บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 252 เนตรแห่งมังกรคบเพลิง
ผู้ใดกันที่ลงมือถึงได้มีพลังน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้?
เมื่ออวินเจินเที่ยนลงมือในเมืองหลวงมีผู้แข็งแกร่งหลายคนต่างตกใจจนขนลุกซู่มหาเสนาบดีเมิงเสวียนแห่งกรมปราบปิศาจมหาเสนาบดีเซียโหวคแห่งกรมตรวจการเสวียนจิงเจ้าสำนักจิเสวียนหงแห่งสำนักศึกษาและเหล่าบรรพชนแกนศักดิ์สิทธิ์ต่างรู้สึกหวาดหวั่นในใจประหนึ่งมีหนามแหลมจ่ออยู่ที่แผ่นหลังก็มิปานและยามที่อวินเจินเที่ยนซัดสามหมัดบดขยี้ค่ายกลโลหิตมังกรเฉียนหยวนจนแหลกลาญเมฆสีเลือดที่ลอยอยู่เหนือเมืองหลวงก็พลันระเบิดออกเสียงดังสนั่น
สายฝนเลือดนับไม่ถ้วนโปรยลงมา
ราวกับโลหิตมังกรที่เดือดพล่านกำลังเทลงมาสู่โลกมนุษย์!
ค่ายกลโลหิตมังกรเฉียนหยวนถูกคนทำลายลงแล้วหรือ?
ทั่วทั้งภายในและภายนอกต่างตกตะลึงจนจิตวิญญาณแทบหลุดลอย
ลูเยี่ยยังคงยืนอยู่กับที่ตลอดร่างทั้งหมดถูกปกคลุมด้วยกงแหวนเทพสีทองสว่างไสวปราณโชคชะตานั้นเป็นสิ่งที่ลึกลับพิสดารยิ่งนัก
และค่ายกลโลหิตมังกรเฉียนหยวนที่ได้รวบรวมปราณโชคชะตาของทั้งใต้หล้าตาเฉียนที่สั่งสมมาตลอดแปดร้อยปีย่อมไม่ธรรมดาอย่างแน่นอนในชวงเวลาที่อวินเจินเที่ยนลงมือลูเยี่ยก็ได้ใช้เคล็ดวิชาลับที่มีชื่อว่า ‘เนตรแห่งมังกรคบเพลิง!’
เคล็ดวิชาลับนี้สืบทอดมาจากบรรพจารย์ ‘ฟูหนานถึง’ ปรมาจารย์ด้านค่ายกลแห่งดินแดนหลิงชางซึ่งมันสามารถมองทะลุหลักฮวงจุ้ยของภูเขาแม่น้ำทั่วทั้งปฐพีและหยั่งรู้การเปลี่ยนแปลงของ ‘ปราณ’ ทุกชนิดในใต้หล้าเช่นปราณลมไฟสายฟ้าและสายฝนเป็นต้นกระทั่งถึงการเปลี่ยนแปลงพลังลมปราณของสรรพชีวิตเองก็สามารถถูกมองทะลุได้ทั้งหมด
และแน่นอนว่าย่อมสามารถมองเห็นปราณโชคชะตาบนตัวของมนุษย์ได้เช่นกันเมื่อลูเยี่ยใช้ ‘เนตรแห่งมังกรคบเพลิง’ กวาดมองไปภาพที่ปรากฏแก่สายตาก็พลันแปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
‘ปราณโชคชะตาของแผ่นดิน’ ที่รวบรวมโดยค่ายกลโลหิตมังกรเฉียนหยวนนั้นหนักแน่นยิ่งใหญ่เจิดจ้าไร้ขอบเขตการต่อต้านมันก็เปรียบเสมือนการทำสงครามกับปราณโชคชะตาของแผ่นดินทั่วทั้งตาเฉียนแต่เมื่ออยู่ต่อหน้าอวินเจินเที่ยนปราณโชคชะตาเช่นนี้ก็ไม่น่ากลัวอีกต่อไปหากจะกล่าวว่า ‘ปราณโชคชะตาของแผ่นดิน’ ของค่ายกลโลหิตมังกรเฉียนหยวนเป็นดังมังกรแท้ยาวหมื่นจั้ง
ภายใต้หมัดเดียวของอวินเจินเที่ยนปราณโชคชะตานับพันจั้งก็ถูกบดขยี้จนแหลกสลาย!
เมื่อชกสามหมัดออกไปไม่เพียงแค่ทำลายค่ายกลโลหิตมังกรเฉียนหยวนแตกกระจายแต่ยังได้ทำลาย ‘ปราณโชคชะตาของแผ่นดิน’ ที่ราชวงศ์เซียงสะสมมาแปดร้อยปีให้พังทลายอย่างสิ้นเชิง!
