บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 301 พวกปีศาจเฒ่าไม่ยอมตาย!
บทที่ 301 พวกปีศาจเฒ่าไม่ยอมตาย!
“เจ้าคิดจะทำอะไร?”
“ลองดูว่าจะสามารถหลอมเตาหลอมแห่งภัยพิบัติได้หรือไม่”
“มารดามันเถอะ! เจ้ากล้าดีอย่างไร!”
“มารดาของข้า ทำไมจะไม่กล้าเล่า?”
“เฮ้ย ๆ ๆ เจ้าอย่าได้ทำอะไรบุ่มบ่าม ข้าขออภัยเจ้าแล้วได้หรือไม่?”
ยามที่ลูเยี่ยก้าวขึ้นสู่ม่านฟ้ารัตนการ เตาหลอมแห่งภัยพิบัติพลันถอยหลังออกไปเป็นระยะทางไกล เห็นได้ชัดว่ามันกังวลว่าลูเยี่ยจะ ‘ลงมือ’ จริง ๆ ลูเยี่ยเห็นว่าพอหอมปากหอมคอจึงหยุดมือ แล้วเอ่ยถามตรง ๆ
“วัตถุที่ปิดผนึกและกดทับเขตหวงห้ามลึกลับที่ห้า ขี้ขลาดตาขาวเหมือนเจ้าเช่นนี้หรือไม่?”
“พูดจาอะไรกัน! ใครขี้ขลาดกัน?” เสียงแหบแห่งของชายชราดังขึ้นอย่างไม่พอใจ “ข้าเพียงแคเป็นกังวลว่าเจ้าลงมือไม่รู้จักหนักเบา จะทำให้แก่นแท้ของเตาหลอมแห่งภัยพิบัติเสียหายก็เท่านั้นเอง”
จากนั้นเขาก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันที
“วัตถุต้องห้ามในเขตหวงห้ามลึกลับที่ห้าก็คือ ‘เจดีย์หมื่นเร้นลับ’ พลังแกนแท้ของมันแตกต่างจากเตาหลอมแห่งภัยพิบัติโดยสิ้นเชิง”
เจดีย์หมื่นเร้นลับหรือ? ลูเยี่ยครุ่นคิด
“แย่แล้ว! พลังลมปราณที่เตาหลอมแห่งภัยพิบัติแสดงออกมา ได้ดึงดูดความสนใจของพวก ‘ปีศาจเฒ่า’ บางคนในเขตหวงห้ามลึกลับที่หกแล้ว!” น้ำเสียงชราพลันเคร่งเครียดขึ้นมาทันที “เจ้าหนู เจ้าควร รีบออกไปจากที่นี่ ข้าสงสัยว่าข่าวคราวที่เกี่ยวกับเจ้าจะต้องล่วงรู้ไปถึงหูของพวกปีศาจเฒ่าไม่ยอมตายเหล่านั้นเป็นแน่”
ขณะที่เสียงยังคงก้องกังวาน เตาหลอมแห่งภัยพิบัติก็ค่อย ๆ เก็บงำพลังลมปราณ ม่านฟ้ารัตนการในบริเวณนี้เริ่มกลับมาปกคลุมชั้นฟ้าอีกครั้ง
ในเวลาเดียวกัน ลูเยี่ยพลันเหลือบไปเห็นแสงสีทองเจิดจ้าปะทุขึ้นจากที่ไกลลิบ ทะลุผ่านม่านฟ้ารัตนการออกมา และในอีกทิศทางหนึ่ง มีแสงวิถีแห่งโลหิตที่น่าหวาดหวั่นพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ฉีกกระชากม่านฟ้ารัตนการจนขาดวิ่น แม้จะอยู่ห่างไกลกันลิบลับ ทว่ายามที่แสงศักดิ์สิทธิ์ที่แตกต่างกันทั้งสองนี้ปรากฏขึ้น ก็ยังทำให้ลูเยี่ยรู้สึกใจสั่นสะท้าน สัมผัสได้ถึงภัยอันตรายอย่างรุนแรง หรือว่าพลังลมปราณทั้งสองสายนั้นจะมาจากตัวตน ‘ปีศาจเฒ่าที่ไม่ยอมตาย’ ที่น่าสะพรึงกลัว?
