บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 299 ตราสายฟ้ารัตนการ
ในช่วงเวลาต่อมา ผู้พิทักษ์สุสาน ไก่ห้าสี พยัคฆ์ขาวเจ้าขุนเขา ต่างได้ร่วมเป็นประจักษ์พยานในการสังหารหมู่ที่สั่นสะเทือนขวัญและนองเลือดอย่างที่สุด
ลูเยี่ยในอาภรณ์สีดำสนิทดุจหมึกยืนลอยอยู่กลางอากาศ เมื่อเขาเอ่ยปาก เตาหลอมแห่งภัยพิบัติราวกับเข้าใจความตั้งใจของเขา มันคอยปลดปล่อยลำแสงหายนะลงมาไม่หยุด ทุกครั้งที่แสงสีขาวสว่างวาบ สิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวหนึ่งตนจะถูกลบเลือนหายไป
ภาพที่เห็นไม่อาจเรียกว่านองเลือด เพราะร่างเหล่านั้นล้วนถูกลำแสงหายนะบดขยี้จนกลายเป็นเถ้าธุลีปลิวหายไปในอากาศ แต่ยิ่งเป็นเช่นนั้นกลับยิ่งทำให้ผู้คนรู้สึกสะพรึงกลัวอย่างที่สุด พวกผู้พิทักษ์สุสานรู้จักสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวเหล่านี้มานานแล้ว และเข้าใจดีว่าพวกเขาทรงพลังเพียงใด แต่บัดนี้เมื่อได้เห็น ‘คนคุ้นเคย’ เหล่านี้ถูกเก็บเกี่ยวราวกับวัชพืชทีละตน ใครเล่าจะไม่รู้สึกสะเทือนใจ?
“ฆ่าได้ดีนัก!”
ไก่ห้าสีพึมพำในใจของเขา แท้จริงแล้วรู้สึกโชคดีเป็นอย่างยิ่ง โชคดีที่ในยามที่ถูกไล่ล่าเมื่อครู่ เขาไม่ได้ทรนศหรือขลาดเขลาหลบหนีไป และเมื่อดูจากเหตุการณ์ในตอนนี้ พิสูจน์แล้วว่าเขาเดิมพันถูกฝั่ง! ความลับที่ซ่อนอยู่ในตัวของเด็กหนุ่มลูเยี่ยคนนี้ช่างใหญ่กว่าฟ้าเสียอีก มิเช่นนั้นจะเป็นไปได้อย่างไรที่แม้แต่เตาหลอมแห่งภัยพิบัติยังต้องก้มหัวให้ และยอมทำตามคำสั่งทุกอย่างเช่นนี้?
ไก่ห้าสีเริ่มจินตนาการไปไกลว่า ขอเพียงมันเกาะขาทองคำของลูเยี่ยไว้ให้แน่น อนาคตของมันและผู้เป็นหลานชายย่อมสว่างไสวโชติช่วงอย่างแน่นอน!
“สามารถทำให้เตาหลอมแห่งภัยพิบัติเชื่อฟังได้ แต่เหตุใดเขาถึงไม่ใช่คนที่สามารถพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินผู้นั้น?”
ในใจของผู้พิทักษ์สุสานรู้สึกสับสนมาก ที่สุสานดาบแห่งเทือกเขาเฉียนเฟิงในตอนนั้นไม่ได้ยอมรับลูเยี่ย ซึ่งพิสูจน์ว่าวาสนาและโชคลางภายใต้สุสานดาบนั้นไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับเขา ทว่าหากลูเยี่ยไม่ใช่ ‘คนผู้นั้น’ แล้วในใต้หล้านี้จะยังมีใครเป็นไปได้อีก?
พยัคฆ์ขาวเจ้าขุนเขาจ้องมองการสังหารอันไร้ความปราณีนี้อย่างเงียบเชียบ นอกจากความตื่นตะลึงแล้ว เขายังรู้สึกชื่นชมและศรัทธาในการกระทำของลูเยี่ยอย่างยิ่ง ผู้ฝึกดาบควรจะเป็นเช่นนี้! สังหารอย่างเด็ดขาดไร้ซึ่งความลังเลและไม่เหลือทางถอย หากมีความลังเลหรือความเมตตาแม้เพียงเสี้ยว ล้วนไม่คู่ควรกับดาบในมือและมหาวิถีในใจ!
