”
“หนึ่ง… หนึ่งปู่ลู่… เหตุใดจึงเป็นเจ้า?” จากภายในโถกลืนสายฟ้า มีเสียงตกใจของจักรพรรดิหมอผีดังออกมา
หนึ่งปู่ลู่! ทุกคนในที่นั้นราวกับถูกฟ้าผ่า ใจสั่นสะท้านราวกับเกิดคลื่นลม ที่แท้ก็คือเซียนผีตนนั้น! เขาหลุดพ้นจากหุบเขาเซียนดับสูญมาได้อย่างไร?
หนึ่งปู่ลู่ยกมือขึ้นโยนโถกลืนสายฟ้าคืนให้กับเลยเซียว หลังจากนั้นเขาก็กวาดสายตามองทุกคนที่อยู่ในที่นั้น แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “จำไว้ให้ดีล่ะ พรุ่งนี้ต้องมากันทุกคนนะ”
เสียงยังคงก้องกังวานอยู่ แต่ร่างของเขาได้หายวับไปอย่างไร้สุ้มเสียง เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ต้นจนจบเขาไม่ได้ทำร้ายใครเลยจริงๆ แต่การปรากฏตัวของเขากลับทำให้ทุกคนเกิดความหวาดกลัวที่บรรยายไม่ถูก ใครบ้างจะกล้าลืมคำเล่าลือที่ว่า หากเซียนผีปรากฏตัว ทั่วทั้งเขตหวงห้ามลึกลับที่ห้าจะต้องประสบภัยพิบัติ?
“ที่เขาบอกว่าพรุ่งนี้จะต้อนรับท่านผู้อาวุโสลู่ด้วยตัวเอง นั่นหมายความว่าเขาจะประลองฝีมือกับท่านผู้อาวุโสลู่ใช่หรือไม่?” เด็กสาวเซียนหนึ่งเอ่ยปากทำลายความเงียบงัน ทุกคนเพิ่งรู้สึกตัวราวกับตื่นจากความฝัน ได้สติกลับมาจากความตกตะลึง
“จริงด้วย! มีท่านผู้อาวุโสลู่อยู่ จะต้องกลัวเซียนผีไปทำไม?” ดวงตาของเลยเซียวเปล่งประกาย “พรุ่งนี้พวกเราทุกคนไปร่วมงานกัน!”
สำหรับลู่เยี่ยแล้ว พวกเขาทุกคนล้วนมีความเคารพยำเกรงและความเชื่อใจที่เกือบจะบูชาอย่างไม่ลืมหูลืมตา มีเพียงหลี่ชิวอวี่และคนอื่นๆ ที่รู้สึกงุนงง ลู่เยี่ยกลายเป็น ‘ท่านผู้อาวุโสลู่’ ตั้งแต่เมื่อใดกัน?
เมื่อลู่เยี่ยกลับมา เขาก็ได้รับรู้ข่าวเรื่องที่หนึ่งปู่ลู่เคยมาเยือนที่นี่ ‘เจ้าหมอนี่ถึงกับเชิญคนมากมายไปร่วมงาน… เขาต้องการทำอะไรกันแน่?’ ลู่เยี่ยขมวดคิ้ว รู้สึกว่ายิ่งมองไม่เข้าใจคนผู้นี้มากขึ้นเรื่อยๆ
เขาตัดสินใจทันทีว่าจะมุ่งหน้าไปยังเมืองสี่ทิศโดยไม่รีรอ ระหว่างออกเดินทางลู่เยี่ยได้พาหลี่ชิวอวี่และคนอื่นๆ ไปด้วย
“ศิษย์น้องลู่ เหตุใดเจ้าถึงกลายเป็นผู้อาวุโสในสายตาของพวกผู้มีพลังน่าสะพรึงกลัวเหล่านั้นไปได้ล่ะ?” ระหว่างทางหลี่ชิวอวี่อดถามขึ้นมาไม่ได้ เช่นเดียวกับเขา ศิษย์สำนักกระบี่เก้าสวรรค์คนอื่นๆ ต่างก็รู้สึกสงสัยเป็นอย่างยิ่ง
ลู่เยี่ยจิบสุราพลางตอบว่า “เรื่องมันซับซ้อน ไม่พูดถึงมันจะดีกว่า” เขากลับเป็นฝ่ายถามถึงความเป็นอยู่ของคนในตระกูลลู่แทน ในโลกใบนี้ สิ่งที่ลู่เยี่ยเป็นห่วงที่สุดย่อมหนีไม่พ้นคนในครอบครัวของเขาเอง หลี่ชิวอวี่ตอบด้วยรอยยิ้ม เล่าถึงสถานการณ์ล่าสุดหลังจากคนตระกูลลู่ย้ายไปยังสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ทั้งหมดอย่างละเอียด
‘พรุ่งนี้ข้าก็จะต้องประลองกำลังกับหนึ่งปู่ลู่แล้ว ไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะมีโอกาสได้กลับไปอีกหรือไม่…’ ลู่เยี่ยพึมพำในใจ เขามีลางสังหรณ์ว่า พรุ่งนี้จะเผชิญกับภัยอันตรายที่ร้ายแรงที่สุดในชีวิตของตน