“กระตุ้นพวกปีศาจเฒ่าไม่ยอมตายเหล่านั้นให้ตื่นขึ้นมาจริงๆ ด้วย!” เสียงชราเร่งเร้า “รีบไปเสียเถิด ถ้าไม่ไปตอนนี้ก็จะสายเกินไปแล้ว”
“อืม ไว้วันหน้าข้าค่อยมาเยี่ยมเจ้าใหม่” ลูเยี่ยกล่าว
“หึ ๆ หวังว่าเจ้าจะไม่มาที่นี่อีกในอนาคต! เมื่อใดที่เจ้าปรากฏตัว เขตหวงห้ามลึกลับที่หกนี้จะต้องเกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่อย่างแน่นอน!” น้ำเสียงชราแสดงความรังเกียจอย่างชัดเจน
ลูเยี่ยไม่ได้ถือสา เขาแย้มยิ้มพลางถามว่า
“ว่าแต่ข้าควรเรียกขานท่านว่าอย่างไรดี? คงไม่ใช่เจอกันทีไรก็เรียกว่าตาเฒ่าทุกครั้งหรอกนะ?”
เสียงชราตอบกลับอย่างไม่สบอารมณ์
“เรียกข้าว่าเหลามู่ก็พอแล้ว! รีบไสหัวไปได้แล้ว ข้ายังต้องไปปราบพลังลมปราณของพวกปีศาจเฒ่าไม่ยอมตายเหล่านั้นอีก!”
สิ้นเสียง เตาหลอมแห่งภัยพิบัติก็ส่งเสียงคำรามก่อนจะเคลื่อนตัวข้ามท้องฟ้าจากไป
เหลามู่หรือ? ลูเยี่ยจดจำนามนี้ไว้ เขาหมุนตัวเดินไปหาผู้พิทักษ์สุสาน ไก่ห้าสี และพยัคฆ์ขาวเจ้าขุนเขา
“ท่านผู้อาวุโสทั้งหลาย สถานการณ์คับขัน ข้าต้องจากไปแล้ว”
ลูเยี่ยประสานมือคารวะ ผู้พิทักษ์สุสานและคนอื่น ๆ ต่างตระหนักถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ จึงแสดงท่าทีว่าจะส่งลูเยี่ยด้วยตนเอง
ลูเยี่ยไม่ได้ปฏิเสธ ตลอดเส้นทางที่ก้าวเดินอยู่เหนือม่านฟ้ารัตนการ พวกเขาไม่พบกับเหตุร้ายใด ๆ อีก แต่ตลอดเส้นทางพวกเขาต่างสังเกตเห็นว่า ณ สถานที่ต่าง ๆ ในเขตหวงห้ามลึกลับที่หก มีลำแสงศักดิ์สิทธิ์พุ่งทะยานขึ้นท้องฟ้าทีละสาย กรีดผ่านม่านฟ้ารัตนการอย่างต่อเนื่อง พลังลมปราณในแต่ละลำแสงศักดิ์สิทธิ์นั้นล้วนน่าสะพรึงกลัวเกินกว่าจะจินตนาการ แม้แต่ผู้พิทักษ์สุสานและคนอื่น ๆ ยังรู้สึกใจเต้นระทึก
“หรือว่าข่าวลือเป็นความจริง ในที่ลึกลับเหล่านั้นของเขตหวงห้ามลึกลับที่หก ยังซ่อนสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าอยู่?” พยัคฆ์ขาวเจ้าขุนเขากล่าวเสียงแผ่วเบา
ตลอดกาลเวลาอันยาวนานที่ผ่านมา มีตำนานเล่าขานอยู่เรื่องหนึ่ง เล่ากันว่าในเขตหวงห้ามลึกลับที่หกนั้น ในดินแดนที่ไม่มีผู้ใดรู้จัก มีสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าอาศัย แต่ละตนมีพลังบำเพ็ญเต๋าที่แข็งแกร่งจนน่าเหลือเชื่อ
“แน่นอนว่าเป็นเรื่องจริง” ผู้พิทักษ์สุสานกล่าว “ข้ารู้เพียงว่า เมื่อยามที่พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ทุกสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในดินแดนลึกลับเหล่านั้นจะปรากฏขึ้นสู่สายตาโลก”
