บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 331 ผู้สืบทอดของเจ้าแห่งวิหารเต๋า
“ที่นี่คือที่ไหน?”
เซิ่งจุนอวิ่นซิว กวาดสายตามองไปรอบด้าน ทุกหนแห่งเต็มไปด้วยหมอกฮุ่นตุ้นที่กว้างใหญ่ไพศาลไร้ขอบเขต ราวกับตกอยู่ในยุคสมัยที่ความโกลาหลเพิ่งเริ่มก่อตัว
นางมองเห็นรำไรว่า ในส่วนลึกของความโกลาหลนั้นมีซากโบราณสถานอันลึกลับตั้งตระหง่านอยู่เก้าแห่ง!
ซากโบราณแต่ละแห่งดูเหมือนคุก ถูกปกคลุมไปด้วยพลังฮุ่นตุ้นอันหนาแน่น เพียงแค่มองไปเซิ่งจุนอวิ่นซิวก็อดที่จะตัวสั่นสะท้านไม่ได้
สัญชาตญาณบอกนางว่าที่นี่อันตรายอย่างยิ่ง!
สถานที่แห่งนี้แท้จริงแล้วคือที่ไหนกัน?
เพราะเหตุใดเพียงชั่วพริบตาเดียวนางจึงมาปรากฏอยู่ที่นี่?
เซิ่งจุนอวิ่นซิวขมวดคิ้วเรียวงาม นางยังคงรักษาความสุขุมไว้ได้ เพราะเคยผ่านพบเหตุการณ์มาหลากหลาย อีกทั้งเมื่อนี่เป็นเพียงเศษเสี้ยวพลังจิตสำนึกเท่านั้น นางจึงไม่เกรงกลัวว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝันใดๆ
‘หรือว่านี่คือดินแดนลับที่ถูกเปิดออกภายในร่างกายของเจ้าเด็กนั่น?’
‘ทว่าเขาจะพัาข้ามาที่นี่ในชั่วพริบตาได้อย่างไร?’
ขณะที่กำลังครุ่นคิด เซิ่งจุนอวิ่นซิวก็ชะงักไปเมื่อเห็นว่าลู่เยี่ยได้ปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้ ที่ใต้เท้าของเขายังเหยียบเงาของดาบแห่งวิถีอันลึกลับเอาไว้ด้วย!
เซิ่งจุนอวิ่นซิวลงมือทันทีโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย นางเอื้อมมือคว้าไปที่ลู่เยี่ยจากระยะไกล
ลู่เยี่ยยืนอยู่กับที่ไม่ขยับเขยื้อน พลังการคว้าของเซิ่งจุนอวิ่นซิวครั้งนี้แตกกระจายเป็นละอองแสง ลู่เยี่ยหัวเราะออกมา
“มีแรงแค่นี้? เหมือนเกาให้หายคันเลยนะ”
สายตาของเซิ่งจุนอวิ่นซิวตกลงไปที่เงาของดาบแห่งวิถีใต้เท้าของลู่เยี่ย
“น่าสนใจ! ต้องบอกเลยว่าเจ้ามอบความประหลาดใจอันยิ่งใหญ่ให้ข้าจริงๆ!” เซิ่งจุนอวิ่นซิวกล่าว “นี่คือความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเจ้าใช่หรือไม่?”
“เจ้าคิดว่าตอนนี้ข้ายังมีอารมณ์มานั่งพูดคุยเล่นกับเจ้าอีกหรือ?”
ลู่เยี่ยยิ้มน้อยๆ แล้วจู่ๆ ก็ยกมือขวาขึ้นคว้าไปในอากาศอย่างกะทันหัน เซิ่งจุนอวิ่นซิวยกมือขึ้นต้านทานในทันที ทว่าสิ่งที่ทำให้นางต้องตกตะลึงก็คือ พลังของนางถูกกดทับอย่างสมบูรณ์ เมื่อพยายามจะขัดขวางมันก็ไม่ต่างอะไรกับตั๊กแตนที่พยายามขวางรถม้า!
ตูม!
