บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 319 เซิงจุนอวิ๋นซิว!
ท่ามกลางผืนฟ้านภาและแผ่นดินที่มืดมิด คางคกสีเลือดขนาดใหญ่ราวกับภูเขาลูกหนึ่งกำลังพุ่งทะยานไปเบื้องหน้า บนศีรษะของคางคกตัวนั้นมีเด็กหนุ่มในอาภรณ์สีดำนั่งขัดสมาธิอยู่ พวกเขาก็คือลู่เยี่ยและบรรพชนคางคกโลหิตนั่นเอง
“ถ้าเช่นนั้น หมายความว่าบนภูเขาสองภพนั้น พวกเทพมารจากนอกอาณาเขตที่แข็งแกร่งที่สุด ก็มีพลังบำเพ็ญเพียงแค่เทียบเท่ากับขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นหรือ?”
ลู่เยี่ยรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง ตลอดการเดินทางที่ผ่านมา จากคำบอกเล่าของบรรพชนคางคกโลหิตทำให้เขาได้รับรู้ถึงสถานการณ์ของภูเขาสองภพ
ในอดีตภูเขาสองภพซึ่งเป็นเขตต้องห้ามนั้นถูกปิดผนึกไว้เสมอมา แต่ทว่าเมื่อสามปีก่อน ยามที่พลังผนึกของภูเขาสองภพสูญสิ้นไป จุดเชื่อมต่อมิติกาลเวลาได้ปรากฏขึ้นในภูเขาสองภพ พลังของเทพมารจากนอกอาณาจักรต่างก้าวเข้ามาในภูเขาสองภพผ่าน ‘จุดเชื่อมต่อมิติกาลเวลา’ นั้น
แต่ตามคำบอกเล่าของบรรพชนคางคกโลหิต เทพมารจากนอกอาณาเขตสามารถส่งผู้แข็งแกร่งเข้ามาในภูเขาสองภพได้เพียงแค่พันกว่าคนในแต่ละครั้งเท่านั้น และที่สำคัญพลังของพวกเขาลำล้วนอยู่ในห้าขอบเขตล่าง!
จวบจนวันนี้ แม้ภูเขาสองภพทั้งหมดจะถูกเทพมารจากนอกอาณาเขตครอบครองไปแล้ว แต่เมื่อนับรวมกัน จำนวนคนทั้งหมดเพิ่งจะมีเพียงหมื่นกว่าคนเท่านั้น เรื่องนี้ทำให้ลู่เยี่ยรู้สึกประหลาดใจอย่างมาก
บรรพชนคางคกโลหิตกล่าวว่า “ในช่วงสามปีที่ผ่านมา ตัวตนระดับผู้ปกครองที่แท้จริงของพวกเทพมารจากนอกอาณาเขต กำลังสร้างอุโมงค์มิติกาลเวลาที่เชื่อมต่อมายังภูเขาสองภพ แต่ทว่าจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ”
“พวกเขาทําได้เพียงส่งคนมายังภูเขาสองภพผ่านจุดเชื่อมต่อมิติกาลเวลานั้นเท่านั้น”
“และยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาสามารถส่งคนได้เพียงสามถึงห้าเดือนต่อหนึ่งครั้ง ตามการคาดการณ์ของผู้น้อย ‘จุดเชื่อมต่อมิติกาลเวลา’ นั้นน่าจะเปราะบางมาก จึงเป็นข้อจำกัดการรุกรานภูเขาสองภพของเทพมารจากนอกอาณาเขต”
ลู่เยี่ยพยักหน้าเงียบๆ หากมีโอกาสส่งคนมาที่ภูเขาสองภพมากขึ้น เทพมารจากนอกอาณาเขตคงไม่มีทางพลาดโอกาสนี้เป็นแน่
ลู่เยี่ยถาม “แต่เพียงพลังเล็กน้อยของพวกเขานั้น เหตุใดจึงทำให้เจ้ายอมสวามิภักดิ์ได้เล่า?”
บรรพชนคางคกโลหิตถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “ทางฝั่งเทพมารจากนอกอาณาเขต มีสตรีที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่งผู้หนึ่ง คาดว่านางคือผู้ปกครองฝั่งเทพมารจากนอกอาณาเขต”
“ร่างจริงของสตรีผู้นี้ไม่สามารถเดินทางมายังภูเขาสองภพได้ แต่นางได้ใช้เคล็ดวิชาลับจิตเทวะ ผนึกพลังจิตเทวะสายหนึ่งแล้วส่งมายังที่แห่งนี้!”
