บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 250 โรคห้ามโรคขีดจำกัด
“ผนึก!”
บนหอสังเกตดวงดาว ลูเยียเปล่งเสียงดังราวสายฟ้าฟาด ค่ายกลเปลวเพลิงลี้ลับจื่อเวยเกิดการเปลี่ยนแปลง อักขระนับไม่ถ้วนแผ่กระจายออกไปตามคลื่นของค่ายกลเหมือนตาข่ายฟ้าที่คลุมครอบคลุมวังหลวงทั้งหมด เปลวเพลิงทั้งหมดหายไปแต่พลังของค่ายกลกลับปิดกั้นทั้งภายในและภายนอกวังหลวงอย่างสมบูรณ์
คนข้างในไม่มีทางหนีไปไหนได้ คนข้างนอกก็ไม่มีทางเข้ามาได้
“ลำดับต่อไป… ก็ถึงเวลาปิดประตูตีแมวแล้ว”
ลูเยียสะบัดแขนเสื้อกว้างเก็บจานค่ายกลทั้งสี่ไว้
ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่าการที่เขาช่วงชิงค่ายกลเปลวเพลิงลี้ลับจื่อเวยมานั้นไม่ได้เพื่อจะอาศัยค่ายกลนี้สังหารศัตรูแต่อย่างใด
แต่เป็นเพียงเพื่อปิดกั้นเส้นทางถอยหนีของศัตรูเท่านั้น!
ตามที่อ๋องฟูไห่กล่าว เส้นทางเดียวที่จะเข้าออกเทือกเขาพันมังกรก็คือวังหลวง
ยามที่วังหลวงถูกยึดครอง เหล่าราชวงศ์เชียงบนเทือกเขาพันมังกรย่อมไม่คุมดีคุมร้ายกลายเป็นแมวในกรงขังไปโดยปริยาย
อย่างไรก็ตามอ๋องฟูไห่ก็เคยเตือนไว้เช่นกันว่าเทือกเขาพันมังกรเป็นถ้ำมังกรพยัคฆ์ที่แท้จริง จนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครรู้ว่าน้ำในเทือกเขาพันมังกรนั้นลึกล้ำเพียงใด และเตือนลูเยียให้ระมัดระวังให้ดี
เทือกเขาพันมังกร
เทือกเขาแห่งนี้มีรูปลักษณ์ราวกับมังกรยักษ์กำลังขดตัว ดูทรงพลังและสง่างาม
ยามที่ลูเยียปรากฏกายขึ้น เสียงเซ็งแซ่ก็ดังมาจากเบื้องบนเทือกเขาพันมังกร
“เจ้าเดรัจฉานน้อยนั่นมาจริงๆ ด้วย!”
“ช่างขวัญกล้าเทียมฟ้าเสียจริง!”
ยามที่สิ้นไร้ค่ายกลเปลวเพลิงลี้ลับจื่อเวยคอยหนุนหลัง เขาจะเอาอะไรมาสู้กับพวกเรา?
ลูเยียเงยหน้าขึ้นมอง บนเทือกเขาพันมังกรเต็มไปด้วยแสงไฟสว่างไสว ร่างมากมายเคลื่อนไหวไปมา
ไม่รู้ว่ามียอดฝีมือจากราชวงศ์เชียงกี่คนกำลังมองลงมาที่ตัวเขาซึ่งยืนอยู่เชิงเขา
ลูเยียไม่สนใจคำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้น เพียงไพล่มือไว้ด้านหลังมองสำรวจสถานการณ์อย่างสงบนิ่ง
การบุกขึ้นเทือกเขามังกรพันรอบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
แม้แต่บรรพชนแก่นศักดิ์สิทธิ์ก็ทำไม่ได้
อย่างไรก็ตามลูเยียมีวิธีอื่นอยู่
“ลูเยีย! ใครกันที่มอบความกล้าให้เจ้าถึงได้รนหาที่ตายมาที่นี่เพียงลำพัง?”
น้ำเสียงชราที่เย็นเยียบสายหนึ่งดังขึ้น
ที่กลางเทือกเขาพันมังกร ร่างของปรมาจารย์อาวุโสสูงสุดเชียงอวินเฮอปรากฏขึ้น
ด้านหลังเขามีบรรดาผู้อาวุโสของราชวงศ์เชียงห้อมล้อมอยู่
ลูเยียยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว มีความจำเป็นต้องพูดจาข่มขวัญกันอีกหรือ?”
“ลงมือเถิด วันนี้ ณ ที่แห่งนี้พวกเราจะต้องตัดสินแพ้ชนะเป็นตายกันให้รู้แล้วรู้รอด!”