ลูเยี่ยหรี่ตาลงเล็กน้อย บทสนทนาระหว่างเขากับเหลามู่นั้นไม่มีใครล่วงรู้ รวมถึงเรื่องเศษเสี้ยววิญญาณส่วนหนึ่งของหญิงสาวผู้ถูกขนานนามว่า ‘จักรพรรดิสายฟ้าชิงเซียว’ ในตราสายฟ้ารัตนการ ผู้พิทักษ์สุสานและคนอื่น ๆ ก็ไม่รู้เรื่องเช่นกัน แต่ในตอนนี้เมื่อได้ยินคำพูดของพวกผู้พิทักษ์สุสานและคนอื่น ๆ ลูเยี่ยพลันเกิดความเข้าใจแจ่มแจ้ง สิ่งที่เรียกว่าสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวที่กระจายตัวอยู่ในดินแดนลึกลับที่ไม่รู้จัก ก็คือพวก ‘ปีศาจเฒ่าที่ไม่ยอมตาย’ ที่เหลามู่กล่าวถึงนั่นเอง นั่นคือตัวตนในระดับเดียวกับจักรพรรดิสายฟ้าชิงเซียว
“ไว้คราวหน้าข้ามาเยือน ข้าจะไปพบกับท่านบรรพชนวัวขาวผู้นั้นสักหน่อย” ก่อนจากลา ลูเยี่ยเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม
ในคราวนี้ ในเขตหวงห้ามลึกลับที่หกมีสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวสามตนเลือกที่จะช่วยเหลือผู้พิทักษ์สุสาน นอกจากไก่ห้าสีและพยัคฆ์ขาวเจ้าขุนเขาแล้ว ยังมีบรรพชนวัวขาวที่คอยอยู่ทีทางเข้าเขตหวงห้ามลึกลับที่หกอีกด้วย เมื่อได้ยินดังนั้นทุกคนต่างก็พากันหัวเราะออกมา ในเรื่องราวคราวนี้บรรพชนวัวขาวเป็นผู้โชคดีที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย ทั้งไม่ได้เผชิญอันตรายใด ๆ และยังได้รับไมตรีจิตจากลูเยี่ยอีกด้วย!
ในวันนั้น นักพรตพิการและสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวหลายสิบตนต่างพบจุดจบอย่างอนาถภายใต้หายนะมหาวิถี
วันนี้ ในทุกพื้นที่ลึกลับของเขตหวงห้ามลึกลับที่หก มีพลังลมปราณอันน่าสะพรึงกลัวปรากฏขึ้นเรื่อย ๆ ทะลวงม่านฟ้า และในวันนี้ดินแดนลึกลับต่างๆ ในเขตหวงห้ามลึกลับที่หก ปรากฏพลังลมปราณอันน่าสะพรึงกลัวสั่นสะเทือนโลก พุ่งทะลุม่านฟ้ารัตนการ และในวันเดียวกันนั้น ลูเยี่ยผู้เป็นต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมดก็ได้เดินทางออกจากเขตหวงห้ามลึกลับที่หกไป ทว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้กลับกลายเป็นชนวนเหตุที่นำไปสู่ความสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งเขตหวงห้ามลึกลับที่หกในเวลาต่อมา ลูเยี่ยเด็กหนุ่มขอบเขตทะเลทองคำจากโลกมนุษย์ กลายเป็นบุคคลที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดในเหตุการณ์ครั้งนี้ ทั้งหมดเป็นเพราะเด็กหนุ่มผู้นี้สามารถสลายพลังหายนะจากเตาหลอมแห่งภัยพิบัติได้!
“ในที่สุดก็ออกมาได้สักที”
เมื่อออกจากเขตหวงห้ามลึกลับที่หก มองดูท้องฟ้าสีครามอันปลอดโปร่ง ลูเยี่ยอดถอนหายใจอย่างโล่งอกไม่ได้ ประสบการณ์ในช่วงหลายวันมานี้ช่างตื่นเต้นเร้าใจเหลือเกิน ราวกับเป็นความฝันอันแปลกประหลาดพิสดาร ยังดีที่ในที่สุดก็รอดออกมาได้
ไม่นานนัก ลูเยี่ยปล่อยเรือสมบัติออกมาลำหนึ่ง พาเขาพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้า จุดหมายปลายทางคือชายแดนเหนือ ด่านเทียนหลางแห่งต้าเฉียน!
“ไม่รู้ว่าด้วยพลังบำเพ็ญของข้าในตอนนี้ หากจะสังหารบรรพชนขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์ จะต้องใช้พลังมากน้อยเพียงใด?”