ในชั่วขณะถัดมา พลังจิตส่วนหนึ่งของเซิ่งจุนอวิ่นซิวก็ถูกคว้าไว้ได้จากระยะไกล ไม่ว่านางจะดิ้นรนอย่างไรก็ล้วนสูญเปล่าทั้งสิ้น
สีหน้าของนางเปลี่ยนไปอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นางเริ่มตระหนักว่าในดินแดนแห่งความโกลาหลอันลึกลับนี้ ลู่เยี่ยที่เป็นเพียงเด็กหนุ่มขอบเขตแกนทองคำผู้หนึ่ง กลับไม่ต่างอะไรกับผู้ปกครองสูงสุดเลยแม้แต่น้อย!
“ลู่เยี่ย เจ้าไม่คิดจะช่วยจิตเทวะของท่านปู่และท่านลุงของเจ้าแล้วหรือ?” เซิ่งจุนอวิ่นซิวยังคงพยายามรักษาความสงบ “และหากตอนนี้เจ้าฆ่าข้า เจ้าก็เพียงแค่ทำลายพลังจิตเพียงเสี้ยวหนึ่งของข้าเท่านั้น ซึ่งไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อร่างจริงของข้าเลย!”
“ดังนั้น ข้าแนะนำว่าเจ้าควรจะใจเย็นๆ แล้วมาคุยกัน”
นางถึงขั้นมีอารมณ์กวาดสายตามองไปรอบๆ “อีกอย่าง ในเมื่อข้าก็หนีไปไหนไม่ได้แล้ว จะรีบลงมือฆ่าแกงกันไปทำไม”
ลู่เยี่ยใจขยับวูบหนึ่งแล้วกล่าวว่า “ข้าจะพาเจ้าไปที่แห่งหนึ่ง”
ในอึดใจต่อมา เขาก็คว้าร่างเซิ่งจุนอวิ่นซิวไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง แล้วเหยียบบนเงาของดาบแห่งวิถีมุ่งหน้าไปยังคุกฮุ่นตุ้นแห่งหนึ่งที่อยู่เบื้องล่าง เวลาค่อยๆ ผ่านไป สิ่งที่ทำให้เซิ่งจุนอวิ่นซิวประหลาดใจคือ ความโกลาหลแห่งนี้กว้างใหญ่ไพศาลเหลือเกิน ทั้งที่มองดูเหมือนว่าคุกฮุ่นตุ้นนั้นอยู่ไม่ไกล แต่เมื่อจะเข้าไปใกล้จริงๆ กลับพบว่ามันช่างห่างไกลเหลือเกิน
เหมือนกับสำนวนที่ว่า ‘มองเห็นภูเขาแต่เดินจนม้าตาย!’
หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วโมง ลู่เยี่ยก็หยุดฝีเท้าลงอย่างเงียบๆ เขาได้รับความรู้สึกกดดันที่รุนแรงจนถึงแก่ชีวิตแผ่ซ่านมาจากคุกฮุ่นตุ้นที่อยู่เบื้องหน้าอีกครั้ง!
เขายังจำได้ว่าตอนที่มาถึงที่นี่ครั้งแรก จิตเทวะของเขาเกือบถูกบดขยี้ ต้องอาศัยเงาของดาบแห่งวิถีลึกลับใต้เท้าที่ช่วยชีวิตเขาไว้ในยามคับขัน
“นี่มัน…”
ในเวลาเกือบจะพร้อมกันนั้น สีหน้าของเซิ่งจุนอวิ่นซิวก็เปลี่ยนสีอย่างรุนแรง ไม่อาจรักษาความเยือกเย็นได้อีกต่อไป
แม้นางจะเป็นเพียงเศษเสี้ยวของจิตสำนึก แต่นางกลับสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากคุกฮุ่นตุ้นนั้นน่าสะพรึงกลัวเพียงพอที่จะสังหารร่างจริงของนางได้!
สถานที่แห่งนี้มันคือที่ไหนกันแน่?
ทำไมถึงได้ซ่อนกลิ่นอายที่น่ากลัวขนาดนี้เอาไว้?
เซิ่งจุนอวิ่นซิวแสดงอาการเสียกิริยาอย่างที่แทบไม่เคยเป็นมาก่อน นางไม่สามารถทำตัวผ่อนคลายและเยือกเย็นได้เหมือนก่อนหน้านี้อีกแล้ว กลิ่นอายที่สามารถคุกคามร่างจริงของนางได้ เพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าคุกฮุ่นตุ้นแห่งนี้คือดินแดนต้องห้ามที่อันตรายเพียงใด!
