บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 306 ความลับของขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์
ห้าขอบเขตแรกเริ่มของการฝึกฝนถูกเรียกว่า ‘ห้าขอบเขตล่าง’ ในนั้นขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์คือขอบเขตสุดท้าย ผู้แข็งแกร่งในขอบเขตนี้ต้องเผชิญกับเคราะห์ห้าเสื่อม การที่จะฝ่าทัณฑ์สวรรค์สำเร็จหรือไม่นั้น และจะผ่านทัณฑ์ได้กี่ครั้ง เป็นสิ่งที่กำหนดความแข็งแกร่งของผู้ฝึกตนในขอบเขตนี้ ด้วยเหตุนี้ พลังการต่อสู้ของบรรพชนขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์จึงมีความแตกต่างกันอย่างมาก
แม้ลูเยี่ยจะยังไม่เคยผ่านจุดนั้นมาด้วยตนเอง แต่เขาก็มีความรู้ความเข้าใจอย่างกว้างขวาง ประกอบกับในร่างมีคัมภีร์วิถีที่สืบทอดมาหลากหลาย ทำให้เขาพิจารณาออกตั้งแต่เริ่มเปิดฉากต่อสู้ว่า หนานถัวคือบรรพชนขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์ที่ผ่านเคราะห์ห้าเสื่อมมาแล้วหนึ่งครั้ง สามารถเรียกได้ว่าเป็นขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์ที่ผ่านทัณฑ์หนึ่งครั้ง สำหรับหญิงสาวอาภรณ์เขียวนั้น เห็นได้ชัดว่ายังไม่ได้ผ่านด่านเคราะห์ห้าเสื่อม จึงเรียกได้เพียงว่าเป็นขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้นเท่านั้น และนั่นทำให้ลูเยี่ยตัดสินได้ว่า คู่ต่อสู้ขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์ผ่านทัณฑ์หนึ่งครั้งนั้น ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของตนเองอีกต่อไปแล้ว!
ลูเยี่ยคาดการณ์ว่า ตอนนี้หากตนเองไปเผชิญหน้ากับผู้ที่อยู่ในขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์ทัณฑ์สองครั้ง ก็น่าจะไม่มีปัญหาใหญ่อะไร
“ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร การล่วงเกินเผาหมอผีปีศาจของข้า เจ้าต้องชดใช้อย่างสาสม!” บนพื้น หนานถัวที่กำลังใกล้สิ้นลมเอ่ยปากด้วยแววตาอาฆาต
ลูเยี่ยเดินเข้าไปข้างหน้า เตะหนานถัวจนสลบเหมือด จากนั้นก็หิ้วร่างลวีเนียวมาวางไว้ข้าง ๆ กัน การไว้ชีวิตทั้งสองคนนี้แน่นอนว่าเพื่อใช้เป็นตัวประกัน
“รอให้คนของเผ่าหมอผีปีศาจมาถึง ข้าจะค่อยเล่นกับพวกเขาให้สนุก” ดวงตาของลูเยี่ยลุ่มลึกมองไปยังขอบฟ้าอันไกลโพ้น
ก่อนหน้านี้ลวีเนียวได้ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือออกไป ซึ่งล้วนอยู่ในสายตาของลูเยี่ยมาโดยตลอด หากไม่มีอะไรผิดพลาด ผู้แข็งแกร่งเผ่าหมอผีปีศาจก็คงจะมาถึงในไม่ช้า แต่ก่อนที่พวกเขาจะมา ลูเยี่ยมีเรื่องหนึ่งที่ต้องทำ
“หากไม่อยากตาย ก็ไปช่วยข้าทำเรื่องหนึ่ง” ร่างของลูเยี่ยปรากฏขึ้น ท่ามกลางซากปรักหักพังของบ้านเรือนที่พังทลาย ที่นี่มีทหารปีศาจจากเผ่าหมอผีปีศาจซ่อนอยู่กว่าร้อยนาย แต่ละคนล้วนมีพลังบำเพ็ญที่อ่อนแอจนน่าสมเพช ในการต่อสู้ก่อนหน้านี้ทหารปีศาจเหล่านี้หนีไปไม่ทัน จึงทำได้เพียงแอบซ่อนตัวอยู่
