บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 337 ลบล้างกฎเกณฑ์แห่งมิติกาลเวลา
บรรยากาศในตำหนักใหญ่เงียบสงัด มีเพียงเสียงของเฟิ่นหงที่ดังขึ้น
“หลังจากท่านเซิ่งจุนกลับมา ท่านได้ตัดสินอย่างชัดเจนว่า ลู่ซิงอีคนนั้นมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะถูกผู้แข็งแกร่งผู้ไร้เทียมทานบางท่านแย่งชิงร่าง!”
ลู่เยี่ยชะงักไปครู่หนึ่ง นางปีศาจเฒ่านั้นไปเอาหลักฐานมาจากไหนถึงกล้าฟันธงเช่นนี้? หากเป็นจริงตามนั้น นั่นไม่ได้หมายความว่าแม้ท่านอารองจะยังมีชีวิตอยู่ ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะถูก ‘แย่งชิงร่าง’ ไปแล้วหรอกหรือ?
ลู่เยี่ยอดไม่ได้ที่จะคลึงหว่างคิ้วตัวเอง “แล้วตอนนี้ลู่ซิงอียังอยู่ที่เขาเพลิงกัลป์หรือไม่?”
“อยู่!” เฟิ่นหงกล่าว “พวกเราส่งคนไปประจำการอยู่แถวเขาเพลิงกัลป์ตั้งแต่เนิ่นๆ แล้ว คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของลู่ซิงอิตลอดเวลา”
ลู่เยี่ยพยักหน้า ไม่ว่าอย่างไรเขาเพลิงกัลป์แห่งนี้เขาจำเป็นต้องไปให้ได้
“เจียงหลิงเฉิน แม้ข้าจะช่วยเจ้าจัดการลู่เยี่ยไม่ได้ แต่ข้าสามารถช่วยเจ้าจัดการคนในตระกูลลู่ได้!” เฟิ่นหงเอ่ยขึ้นกะทันหัน
ลู่เยี่ยถามว่า “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
เฟิ่นหงแย้มยิ้มเล็กน้อย “ข้าเพิ่งได้รับข่าวเมื่อวานนี้ว่า คนในตระกูลลู่ทั้งหมดได้ย้ายไปอยู่ที่สำนักกระบี่เก้าสวรรค์แล้ว!”
ลู่เยี่ยหรี่ตาลง “เจ้าหมายความว่า?”
ดวงตาของเฟิ่นหงเปล่งประกายสังหาร กล่าวว่า “ส่งคนไปสังหารที่สำนักกระบี่เก้าสวรรค์ ล้างตระกูลลู่ให้นองเลือด ให้เหลือเพียงลู่เซียวคนเดียวเท่านั้นที่มีชีวิตรอด!”
“เขาเป็นพี่ชายแท้ๆ ของลู่เยี่ย สองพี่น้องสนิทกันที่สุด หากจับตัวลู่เซียวมาได้ การใช้เขาข่มขู่ลู่เยี่ยจะได้ผลดียิ่งกว่าลู่ซิงอีเสียอีก!”
ลู่เยี่ยกล่าวชม “ความคิดดี! เช่นนั้นเรื่องนี้ก็ให้เจ้าไปจัดการเถิด” กล่าวจบเขาส่งสัญญาณเรียกบรรพชนคางคกโลหิต “ไปส่งแขกแทนข้าที”
เฟิ่นหงกล่าวอย่างไม่พอใจ “ให้ข้าช่วยแล้วแต่ไม่มอบสิ่งตอบแทนอะไรให้เลยหรือ?”
ลู่เยี่ยถาม “เจ้าต้องการอะไร?”
เฟิ่นหงเลียริมฝีปากพลางกล่าวว่า “หญิงสาวที่ชื่อมู่ไอหนิงคนนั้น เมื่อวานนี้เนื้อและเลือดของนางรสชาติเยี่ยมยอดมาก ข้าอยาก…”
ไม่รอให้เขาพูดจบ ลู่เยี่ยก็ตอบตกลงอย่างรวดเร็ว “เจ้ากลับไปก่อน เดี๋ยวข้าจะส่งคนไปส่งให้ถึงที่!”