ไม่นานนักก็เหลือเพียงนักพรตพิการแค่เพียงคนเดียวเท่านั้น ส่วนสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวกว่าสิบคนล้วนตายอย่างทุกข์ทรมานภายใต้แสงหายนะ
ภาพเหตุการณ์เช่นนี้ทำให้ผู้พิทักษ์สุสานและคนอื่น ๆ นึกถึงภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้ว ในตอนนั้นเตาหลอมแห่งภัยพิบัติสำแดงฤทธิ์เดชก่อให้เกิดหายนะมหาวิถีที่กวาดล้างทั่วทั้งเขตหวงห้ามลึกลับที่หก ไม่รู้ว่ามีผู้แข็งแกร่งมากมายเพียงใดที่ต้องตายอย่างทุกข์ทรมาน และในตอนนี้แม้ว่าอานุภาพของเตาหลอมแห่งภัยพิบัติจะยังไม่ได้แผ่ขยายไปทั่วทั้งเขตหวงห้าม แต่จำนวนของสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวที่ถูกทำลายล้างนั้น ก็ใกล้จะเทียบเท่ากับหายนะมหาวิถีครั้งนั้นแล้ว!
“เหตุใดถึงได้เหลือข้าไว้เป็นคนสุดท้าย?!”
นักพรตพิการแผดร้องลั่น ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง สีหน้าเขียวคล้ำ จิตใจของเขาชัดเจนว่ากำลังจะสูญเสียการควบคุม ภาพแห่งความตายที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาเมื่อครู่ สร้างแรงกดดันมหาศาลให้แก่เขาอย่างยิ่ง
ลูเยี่ยกล่าวว่า
“เพราะข้าเกลียดเจ้าที่สุด”
นักพรตพิการหัวเราะร่า
“เช่นนั้นข้าก็ควรจะรู้สึกยินดีกับเรื่องนี้สินะ?”
ลูเยี่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ข้าเพียงหวังว่าต่อจากนี้ เจ้าจะยังหัวเราะออกอยู่นะ”
สิ้นเสียง แสงหายนะสายหนึ่งก็ฟาดฟันลงมา แววตาของนักพรตพิการฉายแววแน่วแน่ เขาพุ่งเข้าหาแสงนั้นโดยตรง! แม้จะต้องตายเขาก็ขอเลือกที่จะตายในสนามรบ เขาจะไม่มีวันยอมให้เด็กหนุ่มที่มิต่างจากมดปลวกอย่างลูเยี่ย ได้เห็น ‘สภาพอันน่าอดสู’ ของเขาเด็ดขาด!
ทว่าสิ่งที่ทำให้นักพรตพิการต้องตกตะลึงก็คือ แสงหายนะนั้นมิได้ทำลายเขา แต่กลับพันธนาการร่างกายของเขาเอาไว้ เหมือนกับตอนก่อนเริ่มต่อสู้ที่เขาใช้โซ่ตรวนกระดูกขาวพันธนาการร่างกายของพยัคฆ์ขาวเจ้าขุนเขาเอาไว้ไม่มีผิด
ไม่ดีแล้ว! นักพรตพิการตระหนักถึงบางอย่าง เขาแผดเสียงเกรี้ยว
“เจ้าคิดจะหยามเกียรติข้าอย่างนั้นหรือ?!”
ลูเยี่ยตอบกลับด้วยการกระทำ เขาชักดาบพิชิตมารออกมา เริ่มจากกรีดเนื้อหนังของนักพรตพิการ แล้วจึงเริ่มเลาะเส้นเอ็นและกระดูก ท่วงท่านั้นชำนาญยิ่งนัก นี่เป็นผลจาก ‘ทักษะการลงทัณฑ์’ และ ‘การผ่าพิสูจน์’ ที่ได้เรียนรู้มาจากกรมปราบปีศาจ ทำให้ยามที่เขาเชือดเฉือนร่างกายของนักพรตพิการนั้นดูคล่องแคล่วและแม่นยำ กระทั่งดูแฝงไปด้วยความงามอันสยดสยอง
ความเจ็บปวดทางร่างกายไม่สามารถทรมานนักพรตพิการได้ ทว่าความอัปยศและการถูกทำลายเกียรติศักดิ์ในจิตใจ กลับทำให้เขาอับอายจนอยากจะตายไปเสียให้พ้น ๆ! ตัวตนเช่นเขาเคยต่อสู้กับเตาหลอมแห่งภัยพิบัติแล้วรอดชีวิตมาได้ ถือเป็นตัวตนระดับตำนานในเขตหวงห้ามลึกลับที่หกแห่งนี้ ทว่าตอนนี้กลับต้องมาถูกลูเยี่ยกดไว้กับที่แล้วเชือดเฉือนไม่ต่างจากสุกรหรือสุนัข! ความอัปยศเช่นนี้เป็นสิ่งที่นักพรตพิการไม่เคยประสบมาตลอดชีวิต
แต่เขาไร้เรี่ยวแรงที่จะดิ้นรนต่อต้าน คลื่นแสงหายนะที่กระหน่ำได้ผนึกพลังบำเพ็ญเต๋าทั่วทั้งร่างกายของเขา แม้แต่แรงที่จะยกนิ้วขึ้นสักนิ้วก็ยังทำไม่ได้ ทำได้เพียงเบิกตามองลูเยี่ยเชือดเฉือนเนื้อหนัง เส้นเอ็น และกระดูกของเขาออกทีละชิ้น ราวกับเป็นเพียงปศุสัตว์ตัวหนึ่ง ความรู้สึกนั้นช่างทุกข์ทรมานยิ่งกว่าความตาย! และที่แย่ยิ่งกว่าคือแม้อยากตายก็ตายไม่ได้!