บรรพชนคางคกโลหิตแสดงสีหน้าหวาดกลัวอย่างลึกซึ้ง
“พลังจิตเทวะของสตรีผู้นั้นช่างน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง แม้จะเป็นเพียงส่วนเสี้ยวเดียว แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ผู้น้อยหรือปีศาจเฒ่าคนอื่นบนภูเขาสองภพจะต่อกรได้”
“สุดท้ายพวกเราทั้งหมดตกเป็นเหยื่อ ถูกสตรีผู้นั้นโจมตีจิตเทวะทีละคน จนจำต้องยอมสวามิภักดิ์”
“ส่วนพวกปีศาจเฒ่าหัวแข็งบางตนที่ไม่ยอมก้มหัว บัดนี้ล้วนกลายเป็นเถ้าธุลีไปหมดแล้ว”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ สีหน้าของบรรพชนคางคกโลหิตดูหม่นหมองลงมาก เหมือนกระต่ายตายสุนัขจิ้งจอกร่ำไห้
ลู่เยี่ยอดไม่ได้ที่จะถาม “พลังจิตเทวะของสตรีผู้นั้น บัดนี้ยังคงอยู่หรือไม่?”
บรรพชนคางคกโลหิตส่ายหน้า “อย่างไรเสียก็เป็นเพียงพลังจิตเทวะ ยามที่พลังถูกใช้จนหมดสิ้นไป ก็ไม่อาจฟื้นฟูกลับคืนมาได้”
“ยามนี้บนภูเขาสองภพ ผู้แข็งแกร่งของเทพมารจากนอกอาณาเขตไม่มีผู้ใดที่มีพลังบำเพ็ญเกินกว่าขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์ และสตรีผู้นั้นก็ไม่ได้ส่งพลังจิตเทวะสายใหม่มาอีกเลย”
ลู่เยี่ยครุ่นคิดแล้วกล่าว “หากข้าเดาไม่ผิด ถึงแม้ว่าสตรีผู้นั้นจะเพียงแค่ส่งพลังจิตเทวะสายหนึ่งมายังภูเขาสองภพ แต่ร่างจริงของนางย่อมต้องจ่ายค่าตอบแทนที่มหาศาลยิ่งนัก”
บรรพชนคางคกโลหิตชะงักไปชั่วครูก่อนจะเข้าใจในทันใด “ท่านผู้อาวุโสกล่าวได้ถูกต้องยิ่งนัก!”
เรื่องนี้คาดเดาได้ไม่ยาก หากไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทนอันใด ทางฝั่งเทพมารจากนอกอาณาเขตคงส่ง ‘พลังจิตเทวะ’ อันน่าสะพรึงกลัวมาอย่างไม่ขาดสายแล้ว
ลู่เยี่ยกล่าวว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่า สตรีผู้นั้นมีนามว่าอะไร มาจากเผ่าใดของเทพมารจากนอกอาณาเขต?”
บรรพชนคางคกโลหิตตอบว่า “ข้ารู้เพียงแค่ว่า พวกเทพมารจากนอกอาณาเขตทั้งหมดเรียกสตรีผู้นั้นว่า ‘เซิ่งจุนอวิ๋นซิว’ ”
เพียงแค่ชื่อเดียวเท่านั้น แต่กลับดังสนั่นในใจของลู่เยี่ยราวกับสายฟ้าฟาด ภาพความทรงจำที่ฝังลึกอยู่ในจิตวิญญาณพลันปรากฏขึ้นในห้วงความคิดของลู่เยี่ย
ความทรงจำนี้เกิดขึ้นก่อนที่จิตเทวะของลู่เยี่ยจะออกจากสนามรบนอกอาณาเขต ในตอนนั้นบรรพจารย์ทั้งสิบเก้าท่านได้ยอมพลีชีพอย่างองอาจ และประสบความสำเร็จในการปิดผนึกช่องทางกาลเวลาที่เทพมารจากนอกอาณาเขตใช้ในการเดินทางมายังสนามรบนอกอาณาเขต
และในเวลานั้นเอง เงาร่างของเซิ่งจุนอวิ๋นซิวก็ได้ปรากฏขึ้นที่ปลายอีกด้านหนึ่งของอุโมงค์กาลเวลาที่ถูกผนึกนั้น!
