บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 315 เปิดโถกลืนสายฟ้า
ตลอดช่วงเวลาอันยาวนานที่ผ่านมา เพื่อที่จะคลายผนึกของโถกลืนสายฟ้า เหล่าบรรพชนของเผ่าหมอผีสายฟ้าไม่รู้กี่รุ่นต่อกี่รุ่นต่างทุ่มเทสุดกำลัง ทว่ากลับไม่มีผู้ใดทำสำเร็จ
นานมาแล้ว เผ่าหมอผีสายฟ้าเคยถึงขั้นเชิญจักรพรรดิหมอผีให้ลงมือ แต่ผลลัพธ์กลับล้มเหลวเช่นเดียวกัน!
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ เด็กหนุ่มที่มาจากโลกมนุษย์ผู้หนึ่งกลับกล่าวว่าตนเองสามารถทำเรื่องนี้ได้ ใครเล่าจะกล้าเชื่อ?
ปฏิกิริยาแรกของเหล่าผู้อาวุโสบางท่านก็คือ เจ้าหนุ่มนี่ช่างโออวดเกินตัวนัก!
บางคนถึงกับคิดจะหันไปตวาดใส่ลู่เยี่ยด้วยความโทสะที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ผู้คนที่อยู่ในที่นั้นจะได้พูดอะไร ชายชราในเสื้อคลุมหนังสัตว์ก็พูดขึ้นก่อน
“ทุกท่าน จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ควรให้สหายลู่ได้ลองดูก่อน!”
ชายชราในเสื้อคลุมหนังสัตว์กวาดตามองบรรดาเหล่าผู้อาวุโสเหล่านั้น “ที่ข้าไม่อนุญาตให้พวกเจ้าพูดจาเหลวไหล ก็เพราะเกรงว่าพวกเจ้าจะเอ่ยวาจาล่วงเกินแล้วสุดท้ายผลลัพธ์ที่ออกมาจะกลายเป็นการตบหน้าพวกเจ้าเอง!”
ชายในชุดสีเทาคนหนึ่งกล่าวอย่างไม่ยอมรับ “หากเขาทําได้จริง อย่าว่าแต่ตบหน้าข้าเลย ต่อให้ต้องให้ข้าคุกเข่าโขกศีรษะให้เขาก็ยอมได้!”
“ข้าจำไว้แล้ว” ชายชราในเสื้อคลุมหนังสัตว์แค่นเสียง “ยังมีใครไม่ยอมรับอีกหรือไม่?”
ทุกคนต่างตกอยู่ในความเงียบ พวกเขามองออกว่าชายชราในเสื้อคลุมหนังสัตว์มีความเชื่อมั่นในตัวลู่เยี่ยเป็นอย่างยิ่ง!
อีกประการหนึ่ง เพียงแค่ให้ลองดูเท่านั้น จะสำเร็จหรือไม่เพียงชั่วครู่ก็ย่อมรู้แจ้ง
ลู่เยี่ยจึงเอ่ยปากพร้อมรอยยิ้ม “ในเมื่อทุกท่านไม่คัดค้าน ข้าก็ขอแสดงฝีมืออันน้อยนิดแล้ว”
กล่าวจบเขาก็ใช้ฝ่ามือขวารองรับโถกลืนสายฟ้าไว้ บรรยากาศในตำหนักใหญ่เงียบสงัด สายตาทุกคู่จ้องมองไปที่ลู่เยี่ยพร้อมเพรียงกัน
แต่ในสายตาและการรับรู้ของพวกเขานั้น พวกเขาไม่อาจมองเห็นว่าในฝ่ามือของลู่เยี่ยในขณะนี้ ผังดาบเก้าคุมขังกำลังเปล่งแสงเงียบๆ แผ่ซ่านประกายแสงลี้ลับประหนึ่งจุดกำเนิดแห่งความโกลาหล
“ท่านปู่มู่ ก่อนหน้านี้ท่านมีท่าทีไม่สู้ดีต่อคุณชายลู่ แต่เหตุใดตอนนี้กลับเปลี่ยนไปเล่า?” หญิงสาวในชุดสีดำส่งเสียงกระแสจิตถามอย่างอดไม่ได้
“เจ้าไม่เข้าใจหรอก เมื่อครู่นี้สหายลู่ได้แสดงฝีมือให้ข้าเห็น ทำเอาข้าตกใจไม่น้อย”
ชายชราในเสื้อคลุมหนังสัตว์มองด้วยสายตาซับซ้อน “ข้ากล้ายืนยันว่าสหายลู่ผู้นี้ต้องไม่ธรรมดาแน่ ข้าถึงขั้นสงสัยว่า…”
“สงสัยอะไรหรือ?”