เมื่อสังเกตเห็นจุดนี้ลูเยี่ยอดไม่ได้ที่จะครุ่นคิดว่าปราณโชคชะตาของแผ่นดินสิ้นไปแล้วตาเฉียนจะเดินหน้าสู่ความเสื่อมถอยและถึงกาลผลัดแผ่นดินใหม่หรือไม่?
ลูเยี่ยไม่ทราบ
และเขาก็ขี้เกียจที่จะคิดพิจารณาเรื่องพวกนี้
เทือกเขาพันมังกรกำลังปั่นป่วนหลังจากที่ค่ายกลโลหิตมังกรเฉียนหยวนถูกทำลายเพียงแค่คลื่นพลังทำลายล้างนั้นก็ทำให้เทือกเขาพันมังกรได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงอาคารโบราณอันวิจิตรตระการตาต่างพังครืนลงกลายเป็นซากปรักหักพัง
ไม่รู้ว่ามีคนเสียชีวิตไปกี่คนเสียงโหยหวนดังระงมไปถึงขั้นฟ้า
บนเทือกเขาพันมังกรอันกว้างใหญ่แสงสีเลือดโปรยปรายประหนึ่งห่าฝนดูราวกับเป็นนรกบนดินก็มีปาน
“น่าเสียดายที่ตัวข้าได้สิ้นชีวิตในสงครามแล้วพลังที่แสดงออกมาในตอนนี้ไม่ถึงหนึ่งส่วนสิบของตอนที่ยังมีชีวิตอยู่”
อวินเจินเที่ยนถอนหายใจยาว
นี่ไม่ใช่ความเศร้าสลดแต่เป็นความขุ่นเคืองใจที่ตนเองต้องใช้ถึงสามหมัดจึงจะสามารถทำลายค่ายกลได้
ลูเยี่ยรู้สึกขบขันในใจเขารู้ดีว่าผู้อาวุโสอวินแค่วางท่าไม่สำเร็จจนทำให้รู้สึกเสียหน้าอยู่บ้าง
“พี่ชายถึงเวลาที่ต้องหยุดมือแล้ว”
ลูเยี่ยเอ่ยเตือนเขาทะนุถนอมรอยประทับของบรรพจารย์ในทะเลแห่งจิตสำนึกมากหากไม่จำเป็นอย่างยิ่งเขาจะไม่นำมาใช้เลย
แม้จะนำมาใช้เขาก็จะไม่ใช้จนหมดแต่จะสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป
ในการล่าสัตว์ในฤดูใบไม้ผลิแห่งเขาไป่เยี่ยนครั้งแรกที่เขาเชิญออกมาคือบรรพจารย์โมเฉินหลังจากนั้นเจ้าเมืองจักรพรรดิแดงหลิวไป๋และจักรพรรดินีหลิงอวิ๋นได้ถูกเชิญให้มาช่วยเหลือหลายครั้งทุกครั้งลูเยี่ยจะควบคุมตัวเองอย่างมากเกรงว่ารอยประทับของบรรพจารย์เหล่านี้จะสลายไปในเรื่องนี้ลูเยี่ยตระหนี่และขี้เหนียวเป็นพิเศษจริงๆ
ทั้งหมดนี้เพราะว่าเขาให้ความสำคัญกับมันมากเกินไป!
“เออเถิด… ตามใจเจ้า”
อวินเจินเที่ยนหันกายกลับมาก้าวเพียงก้าวเดียวก็มาหยุดอยู่เบื้องหน้าลูเยี่ยแล้วเจ้าคิดจะไปเยือนตระกูลอวินแห่งเวยซานเมื่อใด?
ลูเยี่ยกล่าวด้วยรอยยิ้ม “วางใจเถิดและเมื่อถึงเวลานั้น… คงต้องรบกวนท่านออกหน้าให้ข้าสักครา”
เขาแอบคิดในใจว่า… เพื่อภรรยาของข้าต่อให้บุกน้ำลุยไฟข้าก็ต้องไปให้ได้
“ถ้าเช่นนั้นก็ดี”
อวินเจินเที่ยนตบไหล่ลูเยี่ยเบาๆ “ข้าไปละ”ร่างกายของเขาค่อยๆหายไปอย่างไร้ร่องรอย
ส่วนลูเยี่ยก้าวเดินขึ้นสู่เทือกเขาพันมังกร
สายฝนสีเลือดค่อยๆเบาบางลงจนจางหายไป
บนเทือกเขาพันมังกรเต็มไปด้วยความโกลาหลซากศพและคราบเลือดเปรอะเปื้อนไปทั่วทุกหนแห่ง
บางครั้งยังพบเห็นผู้คนที่บาดเจ็บสาหัสจวนเจียนจะสิ้นใจและเมื่อคนเหล่านั้นเห็นลูเยี่ยต่างก็พากันหวาดผวาจนหน้าถอดสี
ลูเยี่ยไม่สนใจเขามุ่งหน้าขึ้นสู่ยอดเขาตามทางของตน
“ลูเยี่ย! ข้าจะสู้ตายกับเจ้า!”
มีเสียงคำรามด้วยความโกรธพุ่งเข้ามาหมายจะสังหารเข
แต่ผลลัพธ์คือยังไม่ทันได้เข้าใกล้เขาก็ถูกลูเยี่ยสังหารอย่างง่ายดาย
กึ่งกลางทางของเทือกเขาพันมังกรนี้
ลูเยี่ยหยุดฝีเท้าอย่างเงียบงัน
เซียงอวินเฮอเนื้อตัวโชกไปด้วยเลือดยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวอ้างว้างผมเผาสยายรุงรังสภาพช่างน่าสมเพชยิ่งนัก
“ลูเยี่ยการที่เจ้าทำลายราชวงศ์เซียงของข้าเท่ากับทำลายกฎเกณฑ์และระเบียบที่ใช้ปกครองแผ่นดินตาเฉียนไปสิ้น!”
เซียงอวินเฮอเอ่ยด้วยเสียงแหบพร่าเจ้ารู้หรือไม่ว่าทำเช่นนี้จะนำพาความโกลาหลมาสู่ใต้หล้า! เปลวเพลิงแห่งสงครามจะลุกโชนไปทั่วทุกระแหงราษฎรทั่วหล้าจะต้องตกอยู่ในทุกข์เข็ญ!
อีกทั้งเหล่าปีศาจในโลกนี้จะต้องฉวยโอกาสก่อความวุ่นวายสร้างภัยพิบัติไปทั่วทั้งใต้หล้าผู้คนมากมายจะต้องล้มตายด้วยพิษภัย!”
“และทั้งหมดนี้เป็นเพราะเจ้าที่ทำให้เกิดขึ้น!”
ใบหน้าของเซียงอวินเฮอเขียวคล้ำด้วยความเคียดแค้นและรันทดใจทว่าเขากลับยืนนิ่งอยู่ที่เดิมไม่กล้าลงมือ
เห็นได้ชัดว่าการปรากฏตัวของอวินเจินเที่ยนเมื่อครู่นี้ได้ทำให้บรรพชนแกนศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ!
“ในยามปกติข้าก็ไม่เห็นว่าราชวงศ์เซียงของพวกเจ้าจะใส่ใจใยดีราษฎรถึงเพียงนี้”
ลูเยี่ยมองด้วยสายตาเยาะเย้ย “ทว่าเมื่อตระกูลกำลังจะพินาศผู้คนกำลังจะสิ้นชีวิตกลับเอาชื่อเสียงของราษฎรทั่วหล้ามาเป็นข้ออ้างเพื่อก่นด่าข้าหมอดำใบนี้ข้าไม่รับเด็ดขาด!”
สีหน้าของเซียงอวินเฮอเปลี่ยนแปลงไปมาเขากล่าวว่า
“ลูเยี่ยเจ้าพอจะมีหนทางให้ราชวงศ์เซียงได้มีที่ยืนเพื่อรอดชีวิตไปได้บ้างหรือไม่?”
ลูเยี่ยย้อนถามกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา “หากตระกูลลูของข้าตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้เจ้าจะทำเช่นนั้นหรือไม่?”
เซียงอวินเฮอตกอยู่ในความเงียบทันทีแท้จริงแล้วทุกคนต่างรู้กระจ่างว่านับตั้งแต่วินาทีที่วังหลวงล่มสลายเส้นทางของพวกเขาก็มีเพียงความตายที่รออยู่เท่านั้น
ลูเยี่ยพลันเอ่ยขึ้นว่า “แล้วพานกุ้ยเฟยผู้นั้นเล่า… เหตุใดนางจึงมิยอมปรากฏกายออกมาเสียที?”
ม่านตาของเซียงอวินเฮอพลันหดแคบลงทันที!
ลูเยี่ยลงมืออย่างฉับพลันสะบัดดาบพิชิตมารออกมาแล้วฟาดฟันเข้าใส่ทันที
เซียงอวินเฮอไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียวเขาเปล่งเสียงคำรามต่ำก่อนตวัดฝ่ามือออกไปฉั้วะ!
