บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 318 บรรพชนคางคกโลหิต
หนึ่งปู่กุย!
นามนี้ราวกับมีมนต์ขลังอันน่าประหลาด ทำให้เหล่าผู้อาวุโสของเผ่าหมอผีสายฟ้าต่างตกอยู่ในความเงียบงันและหนักอึ้ง
ท่ามกลางบรรยากาศอึมครึมนั้น เสียงขวัญอ่อนของเด็กสาวก็ดังขึ้นจากในโถกลืนสายฟ้า
“หนึ่งปู่กุยอันใดกัน ต่อหน้าท่านผู้อาวุโสท่านนี้ มันก็เป็นเพียงไก่ดินสุนัขกระเบื้องเท่านั้น!”
ทว่าทุกคนในที่แห่งนั้นกลับตาเป็นประกาย จิตใจฮึกเหิมขึ้นมาทันที สายตาที่มองมายังลู่เยี่ยเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง
หญิงสาวในชุดสีดำกล่าวด้วยความตื่นเต้นว่า “ท่านผู้อาวุโสลู่ ท่านต้องมีวิธีจัดการกับหนึ่งปู่กุยใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
มุมปากของลู่เยี่ยกระตุกเล็กน้อยแทบไม่สังเกตเห็น
ยังไม่ทันเขาจะเอ่ยปาก เลยเซียวก็ตำหนิว่า “หวั่นจิง อย่าเสียมารยาท! ท่านผู้อาวุโสลู่ได้ช่วยเผ่าเราไว้มากพอแล้ว จะทำตัวได้คืบเอาศอก ไปรบกวนท่านผู้อาวุโสให้ไปจัดการหนึ่งปู่กุยอีกหรือ?”
ใบหน้างดงามของหญิงสาวในชุดดำเปลี่ยนสีไปเล็กน้อย ก้มหน้าลงด้วยความตระหนักว่าตนเองวูวามเกินไป
จึงกล่าวว่า “ท่านผู้อาวุโส โปรดอย่าได้ถือสา ผู้น้อยไม่กล้าบังอาจบังคับให้ท่านลงมือเจ้าค่ะ”
ลู่เยี่ยกล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า “ไม่เป็นไร หากมีโอกาส ข้าเองก็อยากจะได้เห็นฝีมือของหนึ่งปู่กุยผู้นั้นเหมือนกัน”
ผู้ฝึกดาบคนหนึ่งที่สามารถต่อกรกับเจดีย์หมื่นเร้นลับได้ เหตุใดถึงได้ร่วมมือกับเทพมารจากนอกอาณาเขตกัน?
ลู่เยี่ยมีลางสังหรณ์ว่า แม้เผ่าหมอผีสายฟ้าจะไม่ขอความช่วยเหลือจากตน แต่หากตนต้องเผชิญหน้ากับเทพมารจากนอกอาณาเขต ก็ย่อมจะต้องได้ปะทะกับหนึ่งปู่กุยผู้นี้อย่างแน่นอน!
ที่หน้าประตูภูเขาชิงหลัว
“เหตุใดประมุขน้อยจินฉยงถึงยังไม่ออกมาอีก?”
บรรพชนคางคกโลหิตร่างใหญ่โตบ่นพึมพำ “หรือว่าเผ่าหมอผีสายฟ้านี่กล้าที่จะไม่ให้เกียรติเทพมารจากนอกอาณาเขต? ช่างเบื่อชีวิตเสียจริง!”
‘ประมุขน้อยจินฉยง’ ที่มันเอ่ยถึงก็คือชายในชุดคลุมสีโลหิตที่ถูกลู่เยี่ยสังหาร
เขาเป็นทายาทสายเลือดบริสุทธิ์ของเผ่า ‘มารสวรรค์เพลิงทอง’ แห่งเทพมารจากนอกอาณาเขต ครั้งนี้เขามาในฐานะทูตของเทพมารจากนอกอาณาเขต เพื่อมาบีบบังคับเอาโถกลืนสายฟ้าจากเผ่าหมอผีสายฟ้า
“ออกมาแล้ว!”