“ท่านผู้อาวุโส ต้องการให้พวกเราทำสิ่งใด?” พวกทหารปีศาจต่างหน้าถอดสีด้วยความหวาดกลัวจนตัวสั่นเทา
“ไปรวบรวมทรัพย์สินสงครามมาให้ข้า ข้าให้เวลาพวกเจ้าเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น เมื่อเสร็จงานแล้วข้าจะปล่อยพวกเจ้าไป” ลูเยี่ยกล่าวเบา ๆ
ในฐานะที่เป็น ‘ลูจอมขูดรีด’ ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในสนามรบนอกอาณาเขต ลูเยี่ยย่อมไม่มีทางปล่อยผ่านทรัพย์สินสงครามเหล่านั้นไปได้ พวกทหารปีศาจเหล่านั้นไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย รีบรับปากในทันที
ราตรีล่วงเข้าสู่ความมืดมิด หลังจากผ่านศึกใหญ่ ด่านเทียนหลางก็ได้กลายเป็นซากปรักหักพัง ทุกที่เต็มไปด้วยภาพความปรักหักพังและกลิ่นคาวเลือด บนกำแพงเมืองที่พังทลาย ลูเยี่ยนั่งอยู่ที่นั่นขณะที่ดื่มสุราพลางครุ่นคิดเรื่องในใจไปด้วย ส่วนหนานถัวและลวีเนียว ทั้งสองคนถูกแขวนไว้อย่างอัปยศอดสูอยู่นอกกำแพงเมือง บรรพชนขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองยังคงหมดสติ ส่วนสมบัติล้ำค่าบนร่างถูกลูเยี่ยปลดเปลื้องไปจนหมดแล้ว
“ไม่รู้ว่าคราวนี้พวกปีศาจกู่พิษเผ่าใจจะปรากฏตัวหรือไม่” ลูเยี่ยครุ่นคิด
ตั้งแต่สงครามที่เมืองหลวงจบลง ลูเยี่ยก็สันนิษฐานจากคำพูดของพานหลานอวิ๋นได้ว่า เผ่าหมอผีปีศาจได้สมคบคิดกับปีศาจกู่พิษเผ่าใจมานานแล้ว! เพราะการต่อสู้ที่ด่านเทียนหลางในครั้งนั้น ก็เป็นการวางแผนโดยพานหลานอวิ๋นเพียงผู้เดียว
เวลาผ่านไปทีละน้อย ยังไม่ทันถึงครึ่งชั่วโมง ทหารปีศาจกว่าร้อยนายก็นำของที่ริบได้มาแล้ว พวกเขารวบรวมมาได้ถึงสิบกว่าถุงเก็บของ! ทว่าเมื่อลูเยี่ยตรวจสอบดูทีละใบ เขาก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย สิ่งของส่วนใหญ่ที่ยึดได้ล้วนเป็นเพียงหินวิญญาณ สมุนไพรวิญญาณ และสมบัติล้ำค่าธรรมดาทั่วไป มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่พอจะเข้าตา อย่างไรก็ตาม ลูเยี่ยไม่ได้รังเกียจ ขอเพียงมีคุณค่าก็ย่อมมีประโยชน์ให้ใช้
“ท่านผู้อาวุโส พวกเรา…พวกเราไปได้หรือยัง?” พวกทหารปีศาจมองลูเยี่ยด้วยความหวาดกลัว
ลูเยี่ยทอดสายตาไปในความมืดมิดยามราตรีที่ห่างไกลออกไป แล้วเอ่ยเสียงแผวเบาว่า
“กองกำลังเสริมจากเผ่าหมอผีปีศาจของพวกเจ้ามาถึงแล้ว หากพวกเจ้าต้องการจากไป ทางที่ดีควรหนีไปให้ไกลที่สุดเสีย”
กองกำลังเสริมมาแล้วหรือ? พวกทหารปีศาจแสดงสีหน้าแตกต่างกันไป
ลูเยี่ยยิ้ม “รีบไปเถิด แน่นอน หากพวกเจ้าต้องการแก้แค้น ก็สามารถกลับมาพร้อมกับกองกำลังเสริมเหล่านั้นก็ได้นะ”