“ช่วงเวลาต่อจากนี้ คงต้องรบกวนให้เจ้าสงบสติอารมณ์อยู่ที่นี่ไปก่อนแล้วกัน” ลู่เยี่ยปล่อยมือ เซิ่งจุนอวิ่นซิวได้รับอิสรภาพในทันที
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” เซิ่งจุนอวิ่นซิวขมวดคิ้ว “เจ้าไม่ต้องการช่วยท่านปู่และท่านลุงของเจ้าแล้วหรือ?”
“เจ้าคิดมากไปแล้ว คำพูดของพวกเทพมารจากนอกอาณาเขตอย่างพวกเจ้า ข้าไม่เชื่อเลยสักนิด”
ลู่เยี่ยหมุนตัวเดินจากไปทันที เซิ่งจุนอวิ่นซิวก้าวเท้าจะตามไป แต่กลับต้องพบกับความตื่นตระหนกว่า พลังฮุ่นตุ้นรอบด้านเปรียบเสมือนกระแสธารที่มองไม่เห็น กดทับพลังของนางไว้จนแน่นหนา ทำให้นางไม่อาจขยับเขยื้อนได้แม้แต่ก้าวเดียว!
“เจ้าเด็กน้อย เจ้าขังข้าไว้ที่นี่ แท้จริงแล้วเจ้ามีจุดประสงค์อะไรกันแน่?” เซิ่งจุนอวิ่นซิวขมวดคิ้วแน่น “เจ้าคงไม่คิดว่าข้าจะยอมก้มหัวให้เจ้าเองหรอกนะ?”
ลู่เยี่ยเดินห่างออกไปเรื่อยๆ โดยไม่หันกลับมามอง แววตาของเซิ่งจุนอวิ่นซิวปรากฏความโกรธเกรี้ยว แต่ปากกลับยิ้มและกล่าวว่า “ตอนนี้ข้าก็เป็นเพียงจิตสำนึกเสี้ยวเดียวเท่านั้น เจ้าไม่กังวลหรือว่าข้าจะทำลายตัวเอง?”
ลู่เยี่ยยังคงไม่สนใจ
ใบหน้าที่งดงามราวกับเทพธิดาของเซิ่งจุนอวิ่นซิวเปลี่ยนสีไปมาหลายครั้ง สุดท้ายนางจึงกล่าวเบาๆ ว่า
“ในจิตเทวะของท่านปู่และท่านลุงของเจ้า ข้าได้วาง ‘คำสาปผนึกหัวใจศักดิ์สิทธิ์’ เอาไว้แล้ว ก็รอดูเถอะว่าเจ้าจะมีความสามารถคลี่คลายมันได้ด้วยตัวเองหรือไม่!”
เสียงนั้นก้องกังวานไปทั่ว แต่ร่างของลู่เยี่ยได้เลือนหายไปนานแล้ว ไม่รู้ว่าลู่เยี่ยได้ยินหรือไม่
เซิ่งจุนอวิ่นซิวเงียบไปนาน จนกระทั่งแน่ใจว่าลู่เยี่ยจะไม่กลับมาอีกแล้ว นางจึงหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้
ครั้งนี้ตัวนางลงมือด้วยตัวเองแท้ๆ กลับยังเดินหมากพลาดไปก้าวหนึ่งจนไม่สามารถจับมดตัวน้อยนี้ได้ ช่างน่าสนใจจริงๆ!
แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน มิเช่นนั้นตัวนางจะมีโอกาสมาถึงสถานที่แห่งนี้ได้อย่างไร?
เซิ่งจุนอวิ่นซิวทอดสายตามองไปรอบด้านพลางพึมพำกับตัวเองว่า “พอดีเลย ข้าสามารถถือโอกาสนี้สำรวจความลับของที่นี่สักหน่อย!”
นางเงยหน้ามองไปยังคุกฮุ่นตุ้นที่อยู่ไกลออกไป ณ สถานที่แห่งนี้นางเริ่มมองเห็นรำไรแล้วว่า สถานที่ที่มีรูปร่างคล้ายคุกนั้น มีประตูเชื่อมต่อระหว่างมิติเวลาอันลึกลับตั้งตระหง่านอยู่ ทอดยาวจากสวรรค์สู่พื้นดิน
ความรู้สึกที่มันมอบให้ช่างเหมือนกับประตูของคุกอย่างไรอย่างนั้น!
แปลกนัก! หากเป็นคุกจริงๆ เช่นนั้นสิ่งที่ถูกคุมขังอยู่ในนี้จะเป็นตัวตนระดับไหนกัน?