จิตใจของพยัคฆ์ขาวเจ้าขุนเขาปั่นป่วนไปหมด เขาตระหนักได้ว่า ที่ลูเยี่ยทำเช่นนี้ก็เพื่อแก้แค้นให้เขา ตาต่อตา ฟันต่อฟัน! ต่อให้จะดูโหดเหี้ยมหรือนองเลือดเพียงใด แต่ในสายตาของพยัคฆ์ขาวเจ้าขุนเขาแล้ว มันช่างเป็นเรื่องที่สาแก่ใจยิ่งนัก
ในที่สุดลูเยี่ยก็แยกชิ้นส่วนร่างกายของนักพรตพิการจนหมดสิ้น แม้แต่ดวงวิญญาณก็ถูกลากออกมา ลูกธนูซื่อจิที่เคยถูกนักพรตพิการชิงไป ก็ถูกลูเยี่ยนำกลับคืนมาได้เช่นกัน และในตอนนั้นเอง ลูเยี่ยพลันค้นพบว่า ภายในจิตเทวะของนักพรตพิการกลับมีตราประทับสีม่วงอยู่ชิ้นหนึ่ง ตราประทับสีม่วงนั้นมีขนาดเพียงเท่าฝ่ามือเท่านั้น รอบ ๆ รายล้อมไปด้วยสายฟ้าสีเขียวลึกลับ
นี่คือสิ่งใดกัน? ลูเยี่ยมองออกในทันทีว่า พลังลมปราณของตราประทับสีม่วงนี้แปลกประหลาดมาก
“อย่า แตะต้องมันเด็ดขาด!” จิตเทวะของนักพรตพิการแผดร้องอย่างโอยหวน ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่ยินยอมพร้อมใจ
ลูเยี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย สิ่งนี้สำคัญต่อนักพรตพิการถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ทันทีที่ความคิดนี้แวบเข้ามา ตราประทับสีม่วงนั้นก็พลันสั่นไหวเล็กน้อย ราวกับตื่นขึ้นจากการหลับใหล
ตูม!
จิตเทวะของนักพรตพิการระเบิดออก ตราประทับสีม่วงนั้นปลดปล่อยแสงสายฟ้าแห่งการทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัวออกมา โชคดีที่แสงหายนะจากเตาหลอมแห่งภัยพิบัติยังคงผนึกร่างกายของนักพรตพิการไว้ พลังทำลายล้างที่ปลดปล่อยออกมาจากตราประทับสีม่วงจึงถูกแสงหายนะสกัดเอาไว้ทั้งหมด!
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ ทำให้ผู้พิทักษ์สุสานและคนอื่น ๆ ต่างเปลี่ยนสีหน้า พวกเขาสังเกตเห็นว่าตราประทับสีม่วงนั้นช่างแข็งแกร่งเหลือเกิน มันสามารถต้านทานการผนึกของแสงหายนะได้อย่างเด็ดขาด และเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรง!
