บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 332 สัญญาณของการทะลวงขอบเขต
ตอนที่ 332 สัญญาณของการทะลวงขอบเขต
เซิ่งจุนอวิ่นซิวสั่นสะท้านไปทั้งร่าง นางได้รับผลกระทบจากอานุภาพดาบนั้นเช่นกัน ในห้วงความคิดของนางนึกถึงดาบแห่งวิถีลึกลับเล่มหนึ่งที่ถูกลู่เยี่ยเหยียบไว้ใต้เท้า!
มหาวิถีแกนทองคำที่ลู่เยี่ยหลอมขึ้นมา มีรูปร่างเหมือนกับดาบแห่งวิถีลึกลับนั้นทุกประการ!
“ที่แท้เจ้าก็คือผู้สืบทอดของเจ้าแห่งวิหารเต๋าอย่างนั้นหรือ…” เซิ่งจุนอวิ่นซิวพึมพำขณะเงยหน้ามองขึ้นไปเบื้องบนห้วงความโกลาหล
เพียงแต่เจ้าแห่งวิหารเต๋าผู้นี้คือใครกันแน่?
ตัวตนลึกลับที่ถูกกักขังอยู่ในคุกทั้งเก้าแห่งฮุ่นตุ้นนั้น หรือว่าทั้งหมดจะถูกเจ้าแห่งวิหารเต๋าเป็นผู้สยบเอาไว้?
ภายในตำหนัก ลู่เยี่ยนั่งขัดสมาธิอยู่ ค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างเงียบๆ
เดิมพันถูก!
จิตสำนึกส่วนหนึ่งของเซิ่งจุนอวิ่นซิวที่ปรากฏขึ้นในตันเถียนของตัวเองเหมือนเต๋าในโอ่ง เมื่อจิตเทวะของตัวเองเข้าไปในผังดาบเก้าคุมขัง เขาก็สามารถลากเซิ่งจุนอวิ่นซิวเข้าไปได้เช่นกัน!
และตอนนี้พลังจิตสำนึกส่วนนั้นของเซิ่งจุนอวิ่นซิว ก็ไม่ได้ต่างอะไรจากนักโทษที่ถูกคุมขังเลย
‘คำสาปผนึกหัวใจศักดิ์สิทธิ์? ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง นางปีศาจเฒ่าคนนี้ช่างโหดเหี้ยมนัก’
ลู่เยี่ยคิดในใจ คำสาปผนึกหัวใจศักดิ์สิทธิ์ได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในคำสาปต้องห้ามระดับสูงสุดของเทพมารจากนอกอาณาเขต เมื่อถูกคำสาปนี้แล้ว แม้แต่บรรพจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ จิตเทวะก็จะถูกพันธนาการและกลายเป็นหุ่นเชิดในที่สุด
แต่ว่า พลังของคำสาปผนึกหัวใจศักดิ์สิทธิ์นี้ มีเพียงผู้ร่ายเคล็ดวิชาเท่านั้นที่ควบคุมได้ นั่นหมายความว่าต่อให้เขาจะช่วยจิตเทวะของท่านปู่และท่านลุงในตระกูลกลับมาได้ แต่ความเป็นความตายของพวกเขาก็ยังคงอยู่ในเงื้อมมือของเซิ่งจุนอวิ่นซิวอยู่ดี สิ่งที่ยุ่งยากที่สุดคือพลังของคาถาต้องห้ามนี้ไม่สามารถสลายทิ้งได้!
“ทว่า ด้วยวิธีการของเซิ่งจุนอวิ่นซิว ตราบใดที่นางยังไม่ล่วงรู้ความลับของข้า นางย่อมไม่ลงมือให้ถึงตายแน่นอน”
ลู่เยี่ยครุ่นคิด “รอให้มีโอกาสในภายหลัง ค่อยเข้าไปสนทนากับจิตสำนึกของนางในผังดาบเก้าคุมขัง หากสามารถบีบบังคับให้นางมอบวิธีการแก้คำสาปออกมาได้ ย่อมเป็นการดีที่สุด”
ไม่นานนัก ลู่เยี่ยไม่มีเวลาที่จะคิดอะไรมากไปกว่านี้ รากฐานแห่งเต๋าทั่วร่างของเขาถูกทำลาย พลังบำเพ็ญอยู่ในสภาวะแตกซ่านและอ่อนแอลง หากไม่รีบแก้ไขทันท่วงทีก็จะทำให้ระดับพลังตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง!