นางสวมชุดคลุมสีโลหิต เส้นผมขาวโพลนดุจหิมะ แม้จะมีอุปสรรคของกาลเวลาคั่นกลาง แต่พลังที่แผ่ออกมาจากเซิ่งจุนอวิ๋นซิวก็ยังแข็งแกร่งจนทำให้หัวใจสั่นสะท้าน ในยามนั้นนางได้ค้นพบตัวตนของลู่เยี่ยที่กำลังจะออกจากสนามรบนอกอาณาเขต
‘เจ้าหนุ่มน้อย ข้ามองออกว่าเจ้าพิเศษยิ่งนัก ตอนนี้เพียงแค่เจ้าคุกเข่ายอมสยบรับใช้ข้า ในอนาคตข้าจะให้โอกาสเจ้าได้ผงาดขึ้นในหลายภพหลายภูมิ!’
‘จงคุกเข่าแสดงความจงรักภักดีต่อข้า!’
ภาพเหตุการณ์ในอดีตปรากฏขึ้นในความทรงจำของลู่เยี่ย พร้อมกับเสียงอันเปี่ยมด้วยบารมีดุจสรวงสวรรค์ของเซิ่งจุนอวิ๋นซิวที่ดังก้องขึ้นมา
ในตอนนั้นลู่เยี่ยสั่นสะท้านไปทั้งร่าง สัมผัสได้ถึงมหันตภัยถึงชีวิต จิตใจแทบจะแตกสลาย และแล้วในช่วงเวลานั้นเอง ที่ลายเส้นบนกลางฝ่ามือขวาของลู่เยี่ยก็ปรากฏผังดาบเก้าคุมขังขึ้นมา พลังประหลาดสายหนึ่งแผ่ซ่านจากลวดลายบนฝ่ามือไปทั่วร่างกาย ทำให้ลู่เยี่ยสามารถดิ้นรนหลุดพ้นจากภาวะอันตรายถึงชีวิตได้อย่างฉับพลัน!
ในขณะที่ได้รับอิสรภาพอีกครั้ง จิตเทวะของลู่เยี่ยก็ได้เข้าสู่กระแสน้ำวนมิติกาลเวลาภายใต้การนำทางของผังดาบเก้าคุมขัง แต่ทว่าก่อนจะจากไป ลู่เยี่ยได้ชี้นิ้วไปยังเซิ่งจุนอวิ๋นซิวแล้วกล่าวอย่างหนักแน่นทีละคำว่า
‘นางปีศาจเฒ่า เจ้าคอยดูเถอะ ครั้งหน้าที่คุณชายกลับมา คุณชายจะจัดการเจ้าเป็นคนแรก!’
ในเวลานั้น ลู่เยี่ยเปี่ยมไปด้วยจิตสังหารอันแรงกล้า ส่วนเซิ่งจุนอวิ๋นซิวที่ได้ยินคำพูดนี้ เพียงแต่เอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า ‘ข้ารอคอยวันนั้นอยู่’
เมื่อภาพความทรงจำเหล่านี้หวนกลับมาในห้วงคำนึง จิตใจของลู่เยี่ยก็ปั่นป่วนไม่สงบ
เขาคิดไม่ถึงเลยว่า หลังจากผ่านไปเพียงครึ่งปีเศษ เขาจะได้รับข่าวคราวของเซิ่งจุนอวิ๋นซิวในเขตหวงห้ามลึกลับที่ห้าแห่งนี้ นางปีศาจเฒ่าผู้นี้ถึงกับแบ่งจิตเทวะส่วนหนึ่งออกมาเพื่อลงมาที่ภูเขาสองภพ!
ดูท่าเพียงแค่ผนึกทางเชื่อมของสนามรบนอกอาณาเขตเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอเสียแล้ว…!
ลู่เยี่ยขมวดคิ้วแน่น จุดเชื่อมต่อของกาลเวลาที่ปรากฏที่ภูเขาสองภพ สามารถทำให้พลังของเทพมารจากนอกอาณาเขตเข้าสู่เขตหวงห้ามลึกลับที่ห้า และปรากฏในแผ่นดินต้าเฉียนได้
และแผ่นดินต้าเฉียนก็คือดินแดนทางโลกของดินแดนหลิงชางนั่นเอง!
กล่าวอีกนัยหนึ่ง เทพมารจากนอกอาณาเขตสามารถใช้ ‘ภูเขาสองภพ’ เป็นฐานที่มั่นเพื่อทำแผนรุกรานดินแดนหลิงชางในอนาคตได้อย่างสมบูรณ์ หากเป็นเช่นนั้นจริง ทั่วทั้งดินแดนหลิงชางจะต้องวุ่นวายอย่างแน่นอน!
ในตอนนั้นเอง เสียงของบรรพชนคางคกโลหิตก็ดังขึ้น
“ที่จริงยังมีเรื่องหนึ่งต้องแจ้งให้ท่านผู้อาวุโสทราบ เมื่อไม่นานมานี้ ฝ่ายเทพมารจากนอกอาณาเขตได้ส่งพลังจิตเทวะสายใหม่ลงมาอีกสายหนึ่ง!”
ลู่เยี่ยรู้สึกใจกระตุก “ยังเป็นของเซิ่งจุนอวิ๋นซิวอยู่หรือไม่?”
“ไม่ใช่” บรรพชนคางคกโลหิตกล่าวว่า “เป็นตาเฒ่าผู้หนึ่งที่ถูกเรียกขานว่า ‘จอมมารเจียงเจวี๋ย’ ”
เจียงเจวี๋ย?
เพียงแค่ได้ยินแซ่ ลู่เยี่ยก็รู้ทันทีว่าผู้มีสถานะระดับจอมมารผู้นี้มาจากเผ่ามารวิญญาณพันลักษณ์
“ตาเฒ่าผู้นี้ประหลาดมาก หลังจากที่มาถึงก็ออกคำสั่งทันที สั่งให้รวบรวมสมบัติล้ำค่าที่ได้รับผลกระทบจากหายนะมหาวิถี”
บรรพชนคางคกโลหิตกล่าวต่อว่า “นอกจากนี้ เขาก็เข้าสู่การปิดด่านไม่ออกมา ไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังทำอะไรอยู่”
“การบีบบังคับเอาโถกลืนสายฟ้าจากเผ่าหมอผีสายฟ้าในครานี้ ก็เป็นคำสั่งของตาเฒ่าผู้นั้นเช่นกัน”
ลู่เยี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย จอมมารเจียงเจวี๋ยผู้นี้รวบรวมสมบัติล้ำค่าไปเพื่อสิ่งใด หรือจะมีเป้าหมายอยู่ที่วัตถุต้องห้ามเจดีย์หมื่นเร้นลับ?
เขาครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วถามขึ้นกะทันหันว่า “แล้วผู้ฝึกดาบหนึ่งปู่กุยเล่า เป็นมาอย่างไร?”
เพียงแค่ได้ยินชื่อของหนึ่งปู่กุย ร่างของบรรพชนคางคกโลหิตก็แข็งทื่อไปทันที หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง มันจึงได้ลดเสียงลงและอธิบายออกมา
“หนึ่งปู่กุยผู้นี้มาจากภูเขาสองภพจริงๆ ในช่วงเวลาอันยาวนานที่ผ่านมา เขาได้หลับใหลอยู่ภายในสุสานแห่งหนึ่ง สุสานแห่งนั้นตั้งอยู่ใจกลางหุบเขาของภูเขาสองภพ”
“ก่อนหน้านี้ไม่มีใครเคยค้นพบ จนกระทั่งเมื่อสามปีก่อนที่พลังผนึกของภูเขาสองภพจางหายไป สุสานแห่งนี้จึงได้ปรากฏออกมา”
“ก่อนที่เทพมารจากนอกอาณาจักรบุกรุกภูเขาสองภพ บรรพชนคางคกโลหิตและเหล่าปีศาจเฒ่าคนอื่นๆ ต่างเคยเข้าไปสำรวจสุสานนั้นมาแล้ว ทว่าไม่มีผู้ใดล่วงรู้ถึงความเป็นมาของสุสานนั้น ยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีผู้ใดสามารถทำลายพลังที่ปกคลุมสุสานนั้นลงได้”
“จนกระทั่งพลังจิตเทวะสายหนึ่งของสตรีผู้นั้นมาถึง จึงทำให้สุสานนั้นถูกเปิดออกในที่สุด และในเวลานั้นเอง หนึ่งปู่กุยก็ได้ก้าวออกมาจากสุสาน!”