เฟิ่นหงหัวเราะ “ฮ่าๆ!” เขาหมุนตัวจากไป
“เจ้าไปส่งประมุขน้อยเฟิ่นหงที” ลู่เยี่ยส่งสายตาให้บรรพชนคางคกโลหิต
“ขอรับ!” บรรพชนคางคกโลหิตเข้าใจความหมายทันที ยิ้มพลางรีบไล่ตามไป
ลู่เยี่ยหันไปมองเจียงซานและเจียงอวิ๋น “พวกเจ้าก็ได้ยินแล้ว ข้าเกลียดลู่เยี่ยที่สุด ต่อไปเพื่อจัดการกับเขา พวกเจ้าต้องช่วยข้าอีกแรง”
“ขอเพียงท่านประมุขน้อยสั่ง!” ทั้งสองรีบพยักหน้า
ลู่เยี่ยลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวว่า “จงเปิดจิตเทวะซะ ข้าจะดึงความทรงจำของลู่ป๋อหยาและลู่ฉางชิงจากจิตเทวะของพวกเจ้า”
“ขอรับ!” ทั้งสองตอบตกลงโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย สำหรับผู้แข็งแกร่งเผ่ามารวิญญาณพันลักษณ์ การค้นวิญญาณถือเป็นเรื่องปกติธรรมดามาก ไม่รู้สึกแปลกประหลาดแต่อย่างใด
ครู่หนึ่งผ่านไป เจียงซานและเจียงอวิ๋นก็สิ้นใจตายในทันที หนังมนุษย์ที่สวมอยู่บนร่างของคนทั้งสองตกลงมาอยู่ในมือของลู่เยี่ย
หนังมนุษย์สองผืนนี้เดิมทีถูกลอกออกมาจากร่างของลู่ป๋อหยาและลู่ฉางชิง ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ไร้ตำหนิ เพียงแต่ร่างเนื้อและเลือดถูกทำลายไปนานแล้ว เหลือเพียงหนังมนุษย์เท่านั้น จะมีประโยชน์อะไร?
“ท่านปู่ ท่านลุง พวกท่านวางใจได้ แม้ท่านทั้งสองจะเหลือเพียงจิตเทวะ ข้าก็จะทุ่มเททุกสิ่งเพื่อช่วยพวกท่าน…” เปลวเพลิงสายหนึ่งลุกโชนขึ้นที่ปลายนิ้วของลู่เยี่ย พริบตาเดียวหนังมนุษย์ทั้งสองผืนก็มอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านปลิวหายไป ลู่เยี่ยก้าวเท้าออกจากตำหนักใหญ่อย่างรวดเร็ว
“ท่านผู้อาวุโส เฟิ่นหงถูกจัดการเรียบร้อยแล้วขอรับ” บรรพชนคางคกโลหิตรออยู่ที่นั้นอย่างเคารพนบนอบแล้ว
ลู่เยี่ยพยักหน้าเล็กน้อย “เรียกสหายเก่าพวกนั้นของเจ้ามา พวกเราลงมือได้แล้ว”
“ขอรับ!” บรรพชนคางคกโลหิตรับคำสั่ง
บนยอดภูเขาสองภพ ลู่เยี่ยยืนอยู่เพียงลำพัง มือทั้งสองไพล่หลัง ท้องฟ้ามืดมิดและภายใต้ท้องฟ้านั้น เหนือภูเขาสองภพมีรอยแยกของมิติกาลเวลากระจายอยู่มากมาย ท้องฟ้าดูราวกับถูกกรีดด้วยบาดแผลที่ตัดสลับกันไปมา
สายตาของลู่เยี่ยจับจ้องไปยังรอยแยกมิติกาลเวลาหนึ่งในนั้น นั่นคือจุดเชื่อมต่อของมิติกาลเวลา เทพมารจากนอกอาณาเขตหลายหมื่นตนบนภูเขาสองภพแห่งนี้ต่างก็ลงมาที่นี่ผ่านจุดเชื่อมต่อมิติกาลเวลาแห่งนั้นนั่นเอง
‘คิดจะรวบรวมสมบัติล้ำค่าแห่งหายนะนี้เพื่อเปิดจุดเชื่อมต่อมิติกาลเวลา ให้กองทัพเทพมารของพวกเจ้าลงมาไม่ขาดสายอีกงั้นหรือ… ฝันไปเถอะ!’