ชายชราในเสื้อคลุมหนังสัตว์กล่าวเสียงเบา “เจ้าคิดว่าบุคคลที่ได้รับความสนใจจากผู้พิทักษ์สุสาน จะเป็นเพียงเด็กหนุ่มขอบเขตแกนทองคำธรรมดาๆ อย่างนั้นหรือ?”
หญิงสาวในชุดดำชะงักไป หรือว่าลู่เยี่ยคนนี้แท้จริงแล้วคือยอดฝีมือระดับสุดยอดที่ซ่อนความสามารถเอาไว้?
ในเวลาเดียวกัน จิตใจของชายชราในเสื้อคลุมหนังสัตว์ก็ไม่อาจสงบลงได้ เมื่อครู่ที่นอกตำหนักใหญ่ยามที่ลู่เยี่ยเห็นโถกลืนสายฟ้า เขาได้หยิบลูกธนูหักนั้นออกมาให้ตนดู เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าเขามีวิธีการสลายผนึกของโถกลืนสายฟ้าได้จริง!
ลูกธนูหักนั้นประหลาดมาก เพียงมองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นอาวุธสังหารร้ายแรง และสิ่งที่ทำให้ชายชราในเสื้อคลุมหนังสัตว์ตกตะลึงที่สุด
นอกจากลูกธนูหักนั้นจะมีกลิ่นอายเซียนลี้ลับแผ่ซ่านออกมาแล้ว ยังมีอักษรลี้ลับสองตัวที่มีจิตวิญญาณ ซึ่งทั้งคู่เรียกขานลู่เยี่ยว่า ‘ท่านผู้อาวุโส!’
ด้วยเหตุนี้เอง ชายชราในเสื้อคลุมหนังสัตว์จึงเปลี่ยนท่าทีที่มีต่อลู่เยี่ย และนั่นเป็นสาเหตุที่เขาเพิกเฉยต่อการที่ลู่เยี่ยลงมือสังหารชายในชุดคลุมสีโลหิต
‘ต้องดูกันต่อไปว่าสหายลู่ผู้นี้จะเป็นปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ซ่อนพลังบำเพ็ญของตนเองไว้หรือไม่’ ชายชราในเสื้อคลุมหนังสัตว์คิดในใจ
ทั่วทั้งเขตหวงห้ามลึกลับที่ห้าไม่มีผู้ใดสามารถสลายผนึกของโถกลืนสายฟ้าได้ หากลู่เยี่ยทำได้ ฐานะของเขาย่อมไม่ใช่แค่ขอบเขตแกนทองคำอย่างที่เห็นกันอยู่แน่นอน!
ขณะที่ความคิดกำลังหมุนวน แรงสั่นสะเทือนประหลาดก็พุ่งออกมาจากโถกลืนสายฟ้าอย่างกะทันหัน
เปรี้ยง!
เสียงฟ้าผ่าและสั่นสะเทือนดังกึกก้องไปทั่วตำหนักใหญ่ ในสายตาของทุกคนเห็นว่าบนพื้นผิวของโถกลืนสายฟ้า ปรากฏอักขระวิถีแห่งสายฟ้าอันวิจิตรพิสดารนับไม่ถ้วน
บริเวณปากโถยังพ่นประกายสายฟ้าที่เจิดจ้าออกมา สว่างจนทำให้ผู้คนลืมตาไม่ขึ้น กลิ่นอายแห่งการทำลายล้างจากสายฟ้าอันน่าสะพรึงกลัวแผ่กระจายไปทั่วตำหนักใหญ่
ผู้แข็งแกร่งเผ่าหมอผีสายฟ้าล้วนฝึกฝนวิถีแห่งสายฟ้า และเหล่าผู้อาวุโสในที่แห่งนี้ก็คือผู้เชี่ยวชาญระดับสูงสุดในการควบคุมสายฟ้า
เมื่อเผชิญกับกลิ่นอายที่ปลดปล่อยออกมาจากโถกลืนสายฟ้า พวกเขาก็เข้าใจทันทีว่า ผนึกของสมบัติชิ้นนี้ถูกสลายลงแล้ว!