อย่างไรก็ตาม นี่เป็นสิ่งที่ลู่เยี่ยตั้งใจทำอยู่แล้ว เขาจึงไม่ตกใจแต่อย่างใด เขารีบโคจรพลังบำเพ็ญทันที เริ่มสร้างรากฐานแห่งเต๋าขึ้นมาใหม่
ตันเถียนที่พังทลายลงเปรียบเสมือนกลุ่มหมอกฮุ่นตุ้น ตำหนักวิญญาณที่เป็นตัวแทนของรากฐานแห่งเต๋าล้วนถูกทำลายไปแล้ว แต่ตันเถียนยังคงอยู่!
เมื่อลู่เยี่ยโคจรเคล็ดวิชาฝึกฝนภายในตันเถียนที่พังทลายนั้น ก็เกิดภาพการสร้างใหม่ที่น่าอัศจรรย์ขึ้นทันที
หมอกฮุ่นตุ้นม้วนตัวเดือดพล่านขึ้นมา ปราณเต้าสีใสที่งดงามและเลือนลางวนเวียนอยู่ภายในตันเถียน พลังลมปราณมหาวิถีอันทรงพลังและพลังชีวิตก็ปรากฏขึ้นภายในตันเถียน
เงาร่างเลือนรางของตำหนักวิญญาณที่เลือนลางค่อยๆ ควบแน่นขึ้นท่ามกลางความโกลาหล เมื่อความโกลาหลถือกำเนิด ฟ้าดินจึงถูกแบ่งแยก และตำแหน่งตันเถียนของลู่เยี่ยในขณะนี้ก็เปรียบเสมือนการเปิดฟ้าแยกดิน แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่น่าเหลือเชื่อ
ในไม่ช้าตำหนักวิญญาณได้รวมตัวเป็นรูปเป็นร่าง ตั้งตระหง่านราวกับวังเซียนบนสวรรค์ชั้นเก้า ภายในตำหนักวิญญาณ มหาวิถีแกนทองคำที่เปลี่ยนรูปร่างเป็นดาบแห่งวิถีค่อยๆ ควบแน่นขึ้นทีละนิด ทุกอย่างคือการเปลี่ยนแปลงเพื่อเกิดใหม่จากการทำลาย!
‘เป็นอย่างที่คิด มีเพียงการทำลายล้างสุดขั้วเท่านั้นที่จะได้รับการปรับเปลี่ยนและยกระดับแห่ง “การเกิดใหม่จากความตาย” …’
ลู่เยี่ยเกิดความกระจ่างแจ้งในใจมากมาย พลังแห่ง ‘การเกิดใหม่จากความตาย’ ครั้งนี้ ได้รับมาจากแกนแท้โลหิตศักดิ์สิทธิ์หยดนั้นนั่นเอง มันเปรียบเสมือนปุ๋ยที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดที่ทำให้ดินตันเถียนสามารถหล่อเลี้ยงและก่อให้เกิดรากฐานแห่งเต๋าอันใหม่ได้ ผ่านไปไม่นาน มหาวิถีแกนทองคำก็สร้างใหม่ขึ้นสำเร็จ!
ลู่เยี่ยรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่า พลังบำเพ็ญในร่างของตนไม่เพียงแต่ฟื้นคืนมาเท่านั้น แต่ยังได้รับการเสริมความมั่นคงและขัดเกลาเพิ่มเติม เกิดการยกระดับอย่างน่าอัศจรรย์
ตำหนักวิญญาณในตันเถียนยิ่งใหญ่มากขึ้น แสดงถึงพลังอันไรขอบเขต มหาวิถีแกนทองคำมีความแน่นหนามากขึ้น เจตจำนงดาบชิงซวีแผ่ซ่านไปทั่วตัวดาบราวกับปกคลุมอยู่ใต้ผืนฟ้าสีครามอันกว้างใหญ่!
ในขณะนี้ ทั้งภายในและภายนอกร่างกายของลู่เยี่ยต่างไหลเวียนด้วยกลิ่นอายแห่งมหาวิถี เกิดจังหวะที่สอดประสานกับพลังบำเพ็ญ ความคิดโปร่งโล่ง จิตใจเบิกบานราวกับกำลังจะลอยขึ้นสู่สวรรค์!
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ลู่เยี่ยรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า ภายในตันเถียนของตนยังสะสมพลัง ‘มหาวิถี’ อันมหาศาลเอาไว้ นั่นคือพลังของแกนแท้โลหิตศักดิ์สิทธิ์ หลังจากที่ตนได้หลอมรวมมันแล้ว เปลี่ยนมันให้เป็นศักยภาพอันบริสุทธิ์และแน่นหนาที่สุด ซึ่งหลอมรวมเข้ากับรากฐานแห่งเต๋าของตน
‘ครั้งนี้ยอมเอาตัวเข้าแลกเพื่อจับเสือในถ้ำ และทำลายเพื่อสร้างใหม่… ไม่เลว ไม่เลวเลย ถึงแม้ประสบการณ์ครั้งนี้จะอันตรายไปหน่อย แต่อย่างน้อยก็บรรลุเป้าหมายของข้าแล้ว!’
ลู่เยี่ยมีจิตใจที่สงบนิ่ง ความคิดกระจ่างใสและว่างเปล่า การประลองปัญญาครั้งนี้กับจิตสำนึกเสี้ยวหนึ่งของเซิ่งจุนอวิ่นซิว ทำให้ลู่เยี่ยบรรลุเป้าหมายสองประการ
หนึ่งคือการหลอมรวมแกนแท้โลหิตศักดิ์สิทธิ์ ทำให้พลังบำเพ็ญถูกทำลายแล้วก่อร่างใหม่ สองคือการจับกุมจิตสำนึกเสี้ยวหนึ่งของเซิ่งจุนอวิ่นซิวได้สำเร็จ ในอนาคตย่อมมีโอกาสได้ใช้ประโยชน์!
“หากไม่มีอะไรผิดพลาด ภายในระยะเวลาอันใกล้นี้ ข้าน่าจะสามารถทะลวงขอบเขตเข้าสู่ขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ได้!”
ลู่เยี่ยเกิดลางสังหรณ์อันรุนแรงอย่างหนึ่ง มันเหมือนความรู้สึกวูบหนึ่งที่หยั่งรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณ ลู่เยี่ยอดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้ เขารู้ว่านี่คือสัญญาณของการทะลวงขอบเขต!
เปลือกตาของลู่เยี่ยกระตุก เขาพลันรับรู้ได้ว่ามีใครบางคนกำลังแผ่ขยายจิตสำนึกผ่านพลังของค่ายกลต้องห้ามในตำหนักใหญ่เข้ามา แม้ว่าจิตสำนึกนี้จะซ่อนอย่างมิดชิดแต่ก็ไม่สามารถปิดบังลู่เยี่ยได้ เขายังคงทำสีหน้าเรียบเฉย นั่งขัดสมาธิอยู่ในท่าเดิม เพียงแต่เคล็ดวิชาฝึกฝนที่กำลังโคจรในร่างได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างเงียบๆ แล้ว
ด้านนอกตำหนักใหญ่ จอมมารเจียงเจวี๋ย เจียงซื่อสุ่ย และเฟิ่นหง ต่างยืนอยู่ตรงนั้น เบื้องหลังของพวกเขามีผู้แข็งแกร่งจากเผ่าต่างๆ ของเทพมารจากนอกอาณาเขตยืนกระจายอยู่ ทุกคนต่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายสังหารและเตรียมพร้อมออกศึก
“ใครเป็นคนจัดการให้คนพวกนี้มาที่นี่?” จอมมารเจียงเจวี๋ยแสดงความไม่พอใจอยู่บ้าง เรื่องราวยังไม่ได้สืบสวนให้กระจ่าง แต่กลับจัดการกองกำลังยิ่งใหญ่เช่นนี้ หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นจะทำอย่างไร?
“ท่านจอมมาร ข้าเป็นคนแจ้งให้พวกเขามา!”
เฟิ่นหงเต็มไปด้วยความเคียดแค้น “ข้ากล้ายืนยันว่า ในตัวของเจียงหลิงเฉินต้องมีปัญหาใหญ่เกิดขึ้นแน่นอน ก่อนหน้านี้เขาทำให้ข้าอับอายต่อหน้าฝูงชน ครั้งนี้ข้าย่อมต้องเอาคืนให้สาสม!”