เซิ่งจุนอวิ่นซิวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้ขึ้น
ตูม!
เพียงแค่ก้าวเข้าไปไม่ถึงสิบก้าว ร่างของเซิ่งจุนอวิ่นซิวก็สั่นสะท้านราวกับถูกสายฟ้าฟาด ร่างทั้งร่างกระเด็นกลับ
เมื่อครู่นี้กลิ่นอายที่น่าหวาดกลัวจนไม่อาจบรรยายได้ เกือบจะบดขยี้จิตสำนึกสายนี้ของนางให้ดับสูญไป!
“ไม่เจียมตัว!”
“ฮ่าๆ มีเพียงจิตสำนึกน้อยๆ ก็บังอาจมาแอบส่องสถานที่แห่งนี้งั้นหรือ”
“นังหนูนี่เป็นใครกัน? ทำไมถึงถูกผู้สืบทอดของเจ้าแห่งวิหารเต๋าพานางมาที่นี่?”
“โอกาสดี! จับตัวนางไว้แล้วหลอมรวมจิตสำนึกของนางซะ แล้วพวกเราจะได้รู้อะไรอีกหลายอย่าง!”
“ดี!”
เสียงพูดคุยเซ็งแซ่ดังขึ้นราวกับฟ้าร้องมาจากทั่วทุกทิศทางในห้วงความโกลาหล สีหน้าของเซิ่งจุนอวิ่นซิวเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
นางสัมผัสได้ว่ามีกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวสุดขีดแผ่ออกมาจากคุกฮุ่นตุ้นต่างๆ เหล่านั้น ทั้งหมดต่าง ‘จ้อง’ มาที่ตัวนาง!
สิ่งที่ถูกคุมขังอยู่ในคุกเหล่านั้นแท้จริงแล้วคือสัตว์ประหลาดอะไรกันแน่?
ทำไมเพียงแค่กลิ่นอายก็ก็น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้?
ในชั่วขณะนั้นเซิ่งจุนอวิ่นซิวตกใจสุดขีด ไม่มีความคิดที่จะสำรวจหาโชคลาภใดๆ อีกต่อไป เหลือเพียงความคิดเดียวเท่านั้น… หนี!
ดินแดนแห่งความโกลาหลอันลี้ลับและเป็นเขตต้องห้ามแห่งนี้มันน่ากลัวเกินไปแล้ว แต่ทว่า… จะหนีไปทางไหนได้?
เซิ่งจุนอวิ่นซิวพลันตระหนักได้ว่านางไม่รู้เลยว่าทางออกอยู่ที่ไหน!
ตูม!
กลิ่นอายอันน่าหวาดกลัวหลายสายพุ่งเข้าหาจากทุกทิศทาง
เซิ่งจุนอวิ่นซิวไม่ได้กลัวว่าพลังจิตสำนึกสายนี้จะถูกทำลาย แต่นางไม่ยินยอม!
ไม่ยินยอมที่จะพ่ายแพ้ในการประลองปัญญากับลู่เยี่ยอย่างน่าอนาถเช่นนี้!
“พวกเจ้าไม่อยากรู้หรือว่าผู้สืบทอดของเจ้าแห่งวิหารเต๋าคือใคร? ข้าสามารถบอกพวกเจ้าได้!” เซิ่งจุนอวิ่นซิวตะโกนก้อง “เมื่อครู่นี้เขาเป็นคนพาข้ามา และข้ารู้เรื่องราวชีวิตของเขาตั้งแต่เล็กจนโตอย่างทะลุปรุโปร่ง ขอเพียงแค่…”
เคร้ง!
เสียงของดาบแห่งวิถีดังกังวานขึ้นทันที ทั่วทั้งโลกที่วุ่นวายราวกับความโกลาหลนั้น ทันใดนั้นก็ถูกกดทับด้วยพลานุภาพดาบที่มองไม่เห็นทันที
กลิ่นอายที่แผ่ขยายออกมาจากคุกฮุ่นตุ้นแต่ละแห่งล้วนถูกสลายไปในพริบตา เสียงอึกทึกเหล่านั้นก็หยุดลงอย่างฉับพลัน ทุกอย่างกลับคืนสู่ความเงียบสงัด
และนี่เป็นเพียงแค่พลังอำนาจที่แผ่ขยายออกมาจากเสียงกังวานของดาบเพียงสายเดียวเท่านั้น!