บนเรือสมบัติ ลูเยี่ยนอนเอกเขนกอยู่บนดาดฟ้าเรืออย่างขี้เกียจ มือถือเหยือกสุราไว้ ปล่อยตัวให้ผ่อนคลายอย่างเต็มที่ ผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจากการเดินทางครั้งนี้ในเขตหวงห้ามลึกลับที่หก คงไม่มีอะไรเกินไปกว่าการได้ชำระแก่นแท้มหาวิถีจำนวนมาก เพื่อยกระดับขั้นพื้นฐานของเจตจำนงดาบชิงซวี่ขึ้นถึงระดับสี่ พลังบำเพ็ญขอบเขตทะเลทองคำทั้งร่างของเขาก็ใกล้จะถึงขั้นปลายของขอบเขตนี้แล้ว!
นอกจากนี้ยังได้รับแผ่นหยกสืบทอดของวิหารจักรพรรดิเบญจธาตุด้วย รวมถึงตราสายฟ้ารัตนการที่สืบทอดมาจากจักรพรรดิสายฟ้าชิงเซียว แม้แต่ผังดาบเก่าคุมขังก็ถือโอกาสกลืนกินพลังจากเตาหลอมแห่งภัยพิบัติและตราสายฟ้ารัตนการเข้าไปไม่น้อย อาจกล่าวได้ว่าได้รับผลลัพธ์อย่างเต็มเปี่ยม แม้ลูเยี่ยจะไม่ทราบชัดว่าพลังต่อสู้ของตนเองนั้นเป็นอย่างไร แต่ในโลกมนุษย์ของต้าเฉียนแห่งนี้ ต่อให้บรรพชนขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์มาปรากฏตัวต่อหน้าเขา ก็ไม่มีสิ่งใดต้องหวาดเกรงอีกต่อไป!
“แปลกนัก ผังดาบเก่าคุมขังกลืนกินพลังไปมากมายถึงเพียงนี้ ไฉนจึงยังไม่เปิดดินแดนลับของขั้นบันไดที่สามแห่งซิงอวิ๋นเล่า?” ลูเยี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย
เขาได้สำรวจดูมาก่อนหน้านี้แล้ว บันไดแห่งซิงอวิ๋นขั้นที่สามไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้น หรือว่าจะเป็นเพราะพลังบำเพ็ญของข้ายังไม่เพียงพอ จึงไม่สามารถเปิดดินแดนลับในขั้นบันไดที่สามได้? ลูเยี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแต่ก็คิดไม่ออก จึงเลิกสนใจไป
เสียหนึ่งวันต่อมา เมืองอวิ๋นอัน เมืองที่ใหญ่ที่สุดในชายแดนเหนือของต้าเฉียน จากที่นี่ไปยังด่านเทียนหลางมีระยะทางเพียงสองพันลี้เท่านั้น ยามเย็น ณ โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง ลูเยี่ยนั่งอยู่ตรงตำแหน่งริมหน้าต่าง เขากำลังรอสายลับจากสามกรมใหญ่แห่งต้าเฉียนมาติดต่อ เพื่อรับทราบข่าวสารล่าสุดจากด่านเทียนหลาง
“ราชครูต้าเฉียนอะไรกัน! ลูเยี่ยนั่นมันก็แค่โจรกับกบฏผู้ทำลายบ้านเมืองชัดๆ!” ทันใดนั้น พลันมีเสียงตบโต๊ะพร้อมเสียงด่าทอด้วยความโกรธแค้น “ช่วงเวลาที่ผ่านมาใต้หล้าวุ่นวาย สัตว์อสูรออกอาละวาดสร้างความเดือดร้อน ทั้งหมดล้วนเกี่ยวข้องกับเจ้าคนแซ่ลูนั่นทั้งสิ้น!”
“หากไม่ใช่เพราะเขาบุกเขาวังหลวง เข่นฆ่าผู้คนจนหัวหลุดกระเด็น เลือดไหลนองเป็นสาย สั่นคลอนรากฐานของราชวงศ์ต้าเฉียน มีหรือที่หัวเมืองต่าง ๆ ทั่วใต้หล้าจะเกิดไฟสงครามลุกโชติช่วงเช่นนี้?”
“ถ้าข้าได้พบเขาเมื่อใด ข้าจะต้องฟันหัวเจ้าคนแซ่ลูนั่นด้วยดาบของข้าให้ได้!”
เมื่อวาจานี้ถูกเอ่ยออกมา ภายในโรงเตี๊ยมพลันมีเสียงร้องโห่ร้องดังสนั่น เสียงด่าทอลูเยี่ยว่าเป็นโจรกับกบฏผู้ทำลายความสงบของบ้านเมืองดังขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย