บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 254 ห้าวดีที่ยังใหญ่เทียมฟ้า!
พานหลานอวินกล่าวต่อว่า “ลูซิงอีเป็นบุคคลอัจฉริยะที่หาตัวจับยาก ภายนอกดูเหมือนว่าจะมีพลังบำเพ็ญขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ แต่แท้จริงแล้วในกายเขากลับซ่อนความลับอันยิ่งใหญ่เอาไว้”
จนกระทั่งภายหลังข้าถึงได้รู้ว่าเขาคือบุคคลที่สามารถทำให้ ‘สวรรค์ส่งสัญญาณแห่งการสังหารดาวเคราะห์เคลื่อนย้ายตำแหน่ง!’
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ริมฝีปากของพานหลานอวินก็ปรากฏรอยยิ้มเย้ยหยัน ราวกับกำลังบอกว่าความลับของพวกเจ้าตระกูลลูขารู้ดีทุกอย่าง!
ลูเยียพยายามข่มจิตสังหารในใจไว้ก่อนจะถามว่า
“เช่นนั้นท่านอารองของข้าเกิดเรื่องขึ้นที่เขตหวงห้ามลึกลับที่หาหรือ?”
พานหลานอวินพยักหน้า “ในบรรดาผู้แข็งแกร่งที่ไปยังเขตหวงห้ามลึกลับที่หาพร้อมกับเขานั้น มีหมากสองตัวที่ข้าจัดวางไว้ลับๆ ภารกิจของพวกเขาทั้งสองก็คือสังหารลูซิงอีและทำลายแผนการช่วยเหลือฝ่าบาท น่าเสียดายที่…”
พานหลานอวินถอนหายใจอย่างลึกซึ้ง “ท้ายที่สุดก็ล้มเหลว”
“ลูซิงอีรอดพ้นความตายไปได้ แต่กลับหายสาบสูญไปในเขตหวงห้ามลึกลับที่หา”
“แต่ข้ากังวลว่าหากวันใดวันหนึ่งเขายังมีชีวิตอยู่และกลับมาจะทำลายแผนการของข้า ดังนั้นข้าจึงวางแผนสงครามด่านเทียนหลางขึ้นมา”
ดวงตาของลูเยียหรี่ลง เขาเริ่มเดาความจริงบางอย่างได้แล้ว
“การจะบีบบังคับลูซิงอีได้มีเพียงต้องเริ่มจากตระกูลลูของพวกเจ้าเท่านั้น”
พานหลานอวินกล่าวว่า “บัดนี้เจ้าคงรู้แล้วว่าในเมืองเทียนเหอนั้นซุกซ่อนผู้แข็งแกร่งมากมายที่เปรียบดัง ‘มังกรวารี’ ตลอดหลายพันปีที่ผ่านมาพวก ‘มังกรวารี’ เหล่านี้คอยจับตาดูตระกูลลูของพวกเจ้า”
“ข้าเองก็ไม่กล้าแหวกหญ้าให้งูตื่นจนทำให้พวกเขาสงสัย จึงทำได้เพียงวางแผนล่อเสือออกจากถ้ำ”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้พานหลานอวินก็หัวเราะออกมา “คนทั้งโลกต่างรู้ดีว่าตระกูลลูของพวกเจ้าเต็มไปด้วยความจงรักภักดี สืบทอดการสังหารปีศาจปราบมารกันมาทุกรุ่น บรรพบุรุษทุกรุ่นล้วนถือเป็นเกียรติที่จะสละชีพเพื่อบ้านเมือง”
“ดังนั้นข้าจึงวางแผนสงครามด่านเทียนหลาง”
“และข้ายังได้ไปหายอดฝีมือด้านจิตรกรรมให้ปลอมแปลงลายมือของลูซิงอีเขียนจดหมายฉบับหนึ่งถึงพวกเจ้าตระกูลลู โดยใช้น้ำเสียงของลูซิงอีเองขอร้องให้ผู้อาวุโสของพวกเจ้าตระกูลลูไปช่วยเหลือที่ด่านเทียนหลางโดยทันที!”
“และไม่ผิดอย่างที่คาดไว้ พวกผู้อาวุโสของพวกเจ้าตระกูลลูก็หลงกล”
“พวกเขามีใจจงรักภักดีต่อบ้านเมือง อีกทั้งยังอยากไปช่วยเหลือลูซิงอีที่หายตัวไป จึงพากันไปที่ด่านเทียนหลางทั้งหมด…”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลูเยียเม้มริมฝีปากแน่น จิตสังหารในใจแทบจะระเบิดออกมาจนควบคุมไม่อยู่ เขาคาดการณ์ไว้แล้วว่าสงครามด่านเทียนหลางต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลัง แต่ไม่เคยคิดเลยว่าทั้งหมดนี้กลับเป็นการวางแผนโดยหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าเพียงคนเดียว!
“เรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นเจ้าก็คงทราบแล้ว ด่านเทียนหลางแตก ผู้แข็งแกร่งล้วนพลีชีพในสนามรบ ไม่มีใครรอดชีวิตกลับมาได้แม้แต่คนเดียว ย่อมไม่มีใครสามารถสืบหาความจริงของสงครามด่านเทียนหลางได้อีก”
พานหลานอวินเงยหน้ามองเด็กหนุ่มชุดดำที่มีสีหน้าเปลี่ยนไปมาก่อนจะยิ้มออกมาอย่างงดงามยิ่งขึ้นว่า
ในตอนนั้นเองลูเยียกลับหัวเราะออกมา “ท่านปู่ของข้าและคนอื่นๆ ยังไม่ตาย! ใช่หรือไม่?”
พานหลานอวินชะงักไปชั่วขณะ รอยยิ้มบนใบหน้าเริ่มจางลง “ถูกต้อง หากเขาตายไปแล้วหากเกิดวันใดวันหนึ่งลูซิงอีกลับมา ข้าจะเอาอะไรมาข่มขู่เขาเล่า?”
“ข้าไม่อยากให้เรื่องที่ฝ่าบาทถูกกักขังในเขตหวงห้ามลึกลับที่หาต้องแพร่งพรายออกไปเพราะลูซิงอีหรอกนะ”
หัวใจของลูเยียพองโตด้วยความยินดีอย่างที่สุด ท่านปู่และคนอื่นๆ ยังไม่ตาย!
นี่คือข่าวดีที่สุดที่เขาได้รับตั้งแต่ตื่นขึ้นมาจากการหลับใหล และไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้ลูเยียมีความสุขได้มากไปกว่าการที่ท่านปู่และคนในครอบครัวยังมีชีวิตอยู่!
พานหลานอวินถอนหายใจยาว “น่าเสียดาย ข้าคาดไม่ถึงเพียงเรื่องเดียวคือเด็กหนุ่มที่นอนซมไม่ฟื้นมาสามปีอย่างเจ้า เมื่อตื่นขึ้นมากลับรุ่งโรจน์ได้อย่างรวดเร็วเพียงนี้ เพียงแค่เวลาครึ่งปีเท่านั้นก็มีความสามารถในการบุกเข้าวังหลวง เหยียบย่ำเทือกเขาพันมังกรและมายืนอยู่ตรงหน้าข้าด้วยท่าที่ที่อุกอาจดุดันถึงเพียงนี้…”
แววตาของพานหลานอวินฉายแววความจนใจอย่างไม่อาจปิดบัง สรรพสิ่งผันผวนหาความแน่นอนไม่ได้ก็เป็นเช่นนี้เอง
ลูเยียกล่าวว่า “พูดไปพูดมาสุดท้ายแล้วเจ้าก็ยังคงต้องการเอาชีวิตของท่านปู่และคนอื่นๆ มาข่มขู่ข้าใช่หรือไม่?”