ทันใดนั้น ดวงตาของบรรพชนคางคกโลหิตก็เปล่งประกาย เมื่อเห็นเงาร่างของประมุขน้อยจินฉยงเดินออกมาจากประตูเขา
“หากผู้น้อยเดาไม่ผิด ประมุขน้อยคงได้โถกลืนสายฟ้ามาไว้ในครอบครองแล้วเป็นแน่!”
บรรพชนคางคกโลหิตเอ่ยปากด้วยสีหน้าประจบประแจง
“ฉลาดนัก!”
จินฉยงสะบัดมือ โถกลืนสายฟ้าลอยละลิวขึ้นไปในอากาศ “เจ้าลองมาดูสิว่า สมบัติชิ้นนี้เป็นของจริงหรือของปลอม”
“ได้เลย!”
บรรพชนคางคกโลหิตยกกรงเล็บขึ้นประคองโถกลืนสายฟ้าไว้ แล้วชะโงกหน้าเข้าไปพิจารณาดูใกล้ๆ
ทว่าในชั่วพริบตานั้นเอง ร่างของเด็กสาวผู้หนึ่งก็พุ่งออกมาจากโถกลืนสายฟ้า พร้อมกับร้องตะโกนด้วยความตกใจว่า
“เจ้าคางคกนี่หน้าตาช่างน่ากลัวยิ่งนัก!”
คางคกน่ากลัวหรือ?
บรรพชนคางคกโลหิตชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะระเบิดโทสะออกมา “เจ้าสิ่งมีชีวิตตัวจ้อย! เจ้าบังอาจด่าทอผู้ใด?”
เด็กสาวกล่าวว่า “หน้าตาเจ้าอัปลักษณ์จนทำให้ข้าตกใจแล้ว ยังจะไม่ให้ข้าด่าเจ้าอีกหรือ?”
บรรพชนคางคกโลหิต “……”
จิตสังหารวาบผ่านดวงตาของมัน กรงเล็บมหึมาราวกับอาคารหลังใหญ่กำแน่นทันที หมายจะบดขยี้เด็กสาวให้แหลกลาญดุจมดปลวก
ตูม!
กรงเล็บมหึมากำเข้าหากันเป็นหมัด เด็กสาวพร้อมกับโถกลืนสายฟ้าถูกกำแน่นอยู่ในกรงเล็บนั้น
จากนั้นบรรพชนคางคกโลหิตก็ยิ้มพลางกล่าวกับจินฉยงว่า “ประมุขน้อย เด็กสาวคนนี้ออกมาจากในโถกลืนสายฟ้า เห็นได้ชัดว่ามีปัญหาใหญ่ ผู้น้อยจะสังหารนางแทนท่านเอง!”
สิ้นเสียงพูดนั้นเอง บรรพชนคางคกโลหิตก็แผดเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด
บนหลังกำปั้นที่มันกำแน่นนั้น ถูกปราณดาบที่เปี่ยมไปด้วยแสงจันทร์นวลตาแทงทะลุจนเป็นรูโหว่ เลือดสาดกระจาย
ร่างของเด็กสาวลอยออกมาพร้อมกับดาบแห่งวิถีสายหนึ่ง นางหลับตาพริ้มพลางกล่าวว่า “หลับตาเสียก็ไม่ต้องถูกความอัปลักษณ์ของเจ้าคางคกนี่ทำร้ายจิตใจแล้ว!”
บรรพชนคางคกโลหิตตกใจและโกรธแค้น มันรีบโจมตีกลับในทันที ใช้กรงเล็บมหึมาอีกข้างหนึ่งฟาดลงใส่เด็กสาวอย่างรุนแรง
ทว่าเด็กสาวกลับกำหมัดน้อยๆ แล้วชกสวนออกไปกลางเวหา
หมัดเล็กๆ ที่ขาวซีดและบอบบางนั้น เมื่อเทียบกับร่างกายใหญ่โตเท่าภูเขาของบรรพชนคางคกโลหิต ช่างดูเล็กกระจ้อยร่อยประหนึ่งเม็ดทราย
ทว่ายามที่หมัดนี้ฟาดลงมา
ตูม!
ร่างของบรรพชนคางคกโลหิตหมอบราบลงกับพื้นดิน พื้นดินยุบลงเป็นหลุมขนาดมหึมา!