“นั่นน่าจะเป็น ‘ตราสายฟ้า’ มีเรื่องเล่าว่าตอนที่นักพรตพิการต่อสู้กับเตาหลอมแห่งภัยพิบัติในอดีต เขาก็อาศัยพลังอานุภาพของวัตถุวิเศษชิ้นนี้ จึงสามารถรักษาร่างวิถีครึ่งท่อนเอาไว้ได้!” พยัคฆ์ขาวเจ้าขุนเขาเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่ทุ่มต่ำ
ผู้พิทักษ์สุสานและไก่ห้าสีต่างเข้าใจเรื่องราวทันที ทั้งสองคนต่างเคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนเช่นกัน
“เจ้าหนู ตราประทับสีม่วงนั้นเป็นหนึ่งใน ‘สมบัติฝังร่วมสุสาน’ ที่ถูกกักขังไว้ในเขตหวงห้ามลึกลับที่หกแห่งนี้ มันมีชื่อว่า ตราสายฟ้ารัตนการ” ข้างกายลูเยี่ยกลับมีเสียงชราภาพเสียงหนึ่งดังขึ้นจากภายในเตาหลอมแห่งภัยพิบัติ
“สิ่งนี้เกี่ยวพันกับคนปีศาจเฒ่าผู้หนึ่งที่ถูกฝังไว้ที่นี่ตั้งแต่หลายยุคสมัยก่อน บ่วงกรรมของมันใหญ่ยิ่งเกินไป เจ้าไม่สามารถควบคุมมันได้! อย่าคิดจะนำมันติดตัวไปเด็ดขาด! ข้าจะไม่ปิดบังเจ้า ในเขตหวงห้ามลึกลับที่หกนี้ยังมีสมบัติฝังร่วมสุสานแบบนี้อีกไม่น้อย หากไม่มีเตาหลอมแห่งภัยพิบัติคอยกดทับไว้ พวก ‘สมบัติฝังร่วมสุสาน’ เหล่านี้คงออกมาก่อความวุ่นวายไปนานแล้ว! จุดประสงค์หนึ่งของการที่เตาหลอมแห่งภัยพิบัติถูกนำมาปิดผนึกไว้ที่นี่ ก็คือเพื่อกักขังพวกสมบัติฝังร่วมสุสานเหล่านี้เอาไว้!” น้ำเสียงชรานั้นดูจริงจังยิ่งนัก
ในทันทีที่เสียงดังขึ้น แสงหายนะอันไม่มีที่สิ้นสุดก็ไหลทะลักออกมา ก่อเกิดเป็นพลังผนึกอันน่าสะพรึงกลัวเข้าครอบคลุมลงบนตราสายฟ้ารัตนการ ทุกสิ่งเหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นว่า เจ้าของเสียงอันชราภาพนั้นให้ความสำคัญกับตราสายฟ้ารัตนการ ซึ่งเป็น ‘สมบัติฝังร่วมสุสาน’ มากเพียงใด!
ลูเยี่ยอดไม่ได้ที่จะใจสั่นสะท้าน สมบัติฝังร่วมสุสานที่ต้องใช้เตาหลอมแห่งภัยพิบัติมากดข่มไว้! ถ้าเช่นนั้นเจ้าของสมบัติฝังร่วมสุสานนี้จะมีฐานะยิ่งใหญ่เพียงใดกัน? ผู้พิทักษ์สุสานเคยกล่าวถึงในเขตหวงห้ามลึกลับที่หกมีสุสานกระจายอยู่ไม่น้อย อย่างเช่นวิหารจักรพรรดิเบญจธาตุก็คือสุสานฉลองพระองค์ที่มหาจักรพรรดิเผ่าปีศาจท่านนั้นทิ้งไว้ จวบจนทุกวันนี้ยังคงถูกฝังอยู่ในเนินจักรพรรดิเบญจธาตุ และเห็นได้ชัดว่าตราสายฟ้ารัตนการที่เป็นสมบัติฝังร่วมสุสานนี้ เจ้าของของมันอาจเป็นผู้ที่มีอำนาจไม่ด้อยไปกว่ามหาจักรพรรดิเผ่าปีศาจท่านนั้นเลย!
ลูเยี่ยกำลังครุ่นคิด ทันใดนั้น พลังต้องห้ามอันประหลาดสายหนึ่งพลันตื่นขึ้นภายในตราสายฟ้ารัตนการนั้นอย่างฉับพลัน ในชั่วขณะนั้น สมบัติฝังร่วมสุสานชิ้นนี้ก็ระเบิดแสงเจิดจ้าออกมา ถึงขั้นทำลายหายนะไปได้หลายสาย ในขณะเดียวกัน น้ำเสียงเย็นชาและอำมหิตของสตรีผู้หนึ่งก็ดังก้องออกมาจากตราสายฟ้ารัตนการชิ้นนั้นว่า
“สมบัติล้ำค่าของข้า ย่อมต้องคืนสู่เจ้าของเดิม หาใช่เรื่องที่เตาหลอมแห่งภัยพิบัติเยี่ยงเจ้าจะมากดข่มไว้ได้!”