ลู่เยี่ยเอ่ยพึมพำเบาๆ เขาพลิกฝ่ามือ ตราหยกสีดำก็ปรากฏขึ้น ตราหยกนี้ได้มาจากร่างของจอมมารเจียงเจวี๋ย มันเป็น ‘กุญแจ’ สำหรับเปิดและควบคุมการทำงานของค่ายกลต้องห้ามของภูเขาสองภพ
ขณะที่ลู่เยี่ยกระตุ้นพลังในตราหยก ค่ายกลต้องห้ามก็เริ่มทำงานด้วยเสียงดังกึกก้อง ทั่วทั้งภูเขาสองภพถูกปกคลุมไว้ในค่ายกลต้องห้าม
“ไปเถิด ไปกินให้อิ่มหนำสำราญ” ลู่เยี่ยสะบัดแขนเสื้อ ลูกธนูหักซือจิพุ่งออกไปด้วยเสียงหวีดหวิว ราวกับทนรอไม่ไหวที่จะมุ่งลงไปที่เชิงเขา
“สหายเก่าทั้งหลาย ภูเขาสองภพถูกปิดผนึกแล้ว ถึงเวลาที่พวกเราจะได้แก้แค้นแล้ว!” ที่เชิงเขา บรรพชนคางคกโลหิตแผดเสียงด้วยจิตสังหาร “อย่าทำให้ท่านผู้อาวุโสผิดหวังเด็ดขาด ต้องฆ่าพวกมันให้สิ้นซาก!”
ข้างกายมันมีสิ่งมีชีวิตน่าสะพรึงกลัวอีกเจ็ดตนขานรับเสียงกึกก้อง สงครามได้ปะทุขึ้นแล้ว บนภูเขาสองภพเสียงร้องอย่างโอยหวนดังสะเทือนฟ้าดินดังขึ้น
ผู้แข็งแกร่งนับหมื่นคนจากเผ่าต่างๆ ของเทพมารจากนอกอาณาเขต ต้องเผชิญกับการสังหารอย่างโหดเหี้ยม ลู่เยี่ยยืนอยู่บนยอดเขาไม่ได้หันไปมองภาพเหตุการณ์อันนองเลือดที่กำลังเกิดขึ้น เพราะผลลัพธ์นั้นชัดเจนอยู่แล้ว เทพมารจากนอกอาณาเขตหลายหมื่นคนนั้น ผู้ที่มีพลังบำเพ็ญสูงสุดก็เทียบได้กับขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น มีหรือจะเป็นคู่ต่อสู้ของพวกบรรพชนคางคกโลหิตได้?
เมื่อปราศจากเซิ่งจุนอวิ่นซิวคอยคุ้มกัน พวกเทพมารจากนอกอาณาเขตบนภูเขาสองภพนั้นก็ไม่ต่างอะไรจากไก่ที่รอการถูกเชือด เรื่องราวในโลกนี้มักจะตลกสะอิดสะเอียนเช่นนี้เสมอ ตัวตนน่าสะพรึงอย่างบรรพชนคางคกโลหิตแต่ละตนล้วนแข็งแกร่งเพียงใด แต่กลับถูกเซิ่งจุนอวิ่นซิวสยบทีละตนจนกลายเป็นทาส ต้องยอมเชื่อฟังคำสั่งของเทพมารจากนอกอาณาเขต
จักรพรรดิหมอผีแห่งดินแดนป่าเถื่อนทรงพลังถึงเพียงใด ถึงขั้นสามารถต่อกรกับเจดีย์หมื่นเร้นลับได้ แต่เพียงเพราะเลือกเป็นพันธมิตรกับเซิ่งจุนอวิ่นซิว ทำให้ทั่วทั้งเผ่าหมอผีแห่งดินแดนป่าเถื่อนต้องยอมให้เทพมารจากนอกอาณาเขตควบคุมและสั่งการ! และบัดนี้เมื่อไม่มีเซิ่งจุนอวิ่นซิวแล้ว ทั้งยังไม่มีจอมมารเจียงเจวี๋ย พวกเทพมารจากนอกอาณาเขตบนภูเขาสองภพนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับแกะที่รอถูกเชือด!