พานหลานอวินได้คลายความสงสัยในใจของเขาไปหลายเรื่อง ทำให้เขารู้เรื่องที่จักรพรรดิต้าเฉียนถูกกักขังและท่านอารองหายตัวไปอย่างลึกลับในเขตหวงห้ามลึกลับที่หา และในที่สุดก็ได้เข้าใจความจริงเกี่ยวกับสงครามด่านเทียนหลาง
แต่ลูเยียมีหรือจะเดาเจตนาที่แท้จริงของพานหลานอวินไม่ออก?
พานหลานอวินยังคงตอบอย่างเปิดเผย ไม่ว่าจะเพื่อถ่วงเวลาหรือเพื่อรักษาชีวิต นางย่อมต้องใช้ความจริงเหล่านี้มาเป็นเครื่องมือควบคุมลูเยีย
“ด่านเทียนหลางแตกแล้ว บรรดาผู้อาวุโสของตระกูลลูล้วนถูกเผ่าหมอผีปีศาจแห่งชายแดนเหนือจับได้ทั้งเป็น”
“ข้าเคยมอบยันต์ลับให้ประมุขเผ่าหมอผีปีศาจแห่งชายแดนเหนือเก็บรักษาไว้”
“หากข้าเป็นอะไรไป ยันต์ลับก็จะแตกสลายและเผ่าหมอผีปีศาจก็จะสังหารพวกผู้อาวุโสของตระกูลลูทันที”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้พานหลานอวินอดที่จะหัวเราะไม่ได้ “ข้าไม่เคยคิดเลยว่าแผนสำรองที่เตรียมไว้เพื่อข่มขู่ลูซิงอีในตอนนั้น วันนี้กลับได้ใช้กับเจ้า”
ลูเยียมองออกว่าพานหลานอวินรู้สึกภูมิใจมาก แต่เขาไม่ได้สนใจ เอ่ยว่า “ป้ายหยกไร้อักษรสองแผ่นที่ท่านอารองทิ้งไว้มีที่มาที่ไปอย่างไรกัน?”
พานหลานอวินตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “ข้าไม่ทราบ”
ลูเยียขมวดคิ้ว “แล้วเหตุใดเจ้าจึงรู้ว่าป้ายหยกสีดำไร้อักษรอยู่ในมือของผู้อาวุโสสวีเยียนอวินแห่งสำนักศึกษาต้าเฉียน?”
แววตาของพานหลานอวินดูประหลาด “พูดไปก็เป็นเรื่องบังเอิญนัก ซุนจื่อโหยวรองเจ้าสำนักแห่งสำนักศึกษาต้าเฉียนเคยเป็นสหายสนิทของท่านอารองเจ้า”
“หลังจากที่ท่านอารองของเจ้าหายตัวไปครึ่งปี สวีเยียนอวินได้ไปพบซุนจื่อโหยว หวังให้ซุนจื่อโหยวช่วยสืบหาข่าวคราวของท่านอารองของเจ้า”
“แต่สิ่งที่สวีเยียนอวินไม่รู้ก็คือซุนจื่อโหยวได้แสดงความจงรักภักดีต่อราชวงศ์เชียงเพื่อตระกูลและอนาคตของเขามานานแล้ว”
“ในเวลานั้นซุนจื่อโหยวเกิดความสงสัยขึ้นในคราวที่ดื่มสุราด้วยกัน เขาจึงได้พูดคุยเรื่องนี้กับเชียงปอฉวี”
“แม้ว่าโดยปกติแล้วนี่เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่เชียงปอฉวีกลับจดจำไว้ในใจและจัดการให้ผู้ใต้บังคับบัญชาไปพบสวีเยียนอวินเพื่อสืบเรื่องให้กระจ่าง”