ซุ่มเสียงที่ราบเรียบยังไม่ทันจางหาย ลูเยียก็ก้าวเดินมุ่งหน้าไปยังประตูทางเข้าเทือกเขาพันมังกรอย่างสงบ ท่าทางอันแข็งกร้าวเช่นนี้ยั่วยุให้ผู้คนทั้งหมดของราชวงศ์เชียงมีสีหน้าหม่นหมองโกรธเกรี้ยวอย่างยากจะทนได้
เจ้าลูเยียคนนี้ช่างเป็นคนไร้ข้อห้ามไร้ความยำเกรงโดยแท้
เพียงตัวคนเดียวกลับทำราวกับพวกเขาไม่มีตัวตน คิดจะเหยียบย่ำประตูภูเขาบุกเข้าเทือกเขาพันมังกร ช่างเสียสติไปแล้วจริงๆ!
แม้แต่เชียงอวินเฮอก็ยังตกตะลึงงัน เขาแทบไม่เชื่อสายตา “ข้ามีชีวิตมานานปานนี้เพิ่งจะเคยพบเจอ… ขอบเขตแก่นทองคำที่จองหองถึงเพียงนี้เป็นคนแรก!”
เขาสะบัดมือวูบหนึ่ง “ถ้าเช่นนั้นก็ไม่ต้องพูดอะไรอีก จับตัวเขา!”
เสียงดังราวฟ้าผ่ากึกก้องไปทั่วท้องฟ้ายามราตรี ตุม!
บนเทือกเขาพันมังกร พลังลมปราณอันน่าสะพรึงกลัวซึ่งไม่อาจบรรยายได้แผ่ขยายออกไป ค่ายกลสังหารอันไร้เทียมทานถูกปลุกให้ตื่นขึ้นในพริบตา
หากเปรียบเทือกเขาพันมังกรเป็นมังกรแท้จริงตัวหนึ่ง ในเวลานี้ที่ศีรษะมังกร ลำตัวมังกร และหางมังกร แต่ละจุดมีแสงสีเลือดพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ย้อมท้องฟ้ายามค่ำคืนอันมืดมิดให้กลายเป็นสีแดงชา ค่ายกลโลหิตมังกรเฉียนหยวน!
ในชั่วขณะนี้ ร่างสีเลือดสามพันสายปรากฏขึ้นในพื้นที่ต่างๆ บนเทือกเขาพันมังกร
นี่คือองครักษ์โลหิตวิญญาณ พวกเขาเป็นกุญแจสำคัญในการเปิดใช้ค่ายกลโลหิตมังกรเฉียนหยวน เมื่อพวกเขาปรากฏตัว พวกเขาทั้งหมดต่างกระโดดเข้าไปในค่ายกลสังหารนี้ กลายเป็น ‘เกล็ดมังกร’ บนร่างของ ‘มังกรแท้’!
ในทันใดนั้นมังกรแท้ราวกับมีจิตเทวะเหมือนได้มีชีวิตขึ้นมาจริงๆ ตุม!
ฟ้าดินสั่นสะเทือน แสงโลหิตพุ่งพล่าน
เมืองหลวงแห่งนี้กว้างใหญ่ไพศาลเพียงใด ปกคลุมเกือบครึ่งหนึ่งของอาณาเขตจงโจว
เมื่อค่ายกลโลหิตมังกรเฉียนหยวนถูกเปิดใช้งาน บนท้องฟ้ายามราตรีเหนือเมืองหลวงพลันปรากฏเมฆสีเลือดนับไม่ถ้วนพาดผ่าน มันส่องสว่างไปทั่วเมืองหลวง ปกคลุมเมืองทั้งเมืองไว้ภายใต้แสงสีเลือดที่ดูงดงามแต่แฝงไว้ด้วยความสยดสยอง ยามนี้เข้าสู่ช่วงล่วงเข้าสู่คืนคืนแล้ว ทว่าคนที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวงต่างก็ตื่นตระหนกกันหมด พากันวิ่งออกมาจากบ้านเรือนของตน เมื่อพวกเขาได้เห็นภาพ ‘เมฆสีเลือดปกคลุมท้องฟ้ายามค่ำคืน’ เช่นนี้ทุกคนต่างพากันขวัญหนีดีฝ่อ
“เป็นไปได้อย่างไร!!”
นอกวังหลวง เชียงปอฉวีที่เพิ่งนำทหารรักษาพระองค์ที่เพิ่งกลับมาถึงกับหนังหัวชาหนึบ สติหลุดลอยไปโดยสมบูรณ์ บนหอสังเกตดวงดาว
สีหน้าของมหาเสนาบดีกรมตรวจการเสวียนจิงเชียโหวคู เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ลูเยียผู้นั้น… บุกไปถึงเทือกเขาพันมังกรแล้วหรือ?
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าวังหลวงได้ตกอยู่ในมือศัตรูแล้ว!
และขันทีเฝิงผู้ปกป้องวังหลวงก็ได้สิ้นชีวิตแล้ว!
…
มหาเสนาบดีเหมิงเสวียนแห่งกรมปราบปีศาจเบิกตากว้าง
เพียงชั่วเวลาไม่นานเจ้าหนุ่มลูเยียกลับบุกสังหารไปถึงเทือกเขาพันมังกรแล้วหรือ?