พวกทหารปีศาจเหล่านั้นต่างพากันวิ่งหนีตายหายลับไปอย่างรวดเร็ว ลูเยี่ยไม่ได้ขัดขวาง เขายังคงนั่งอยู่อย่างเงียบสงบเช่นนั้น และในความมืดของราตรีที่อยู่ห่างออกไป ได้มีเสียงฝ่าอากาศอย่างรวดเร็วและหนาแน่นดังขึ้นแล้ว ในไม่ช้า ขบวนผู้แข็งแกร่งเผ่าหมอผีปีศาจกว่าร้อยคนก็ปรากฏขึ้นในครรลองสายตาของลูเยี่ย เมื่อเทียบกับทหารปีศาจแปดหมื่นนายที่ประจำการอยู่ที่ด่านเทียนหลางก่อนหน้านี้แล้ว กองกำลังนี้มีจำนวนคนน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ลูเยี่ยสังเกตเห็นว่า เหล่าผู้แข็งแกร่งเผ่าหมอผีปีศาจทั้งร้อยคนนี้ ผู้ที่อ่อนแอที่สุดก็ยังอยู่ในขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ ผู้นำทั้งสองคนยิ่งเป็นถึงบรรพชนขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์!
“ไม่แปลกใจเลยที่เผ่าหมอผีปีศาจสามารถต่อกรกับราชสำนักต้าเฉียนมาจนถึงทุกวันนี้ พลังรากฐานระดับนี้ช่างไม่ธรรมดาจริงๆ” ลูเยี่ยยกไหสุราขึ้นดื่มอีกหนึ่งแล้วจึงลุกขึ้นยืน เขามั่นใจว่าขุมกำลังระดับสูงสุดของเผ่าหมอผีปีศาจน่าจะถูกส่งออกมาเกือบหมดแล้ว
“อะไรกัน? ด่านเทียนหลางถึงกับแตกแล้วหรือ?” ในความมืดของราตรี เมื่อผู้แข็งแกร่งเผ่าหมอผีปีศาจนับร้อยเดินทางมาถึง พวกเขาก็บังเอิญพบกับทหารปีศาจร้อยนายที่หนีออกมาพอดี
เมื่อได้รู้ว่าด่านเทียนหลางแตกแล้ว ผู้แข็งแกร่งเผ่าหมอผีปีศาจนับร้อยคนนั้นต่างก็เปลี่ยนสีหน้าไปตาม ๆ กัน มีบรรพชนขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์นั่งคุมกำลังถึงสองคน ทหารปีศาจแปดหมื่นนายประจำการอยู่ แต่กลับถูกเด็กหนุ่มขอบเขตทะเลทองคำคนหนึ่งบุกโจมตีจนแตกพ่ายหรือ?
“ลูเยี่ยนั่นสมควรถูกสับเป็นหมื่นชิ้น!!” ที่ด้านหน้าสุดของกองทัพ ชายในชุดขนสัตว์ผู้หนึ่งมีใบหน้าที่เต็มไปด้วยโทสะและกลิ่นอายสังหาร เขามีนามว่า ‘ซุยอวิ๋น’ ประมุขเผ่าแห่งเผ่าหมอผีปีศาจ ตัวเขามีพลังบำเพ็ญอยู่ในขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์ และผ่านด่านเคราะห์ห้าเสื่อมมาแล้วสองครั้ง!
“ท่านประมุขเผ่าโปรดระงับโทสะ ลูเยี่ยผู้นี้ต้องมีบางอย่างผิดปกติเป็นแน่ พวกเราต้องเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด!” ชายชราในอาภรณ์สีเหลืองเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม บรรพชน ‘ตงคั่ว’ ผู้อาวุโสใหญ่แห่งเผ่าหมอผีปีศาจ มีพลังบำเพ็ญอยู่ในขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน
“ไป! ก่อนอื่นไปพบกับลูเยี่ยคนผู้นั้นก่อน!” ประมุขเผ่าซุยอวิ๋นสูดหายใจลึก กดข่มความหงุดหงิดและจิตสังหารในใจไว้
“ท่านประมุขเผ่า พวกเราอ่อนแอเหลือเกิน… พวกเราขอไม่ไปได้หรือไม่?” พวกทหารปีศาจที่ได้รับการปล่อยตัวจากลูเยี่ยกล่าวขึ้นอย่างหวาดกลัว
ซุยอวิ๋นพยักหน้า “ได้ พวกเจ้ารีบกลับไปยังเผ่าได้เลย”
“ขอบพระคุณ!” พวกทหารปีศาจดีใจยิ่งนัก รีบเผ่นหนีไปทันที
ตูม!