“แต่สิ่งที่น่าขบขันคือยังไม่ทันได้สืบสวน สวีเยียนอวินกลับคิดว่าเรื่องแดงแล้วจึงเผยพิรุธออกมาเสียก่อน”
“เรื่องที่เกิดขึ้นภายหลังนั้นง่ายดาย สวีเยียนอวินยอมตายแต่ไม่ยอมแพ้ ไม่ยอมเปิดเผยเรื่องที่เกี่ยวกับท่านอารองของเจ้า ข้าจึงสั่งให้ขันทีเฝิงลงมือโดยตรงใช้วิธีค้นวิญญาณกับนาง”
“นั่นจึงทำให้รู้ว่าแท้จริงแล้วตอนที่ท่านอารองของเจ้าไปช่วยฝ่าบาท เขาได้มอบป้ายหยกไร้อักษรสีดำให้สวีเยียนอวินเก็บรักษาไว้”
“ข้าถึงได้รู้ว่าแท้จริงแล้วในตระกูลลูของพวกเจ้าก็มีป้ายหยกไร้อักษรเช่นนี้เหมือนกัน”
เมื่อได้ยินดังนั้น ลูเยียก็ได้แต่ถอนหายใจในใจ เรื่องที่เกิดขึ้นกับสวีเยียนอวินเห็นได้ชัดว่าเป็นเพราะความห่วงใยจนขาดสติ ก็เพราะเป็นห่วงท่านอารองจึงทำให้การขอความช่วยเหลือจากซุนจื่อโหยวกลายเป็นการดึงภัยมาสู่ตัว!
“บัดนี้ป้ายหยกไร้อักษรทั้งสองอันล้วนอยู่ในมือของข้า”
พานหลานอวินกล่าวว่า “ความลับในนั้นข้าก็ได้ล่วงรู้หมดแล้ว ทว่าตอนนี้ข้ายังบอกเจ้าไม่ได้”
ลูเยียรู้ดีว่านี่คือข้อต่อรองอีกอย่างหนึ่งในมือของนาง!
น้ำในสระโลหิตมังกรเพลิงพวยพุ่งขึ้นมาบดบังร่างส่วนใหญ่ของพานหลานอวินไว้เกือบครึ่ง
ลูเยียพลันกล่าวว่า “ตอนที่สำนักกระบี่เกาสวรรค์ของข้าและสำนักเต๋าหลิงซูประลองเดิมพันชีวิต พานอวินจงเคยจัดการให้ปีศาจดูดพิษเผาใจออกมาประลองกับข้า เรื่องนี้เจ้าคงรู้มานานแล้วกระมัง?”
พานอวินจงเป็นผู้อาวุโสสำนักในของสำนักเต๋าหลิงซู และเขาก็มาจากตระกูลพานเช่นกัน!
พานหลานอวินตกอยู่ในความเงียบทันที
ใบหน้างามประดุจหยกของนางแปรเปลี่ยนไปมา
ลูเยียกล่าวต่อไปอย่างไม่กังวล “ในตอนนั้นข้าก็สงสัยแล้วว่าตระกูลพานสมรู้ร่วมคิดกับเทพมารจากนอกอาณาเขต มาถึงตอนนี้ดูท่าข้าคงเดาไม่ผิด”
พานหลานอวินเงยหน้าขึ้นจ้องลูเยียเขม็ง “เจ้าล่วงรู้มาตั้งนานแล้วหรือ?”
ลูเยียกล่าวว่า “ช่างประจวบเหมาะเหลือเกิน กลิ่นอายของเทพมารนอกอาณาเขตนั้นสามารถปิดบังใครก็ได้ในต้าเฉียนแห่งนี้ แต่กลับไม่อาจปิดบังข้าได้”
ทว่าในตอนนั้นเองก็มีน้ำเสียงอันแหบพร่าและอ่อนแรงดังขึ้น
“ลูเยีย… นางปีศาจผู้นั้นกลืนกินปราณโชคชะตาและปราณบริสุทธิ์ชีพจรมังกรของราชวงศ์เชียง… เพื่อไปหล่อเลี้ยงทารกในครรภ์ของนาง!”