เห็นได้ชัดเจนว่า บนหลังของมันปรากฏรอยปราณดาบแสงจันทร์ที่หลงเหลืออยู่เป็นทางๆ ฉีกเนื้อหนังทั่วร่างเป็นรอยแผล เลือดเต็มไปหมด
“เจ้า… เจ้าเป็นใครกันแน่!”
บรรพชนคางคกโลหิตร้องครวญครางอย่างเจ็บปวด พลางด่าทอ
เด็กสาวลอยอยู่กลางอากาศแล้วซัดหมัดออกไปอีกครั้ง
ศีรษะของบรรพชนคางคกโลหิตแหลกเละ เนื้อและเลือดเละไปหมด เสียงร้องโหยหวนดังสนันหวั่นไหว
ในดวงตาสีเลือดที่มีขนาดเท่าทะเลสาบนั้น เต็มไปด้วยความหวาดกลัว เด็กสาวผู้นี้คือใคร?
เหตุใดนางจึงแข็งแกร่งเกินไปถึงเพียงนี้?
ในระยะไกล ลู่เยี่ยที่แปลงกายเป็น ‘จินฉยง’ ก็รู้สึกตกใจไม่น้อย
ก่อนหน้านี้ที่เผ่าหมอผีสายฟ้า เขาได้ทำความเข้าใจที่มาของเด็กสาวคนนี้แล้ว เขารู้ว่าบุคคลที่มีนามว่าเซียนหนึ่งผู้นี้ แทจริงแล้วคือ ‘ตำนาน’ ที่ได้รับการยอมรับจากเผ่าหมอผีแห่งดินแดนป่าเถื่อน!
ในประวัติศาสตร์ของเผ่าหมอผีแห่งดินแดนป่าเถื่อน มีเพียงประมุขจากสายหลักหมอผีสวรรค์เท่านั้นที่จะได้รับการเสนอชื่อให้เป็นจักรพรรดิหมอผี แต่เมื่อนานมาแล้วกลับมีข้อยกเว้นเกิดขึ้น
นั่นคือ เซียนหนึ่ง จักรพรรดินีหมอผีแห่งเผ่าหมอผีจันทรา!
นางยังเป็นตำนานเพียงหนึ่งเดียวในประวัติศาสตร์ของเผ่าหมอผีแห่งดินแดนป่าเถื่อน ที่มีสถานะเป็น ‘สายย่อย’ แต่ได้ขึ้นเป็นจักรพรรดินีหมอผี
ในช่วงที่นางแข็งแกร่งที่สุด ผู้แข็งแกร่งจากสายหลักของดินแดนป่าเถื่อนล้วนต้องก้มหัวเชื่อฟัง!
ในตอนนั้น จักรพรรดินีหมอผีเซียนหนึ่งยังได้ตั้งปณิธานอันยิ่งใหญ่ว่าจะเอาชนะวัตถุต้องห้ามเจดีย์หมื่นเร้นลับ เพื่อเปิดทางแห่งชีวิตให้แก่เผ่าหมอผีแห่งดินแดนป่าเถื่อนให้ได้ ก็น่าเสียดาย
นางล้มเหลวและล้มเหลวหลายต่อหลายครั้ง การล้มเหลวในแต่ละคราทำให้จักรพรรดินีหมอผีเซียนหนึ่งก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส จนสุดท้ายเหลือเพียงวิญญาณสุดท้ายเท่านั้น!
นั่นก็คือ ‘เด็กสาว’ ที่อยู่ตรงหน้าในยามนี้
ประสบการณ์เช่นนี้ทำให้ลู่เยี่ยนึกถึงเจ้าของดาบพิชิตมารจากเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่ เจ้าของดาบพิชิตมารก็เคยใช้ดาบเปิดม่านฟ้าหลายครั้ง และเคยต่อสู้กับ ‘ภูเขาเทียนจิน’ มาหลายครั้ง สุดท้ายก็ลงเอยด้วยการที่วิญญาณที่แตกสลาย
และความแตกต่างก็คือ วิญญาณสุดท้ายของจักรพรรดินีหมอผีเซียนหนึ่งยังมีชีวิตอยู่ แต่ถูกผนึกไว้ในโถกลืนสายฟ้ามาอย่างยาวนาน
กาลเวลาผ่านไปเนิ่นนานจนแม้แต่คนในเผ่าหมอผีสายฟ้าก็ยังไม่รู้ว่า ในศาสตราอาคมที่สืบทอดกันมาของพวกเขานั้น แท้จริงแล้วได้ปิดผนึกจักรพรรดินีหมอผีผู้เป็นตำนานนี้ไว้ด้วย!