กลางฝ่ามือของเขาถูกแทงทะลุเป็นรูโบ๋เลือดสาดเจตจำนงดาบชิงซวี่อันทรงอานุภาพและพลังภายในดาบพิชิตมารส่งผลให้แขนขวาทั้งท่อนของเซียงอวินเฮอแตกออก
ลูเยี่ยครุ่นคิดในใจชายชราผู้นี้ได้รับบาดเจ็บสาหัสจริง
เกือบจะทนไม่ไหวแล้วค่ายกลโลหิตมังกรเฉียนหยวนนั้นมีความพิเศษมากเชื่อมโยงกับพลังบำเพ็ญและชีวิตของสมาชิกทุกคนในราชวงศ์เซียงเมื่อหนึ่งคนเจริญรุ่งเรืองทุกคนก็รุ่งเรืองเมื่อหนึ่งคนได้รับความเสียหายทุกคนก็เสียหายหมัดสามหมัดของอวินเจินเที่ยนไม่เพียงทำลายค่ายกลลงเท่านั้นแต่ยังสังหารทายาทของราชวงศ์เซียงไปไม่รู้กี่คน
โดยเฉพาะเซียงอวินเฮอผู้ควบคุมค่ายกลยิ่งได้รับผลกระทบหนักหนาสาหัสที่สุดรากฐานขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์ทั้งร่างได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงตกอยู่ในสภาพตะเกียงขาดน้ำมัน
เมื่อแขนขวาถูกทำลายเซียงอวินเฮอส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด “เร็วเข้า! โจมตีพร้อมกันต้องหยุดเขาให้ได้ไม่เช่นนั้นพวกเราจะไม่มีโอกาสพลิกสถานการณ์อีกแล้ว!”
เสียงนั้นแผ่ซ่านไปไกลแสนไกล
ลูเยี่ยตระหนักได้ถึงความผิดปกติบางอย่างกุ้ยเฟยพานหลานอวินไม่เคยปรากฏตัวออกมาเลย
หรือว่านางคือ ‘โอกาสสุดท้าย’ ในการพลิกสถานการณ์ของราชวงศ์เซียงกันแน่?
“ฆ่าๆ!”
“สู้ตายกับเขา!”
เหล่าผู้แข็งแกร่งที่เหลืออยู่ไม่กี่คนของราชวงศ์เซียงพร้อมด้วยผู้ใต้บังคับบัญชาที่คอยเฝ้าอยู่บนภูเขาทั้งหมดพากันบุกเข้ามาสังหารอย่างบ้าคลั่ง
“สู้”คนหนึ่งก็คลุ้มคลั่งยิ่งกว่าอีกคน
ลูเยี่ยไม่ลังเลแม้แต่น้อยเขาเรียกใช้ดาบพิชิตมารและเปิดฉากการสังหารครั้งใหญ่ทั่วทั้งราชวงศ์เซียงมีบรรพชนแกนศักดิ์สิทธิ์สามคนคือคอยคุ้มกัน
หนึ่งในนั้นคือขันทีเฝิงที่คอยดูแลพระราชวังซึ่งถูกสังหารไปแล้ว
อีกคนหนึ่งคือปรมาจารย์อาวุโสสูงสุดเซียงอวินเฮอที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสและอยู่ในอันตรายถึงชีวิต
อีกคนก็คือจักรพรรดิตาเฉียนผู้ลึกลับที่เร้นกายจากโลกภายนอกไปเนิ่นนาน
และในขณะนี้บนเทือกเขาพันมังกรนั้นแม้แต่ผู้อาวุโสขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ก็ล้วนได้รับบาดเจ็บสาหัสตั้งแต่ตอนที่ค่ายกลถูกทำลายจะมีทางเป็นคู่ต่อสู้ของลูเยี่ยได้อย่างไร?
ปัง! ปัง!
ปราณดาบพุ่งแหวกอากาศ
ผู้แข็งแกร่งกลุ่มแล้วกลุ่มเล่าล้มลงทีละคนตายอย่างอนาถในทันที
ลูเยี่ยบุกทะลวงขึ้นสู่เทือกเขาพันมังกรด้วยท่วงท่าประหนึ่งพยัคฆ์ลงเขาตลอดทางไม่ว่าจะมีคนกี่คนที่พุ่งเข้ามาสังหารทั้งหมดล้วนถูกเขาสังหารอย่างรวดเร็วและไร้ความปรานีเซียงอวินเฮอค่อยๆถอยร่นไปตลอดเมื่อเขาถอยไปถึงยอดเขาโดยรอบทั้งสี่ทิศแปดด้านนอกจากเขาแล้วไม่มีผู้ช่วยคนอื่นๆอีกเลย
ส่วนด้านหลังของลูเยี่ยเต็มไปด้วยซากศพและกลิ่นคาวเลือด!
“ตาเฒ่าเจ้ายังไม่กล้าแม้แต่จะทุ่มชีวิตเพื่อสู้ตายกับข้าอีกหรือ?”
ลูเยี่ยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