จอมมารเจียงเจวี๋ยขมวดคิ้วแล้วเอ่ยว่า “พวกเจ้ารออยู่ตรงนี้ก่อน รอข้าตรวจสอบดูด้วยตนเอง”
กล่าวจบ เขาก็แบ่งจิตสำนึกส่วนหนึ่งออกไปสำรวจภายในตำหนักใหญ่ที่ถูกค่ายกลต้องห้ามปกคลุมเอาไว้
‘หรือว่าตัวตนของท่านผู้อาวุโสจะถูกเปิดโปงแล้ว?’ บรรพชนคางคกโลหิตยืนอยู่ในระยะไกล ใจรู้สึกบีบคั้น ‘ให้ตายสิ ไม่ไหวก็ต้องสู้กันสักตั้ง ด้วยความสามารถของท่านผู้อาวุโส การจะกวาดล้างเทพมารนอกอาณาเขตทั้งหมดบนภูเขาสองภพนี้ ย่อมไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย!’
เวลาค่อยๆ ผ่านไปทีละน้อย ทันใดนั้น สีหน้าของจอมมารเจียงเจวี๋ยก็เปลี่ยนไปอย่างมาก
“นี่… นี่มันเป็นไปได้อย่างไร?”
เจียงซื่อสุ่ยมีสีหน้าซับซ้อน “ท่านจอมมาร ประมุขน้อยเขามีปัญหาจริงๆ หรือขอรับ?”
“แล้วยังจะรออะไรอีก? ฆ่าเขาเสีย! ข้าต้องการจะประหารเขาต่อหน้าธารกำนัล!” เฟิ่นหงกัดฟันกรอด กล่าวด้วยความแค้นเคือง
“มีอะไรมีปัญหางั้นหรือ?”
จอมมารเจียงเจวี๋ยหันขวับมา ดวงตาเย็นชาจ้องเขม็งไปที่เจียงซื่อสุ่ย “เจ้าบ่าวรับใช้คนนี้ช่างตาถั่วยิ่งนัก ข้าเกือบจะหลงกลเจ้าแล้ว!”
เพียะ!
เขาตบเข้าที่ใบหน้าของเจียงซื่อสุ่ยหนึ่งฉาด เสียงตบดังกังวาน เจียงซื่อสุ่ยล้มลงไปกองกับพื้น แก้มบวมแดงมีเลือดไหล เขาถึงกับอึ้งไปเลย นี่มันเกิดอะไรขึ้น?
“แล้วก็เจ้าด้วย!”
จอมมารเจียงเจวี๋ยหันกลับมามองเฟิ่นหงอีกคน “เมื่อครู่เจ้าพูดว่าอย่างไรนะ? จะประหารหลิงเฉินต่อหน้าธารกำนัลงั้นหรือ?”
เมื่อถูกจ้องมองด้วยดวงตาที่เย็นชานั้น เฟิ่นหงถึงกับหายใจติดขัด สีหน้าแข็งค้าง “หรือว่า… มีปัญหา?”
เพียะ!
จอมมารเจียงเจวี๋ยเหวี่ยงฝ่ามือตบเข้าที่ใบหน้าของเฟิ่นหงจนเขากระเด็นออกไปไกลกว่าสิบก้าว ล้มลงกับพื้นอย่างรุนแรง
“เจ้าเด็กเหลือขอ! มิน่าเล่าจู่ๆ หลิงเฉินถึงอยากจะฆ่าเจ้านัก ข้าเองยังอยากจะตบเจ้าให้ตายเสียเดี๋ยวนี้เลย!” น้ำเสียงของจอมมารเจียงเจวี๋ยเย็นเยียบอย่างยิ่ง
บริเวณรอบข้างเกิดความวุ่นวาย เหล่าผู้แข็งแกร่งจากเผ่าต่างๆ ของเทพมารนอกอาณาเขต ต่างพากันตกใจและสงสัย ไม่เข้าใจว่าเหตุใดจอมมารเจียงเจวี๋ยจึงโกรธถึงเพียงนี้
และในขณะนั้นเอง ภายในตำหนักใหญ่ที่ถูกปกคลุมด้วยค่ายกลต้องห้าม ก็เกิดเสียงคำรามแปลกประหลาดของมหาวิถีดังขึ้น
จากนั้นภายใต้สายตาตกตะลึงของทุกคน ค่ายกลต้องห้ามที่ปกคลุมตำหนักใหญ่อยู่นั้นก็พังทลายลงอย่างรุนแรง แตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ท่ามกลางแสงเรืองรองที่โปรยปราย มีพลังลมปราณสีแดงฉานอันแข็งแกร่งและน่าสะพรึงกลัว แผ่ขยายออกมาจากภายในตำหนักใหญ่ทันที