ในที่ไกลออกไป เด็กสาวชกหมัดลงไปอีกครั้ง ร่างของบรรพชนคางคกโลหิตสั่นเทิ้มไปทั้งตัว เสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดดังสนั่นฟ้า
“อย่าตีอีกเลย อย่าตีอีกเลย ข้ายอมแพ้!”
บรรพชนคางคกโลหิตวิงวอนขอความเมตตา
“ร่วมมือกับข้าทำเรื่องหนึ่ง แล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้า”
ลู่เยี่ยก้าวไปข้างหน้าทันที
“เจ้า… เจ้าไม่ใช่ประมุขน้อยจินฉยง! เจ้าคือใครกันแน่?”
แววตาของบรรพชนคางคกโลหิตเปลี่ยนไปมา มันรู้สึกตกใจมาก ด้วยพลังบำเพ็ญเต๋าของมัน กลับไม่สามารถมองเห็นร่องรอยความผิดปกติของ ‘ประมุขน้อยจินฉยง’ ตัวปลอมคนนี้ได้เลยแม้แต่น้อย!
“ไม่ต้องสนว่าข้าเป็นใคร เพียงร่วมมือกับข้าไปยังภูเขาสองภพสักครั้ง”
ลู่เยี่ยกล่าว บรรพชนคางคกโลหิตรีบตอบตกลงโดยไม่ลังเล “ได้ ผู้น้อยยินดี!”
เซียนหนึ่งกล่าวอย่างขลาดกลัวว่า “ท่านผู้อาวุโส ผู้น้อยได้วางคำสาปลงบนจิตเทวะของมัน เพื่อป้องกันไม่ให้มันเล่นตลบตะแลงแล้วเจ้าค่ะ”
วางคำสาปหรือ?
บรรพชนคางคกโลหิตรู้สึกประหนึ่งถูกอัสนีบาตฟาดกลางกระหม่อม หัวใจเย็นวาบ กล่าวอย่างขมขื่นว่า “ท่านทั้งสองอาจไม่ทราบ สาเหตุที่ข้ารับใช้เทพมารจากนอกอาณาเขต ก็เพราะพวกเขาใช้วิชาอาคมอันชั่วร้ายฝังคำสาปเอาไว้ในจิตเทวะของข้าเช่นกัน…”
ลู่เยี่ยถาม “เจ้ารู้ชื่อของคำสาปนั้นหรือไม่?”
บรรพชนคางคกโลหิตตอบ “ดูเหมือนจะเรียกว่า ‘คำสาปมารโลหิตตัดขั้วหัวใจ’ ”
ลู่เยี่ยกล่าว “ข้าจะถ่ายทอดเคล็ดวิชาลับให้เจ้าแขนงหนึ่ง ซึ่งน่าจะแก้คำสาปนี้ได้”
“จริงหรือ?”
บรรพชนคางคกโลหิตรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาทันที
ปัง!
ศีรษะของมันถูกเซียนหนึ่งชกเข้าให้อีกหมัด “บังอาจสงสัยในวิชาของท่านผู้อาวุโส ช่างโง่เง่ารนหาที่ตายนัก!”
ท่านผู้อาวุโส?
บรรพชนคางคกโลหิตเพิ่งตระหนักได้ว่า ‘จินฉยง’ ตัวปลอมผู้นี้ แท้จริงแล้วมีลำดับอาวุโสสูงส่งยิ่งกว่าเด็กสาวผู้พลิกแพลงคนนี้เสียอีก เห็นได้ชัดว่าท่านผู้อาวุโสผู้นี้จะต้องเป็นผู้มีพลังอำนาจลี้ลับที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเป็นแน่!
เมื่อตระหนักถึงจุดนี้ บรรพชนคางคกโลหิตก็รีบอ้อนวอนขอความเมตตาทันที “ขอท่านผู้อาวุโสโปรดประทานวิชาช่วยเหลือผู้น้อยให้พ้นจากกองเพลิงด้วยเถิด! ผู้น้อยยินดีรับใช้ติดตามท่าน ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟก็ไม่ย่อท้อ!”