ซุยอวิ๋นหันหลังกลับพลางซัดหมัดออกไปอย่างรุนแรง ทหารปีศาจทั้งร้อยนายเหล่านั้นต่างแตกสลายราวกับหุ่นกระดาษ ถูกสังหารจนสิ้นซาก ไม่มีใครรอดแม้แต่คนเดียว
“พวกไร้แก่นสารน่าอัปยศพวกนี้ ตายไปก็ไม่น่าเสียดาย!” ซุยอวิ๋นกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “ต่อไปที่จะไปพบลูเยี่ย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ใครกล้าถอยหนีอย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ!”
ผู้แข็งแกร่งร้อยกว่าคนที่ติดตามซุยอวิ๋นมาต่างรู้สึกหนาวสะท้านในใจ พวกเขารู้ว่าท่านประมุขเผ่ากำลังเชือดไก่ให้ลิงดู
“ถูกต้อง ในสถานการณ์เช่นนี้มีแต่ต้องสู้ตายจนถึงที่สุด จะถอยร่นได้อย่างไร?” บรรพชนตงคั่วเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ่มต่ำ
ทันใดนั้นทั้งกลุ่มก็มุ่งหน้าไปยังด่านเทียนหลางด้วยความเคียดแค้นชิงชัง เมื่อเห็นภาพอันนองเลือดของด่านเทียนหลางที่กลายเป็นซากปรักหักพัง ทุกคนต่างก็ยิ่งทวีความโกรธแค้น กลิ่นอายสังหารพุ่งพล่านเสียดฟ้า ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา พวกเขาเผ่าหมอผีปีศาจยังไม่เคยเสียเปรียบถึงเพียงนี้มาก่อน!
“ท่านประมุขเผ่าดูนั่น บรรพชนหนานถัวและบรรพชนลวีเนียวยังมีชีวิตอยู่!” บรรพชนตงคั่วชี้ให้ดู
ในทันใดนั้นทุกคนก็ได้เห็นร่างของหนานถัวและลวีเนียวถูกแขวนสูงไว้ที่นอกกำแพงเมืองที่พังทลาย บนร่างยังมีคลื่นพลังชีวิตหลงเหลืออยู่! และบนกำแพงเมืองนั้น มีเด็กหนุ่มในอาภรณ์สีดำราวกับน้ำหมึกยืนอยู่ ลูเยี่ย! ไม่ต้องเสียเวลาคิดแม้แต่น้อย ซุยอวิ๋นและบรรพชนตงคั่วต่างก็ระบุตัวตนของลูเยี่ยได้ในทันที
“ท่านประมุขเผ่า เจ้าเด็กนั่นมันใจกล้าบ้าบิ่นยิ่งนัก ถึงกับกล้ายืนรออยู่ที่นี่” บรรพชนตงคั่วกล่าวเสียงเครียด “อีกอย่างเขาไม่ได้สังหารหนานถัวกับลวีเนียว บางทีอาจจะมีจุดประสงค์อื่นก็ได้”
พอเอ่ยถึงตรงนี้ ลูเยี่ยที่อยู่บนกำแพงเมืองไกลออกไปก็ได้เปิดปากขึ้น
“ก่อนจะเริ่มสงคราม พวกเรามาทำข้อตกลงกันก่อน หากผู้อาวุโสตระกูลลูของข้ายังมีชีวิตอยู่ จงพาตัวพวกเขามา แล้วข้าจะปล่อยคนทั้งสองนี้ไป” เสียงดังก้องในความมืดของราตรี “แต่หากพวกเจ้าไม่สนใจชีวิตของคนสองคนนี้ ข้าจะสังหารพวกเขาทั้งสองในทันที”