กลิ่นอายแห่งหายนะมหาวิถีได้ถูกลบล้างไปจนสิ้นแล้ว!
เด็กหนุ่มผู้นี้สามารถทำสำเร็จได้จริงๆ หรือ?
ทุกคนรู้สึกสั่นสะท้านในใจไม่สามารถสงบจิตใจได้ ทว่าในตอนนั้นเองโถกลืนสายฟ้ากลับดิ้นรนอย่างรุนแรงประหนึ่งจะหลุดพ้นจากมือของลู่เยี่ย
ลู่เยี่ยพลิกฝ่ามือซ้ายหยิบตราประทับสีม่วงออกมา แล้วฟาดลงบนโถกลืนสายฟ้าเสียงดังปัง!
โถกลืนสายฟ้าสั่นเทาไปทั้งใบ ก่อนจะสงบนิ่งลงไม่กล้าดิ้นรนอีกต่อไป และเมื่อทุกคนมองเห็นตราประทับสีม่วงในมือของลู่เยี่ยอย่างชัดเจน ดวงตาของพวกเขาก็แทบจะถลนออกมา!
นี่คือสมบัติล้ำค่าอันใดกัน?
พลังลมปราณที่น่าสะพรึงกลัวนั้น ทำให้พวกเขาเพียงแค่มองดูก็รู้สึกขนพองสยองเกล้า หนาวเยือกตามแผ่นหลัง ไม่จำเป็นต้องคิดให้มาก นั่นคือสมบัติล้ำค่าแห่งสายฟ้า!
พลังสังหารแห่งสายฟ้าที่บรรจุอยู่ในนั้น ยังเหนือกว่าโถกลืนสายฟ้าเสียอีก!
สมบัติล้ำค่าเช่นนี้ ในทั่วทั้งเผ่าหมอผีแห่งดินแดนป่าเถื่อนคงมีเพียง ‘กระจกกระดูกหมื่นดารา’ ในมือของ ‘จักรพรรดิหมอผี’ เท่านั้นที่พอจะเทียบเคียงได้!
ชั่วพริบตา ความตกตะลึงในใจของทุกคนยิ่งทวีคูณ สายตาที่มองลู่เยี่ยเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ชายหนุ่มผู้นี้มีที่มาอย่างไรกันแน่?
เพียงแค่ขยับมือก็หยิบสมบัติสายฟ้าออกมาได้อย่างง่ายดาย บุคคลเช่นนี้จะเป็นคนธรรมดาได้อย่างไร?
เห็นได้ชัดว่าก่อนหน้านี้พวกเขาต่างตาถั่วไปหมดแล้ว!
ส่วนลู่เยี่ยไม่มีเวลาสนใจเรื่องเหล่านี้ ตราประทับสีม่วงในมือเขาก็คือ ‘ตราสายฟ้าจื่อซิง’ ซึ่งได้มาจากเขตหวงห้ามลึกลับที่หก
เจ้าของเดิมของสมบัติชิ้นนี้คือสตรีผู้น่าเกรงขามนามว่า ‘จักรพรรดิสายฟ้าซิงเชียว’
น่าเสียดายที่แม้จะสามารถปราบและครอบครองสมบัติชิ้นนี้ได้อย่างสมบูรณ์ แต่ด้วยพลังบำเพ็ญของลู่เยี่ยในตอนนี้ยังไม่สามารถใช้พลังที่แท้จริงของสมบัติชิ้นนี้ได้ ทำได้เพียงหยิบออกมาเพื่อ ‘ข่มขวัญ’ โถกลืนสายฟ้าที่ไม่รักดีเช่นนี้เท่านั้น
ต่อมาลู่เยี่ยก็เก็บตราสายฟ้าจื่อซิง แล้วสะบัดมือพาดผ่านโถกลืนสายฟ้าคราหนึ่ง
ผนึกส่วนสุดท้ายถูกทำลายลง ทันใดนั้นมีร่างสี่ร่างทยอยพุ่งออกมาจากปากโถ ลอยอยู่ในอากาศ เป็นชายสามคนและหญิงหนึ่งคน
ในจำนวนนั้น ชายสองคนและหญิงหนึ่งคนล้วนเป็นดวงวิญญาณที่หลงเหลืออยู่ ร่างของพวกเขาค่อนข้างพร่าเลือน แต่พลังลมปราณนั้นกลับน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง!