เพียงเวลาแค่ครึ่งชั่วโมง การต่อสู้ก็สิ้นสุดลง เทพมารจากนอกอาณาเขตนับหมื่นคนบนภูเขาสองภพถูกสังหารจนหมดสิ้น ไม่มีรอดไปได้แม้แต่ตนเดียว
“ท่านผู้อาวุโส โชคดีที่ไม่ทำให้ท่านผิดหวัง! พวกข้าได้สังหารจนหมดสิ้นแล้ว!” บรรพชนคางคกโลหิตและตัวตนน่าสะพรึงอีกเจ็ดตนเดินเข้ามาคำนับ
“พวกเรารวบรวมสมบัติล้ำค่ามาได้จำนวนมาก ทั้งหมดบรรจุอยู่ในแหวนเก็บของนี้ ขอท่านผู้อาวุโสโปรดตรวจสอบ” บรรพชนคางคกโลหิตหยิบแหวนวงหนึ่งออกมาแล้วส่งให้อย่างนอบน้อม
ส่วนตัวตนน่าสะพรึงอีกเจ็ดตนแม้จะยังคงท่าทางเคารพนบนอบ แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความสงสัย ‘ท่านผู้อาวุโส’ ที่มีพลังบำเพ็ญเต๋าลึกล้ำหยั่งถึงผู้นี้ เหตุใดจึงเป็นเพียงชายหนุ่มขอบเขตแกนทองคำคนหนึ่งเท่านั้น? ในตอนนี้ลู่เยี่ยได้กลับคืนสู่รูปลักษณ์เดิมแล้ว ซึ่งทำให้ตัวตนน่าสะพรึงเหล่านั้นต่างตกตะลึงไปตามๆ กัน นี่แตกต่างจาก ‘ท่านผู้อาวุโส’ ที่พวกเขาจินตนาการไว้โดยสิ้นเชิง
ลู่เยี่ยรับแหวนไว้แล้วกล่าวว่า “ผู้ฝึกตนเผ่ามนุษย์เหล่านั้นที่ถูกเทพมารจากนอกอาณาเขตจับไป ช่วยออกมาได้หรือไม่?”
บรรพชนคางคกโลหิตรีบพยักหน้า “ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ช่วยออกมาได้หมดแล้วขอรับ!”
ลู่เยี่ยพยักหน้า “ตั้งแต่นี้ไป พวกเจ้าเป็นอิสระแล้ว จะอยู่ที่ภูเขาสองภพต่อไปหรือจะจากไปล้วนแต่ทำได้ทั้งสิ้น”
บรรพชนคางคกโลหิตแค่นยิ้มอย่างขื่นขม “ท่านผู้อาวุโสคงเห็นแล้ว จุดเชื่อมต่อมิติกาลเวลาที่เทพมารจากนอกอาณาเขตจะลงมาได้ยังคงอยู่ ไม่มีใครรู้ว่าเซิ่งจุนอวิ่นซิวจะมาปรากฏกายอีกเมื่อใด พวกเราล้วนไม่กล้าอยู่ที่นี่อีกแล้ว”
“ไม่จำเป็นต้องกังวล” ลู่เยี่ยจ้องมองไปยังจุดเชื่อมต่อมิติกาลเวลานั้น “ข้าจะลบมันทิ้งเอง”
กล่าวจบ เขาได้ก้าวขึ้นสู่ท้องฟ้า มาหยุดอยู่ตรงหน้าของรอยแยกมิติกาลเวลาขนาดมหึมานั้น บรรพชนคางคกโลหิตและตัวตนน่าสะพรึงเหล่านั้นต่างตื่นตะลึง ลบจุดเชื่อมต่อมิติกาลเวลาอย่างนั้นหรือ? นั่นคือกฎเกณฑ์แห่งมิติกาลเวลาที่แผ่กระจายอยู่ทั่ว เกรงว่าต่อให้เทพเซียนจากสรวงสวรรค์ลงมา ก็ไม่กล้ากล่าววาจาโอหังว่าจะลบมันทิ้งได้ง่ายๆ
“ท่านผู้อาวุโสตองระวังตัวด้วยนะขอรับ!” บรรพชนคางคกโลหิตอดที่จะกล่าวเตือนด้วยความเป็นห่วงไม่ได้ “พวกเราสามารถเลือกที่จะออกไปจากภูเขาสองภพได้ ท่านผู้อาวุโสไม่จำเป็นต้องทำอย่างนี้เพื่อพวกเราเลย”
“วางใจเถอะ” ลู่เยี่ยกล่าว “เพื่อไม่ให้พวกเทพมารจากนอกอาณาเขตมาปรากฏในที่แห่งนี้อีก ข้าจำเป็นต้องทำเช่นนี้เหมือนกัน”
ขณะที่พูด ลู่เยี่ยตั้งสมาธิ โคจรพลังทั่วร่าง แล้วยื่นมือขวาออกไปที่รอยแยกมิติกาลเวลานั้น ที่กลางฝ่ามือ ผังดาบเก้าคุมขังถูกปลุกขึ้นอย่างเงียบๆ พร้อมกับเงามืดมนโกลาหลที่ลี้ลับและยากจะหยั่งถึงเริ่มพวยพุ่งออกมา