ส่วนอีกร่างหนึ่งเป็นชายรูปร่างสูงใหญ่ดุดัน รวมตัวจากแก่นแท้แห่งชีวิต พลังลมปราณที่แผ่ซ่านทั่วร่างกายของเขานั้น เหนือกว่าทั้งสามคนนั้นอย่างมาก!
ผู้คนที่อยู่ในที่นั้นต่างพากันตื่นตัว จิตใจปั่นป่วน เพราะทุกคนจำได้ว่านี่คือประมุขเผ่าหมอผีสายฟ้าของพวกเขาที่ชื่อเลยเซียว รวมถึงดวงวิญญาณของบรรพชนทั้งสามอีกด้วย!
“ฮ่าๆๆ ในที่สุดก็หลุดพ้นจากการถูกกักขังแล้ว! ข้ารู้อยู่แล้วว่าในหมู่ทายาทของเผ่าข้า จะต้องมีคนที่หาวิธีกำจัดพลังหายนะนั้นได้แน่!”
เลยเซียวผู้มีร่างอันน่าเกรงขามแหงนหน้าหัวเราะเสียงดัง ใบหน้าเต็มไปด้วยความยินดี
“มู่เถิง ที่แท้ก็พวกเจ้าเจ้านี่เองที่ช่วยพวกเราไว้” ชายในอาภรณ์คลุมยาวมองไปยังชายชราในเสื้อคลุมหนังสัตว์ ใบหน้าเต็มไปด้วยความปลื้มใจ
“ดีมาก ครั้งนี้ต้องขอบใจพวกเจ้าจริงๆ ที่ช่วยให้พวกเราคนแก่ทั้งสามคนรอดพ้นมาได้!” หญิงงามในชุดกระโปรงสีฟ้านำกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
“เอ๊ะ? เหตุใดโถกลืนสายฟ้าถึงไปอยู่ในมือของเจ้าหนูคนนี้ได้? เขาดูไม่ใช่คนในเผ่าเรานี่นา?” ชายชราผมขาวในชุดดำเอ่ยด้วยความประหลาดใจเมื่อเห็นลู่เยี่ยถือโถกลืนสายฟ้าอยู่ในมือ
เมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นต่างมีสีหน้ากระอักกระอ่วนทำตัวไม่ถูก ชายชราในเสื้อคลุมหนังสัตว์ที่ถูกเรียกว่ามู่เถิงรีบกล่าวว่า “ท่านบรรพชนทั้งสามเข้าใจผิดแล้ว ผู้ที่สลายผนึกโถกลืนสายฟ้าในครั้งนี้ไม่ใช่พวกเรา แต่เป็นสหายลู่ผู้นี้!”
สหายลู่?
เลยเซียวและวิญญาณที่เหลือทั้งสามต่างจ้องมองไปที่ลู่เยี่ยพร้อมกัน ในชั่วขณะนั้นทุกคนต่างรู้สึกประหลาดใจ เพียงแค่เด็กหนุ่มขอบเขตแกนทองคำคนหนึ่ง?
เขาเอาความสามารถมาจากที่ใดถึงสลายผนึกและพลังหายนะในโถกลืนสายฟ้าได้?
หญิงสาวในชุดสีดำกล่าวว่า “ท่านปู่ สหายลู่เป็นสหายของท่านผู้อาวุโสผู้พิทักษ์สุสานเจ้าค่ะ!”
ดวงตาของหญิงสาวเป็นประกาย บนใบหน้ารูปไข่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น
ต่อให้คิดจนหัวแทบแตก นางก็ไม่คาดคิดเลยว่าการปรากฏตัวของลู่เยี่ย จะช่วยแก้ปัญหายิ่งใหญ่ค้ำฟ้าของเผ่าหมอผีสายฟ้าได้อย่างง่ายดายเพียงนี้ ราวกับเป็นความฝัน
เมื่อได้ยินดังนั้น สายตาของเลยเซียวและดวงวิญญาณที่เหลืออยู่ทั้งสามดวงก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที ผู้ที่สามารถเป็นสหายกับผู้พิทักษ์สุสานได้ ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาสามัญอย่างแน่นอน!