ที่สำนักศึกษาต้าเฉียน เจ้าสำนักจีเสวียนหงที่เฝ้ามองสถานการณ์อยู่ตลอดถึงกับสูดหายใจเข้าลึกด้วยความหนาวเหน็บ
ค่ายกลโลหิตมังกรเฉียนหยวน!
ค่ายกลนี้รวบรวมปราณโชคชะตาทั้งหมดของแผ่นดินต้าเฉียนเอาไว้ตลอดแปดร้อยปีที่ผ่านมา ยังไม่เคยใช้งานอย่างแท้จริงมาก่อน
ทว่าในคืนนี้ลูเยียกลับบีบคั้นจนราชวงศ์เชียงต้องงัดค่ายกลนี้ออกมาใช้แล้วหรือ?
จีเสวียนหงเข้าใจดีกว่าใครว่าเมื่อค่ายกลนี้ทำงานก็เหมือนได้รับพลังศรัทธาจากมนุษย์นับล้านมาคอยเกื้อหนุน พลังของมันย่อมแข็งแกร่งและน่าสะพรึงกลัวไร้ขอบเขตยิ่งนัก ลูเยียจะรับมือได้อย่างไร?
ในขณะนั้นเมืองหลวงพลันโกลาหล เสียงฮือฮาดังระงมไปทั่วทุกหนแห่ง ขุมกำลังต่างๆ ภายในเมืองต่างตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก พระราชวังล่มสลายแต่กลับส่งผลกระทบเพียงครึ่งหนึ่งของเมืองเท่านั้น
ทว่าค่ายกลโลหิตมังกรเฉียนหยวนนั้นต่างออกไป
ต่อให้เป็นชาวบ้านธรรมดาที่ไม่รู้จักค่ายกลนี้ต่างก็ต้องหวาดหวั่นกับปรากฏการณ์แปลกประหลาดบนท้องฟ้า!
ทั้งๆ ที่เป็นยามดึกสงัดแต่ฟ้ากลับกลายเป็นสีเลือด
เมืองทั้งเมืองถูกชโลมด้วยสีแดงฉาน ใครก็ตามที่เห็นภาพนี้จะไม่ตกใจได้อย่างไร?
“ท่านแม่… สวรรค์กำลังหลั่งเลือดหรือเจ้าคะ?”
เด็กหญิงตัวน้อยที่ขายถังหูลู่ขยี้ตาอันงัวเงีย ใบหน้าเล็กเต็มไปด้วยความสงสัย
สวรรค์ที่อยู่สูงส่งปานนั้นจะหลั่งเลือดออกมาเหมือนคนอย่างเราๆ ได้ด้วยหรือ?
ณ เทือกเขาพันมังกร
ทุกคนจากราชวงศ์เชียงต่างรู้สึกเลือดในกายสูบฉีดด้วยความฮึกเหิม
นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้เห็นอานุภาพที่แท้จริงของค่ายกลโลหิตมังกรเฉียนหยวน
ความตื่นตะลึงนั้นช่างไม่อาจบรรยายได้
ภายใต้ค่ายกลนี้ เมื่อมองไปยังโลกมนุษย์มีผู้ใดเล่าที่จะต้านทานได้?
ในเวลาเดียวกัน สมาชิกทุกคนของราชวงศ์เชียงล้วนรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าพลังชีวิตและพลังบำเพ็ญทั้งหมดในร่างของตนได้หลอมรวมเข้าไปในค่ายกลสังหารไร้เทียมทานนี้อย่างสิ้นเชิง!
พวกเขากลายเป็นส่วนหนึ่งของค่ายกลสังหารในห้วงสำนึกคล้ายกับว่าตนเองได้กลายเป็นมังกรจริงที่ทรงอำนาจ ปรมาจารย์อาวุโสสูงสุดเชียงอวินเฮอคือผู้ที่สัมผัสได้รุนแรงที่สุด ค่ายกลสังหารนี้อยู่ภายใต้การควบคุมของเขาเพียงผู้เดียว ทั้งยังกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับพลังบำเพ็ญและพลังชีวิตของเขาอย่างสมบูรณ์
สิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกว่าตนเองเปรียบเสมือนจักรพรรดิผู้ปกครองโลก สามารถสยบแปดทิศทางและปราบปรามศัตรูทั้งปวงในใต้หล้านี้ได้!!
“รวบรวมปราณโชคชะตาแห่งแผ่นดินทั้งหมด ความพยายามและการสั่งสมมาแปดร้อยปีจึงได้ค่ายกลนี้มา และนี่ก็คือรากฐานและคืออำนาจที่ทำให้ราชวงศ์เชียงของเราได้ครองใต้หล้า!”
เชียงอวินเฮอพึมพำในใจ “เจ้าลูเยีย เด็กหนุ่มขอบเขตแก่นทองคำที่มาจากตระกูลไร้หัวนอนปลายเท้า เจ้าจะเอาอะไรมาสู้กับข้า!”
ตุม!
คล้ายจะขานรับต่อเสียงในใจของเขา พลังอันน่าสะพรึงกลัวของค่ายกลโลหิตมังกรเฉียนหยวนยิ่งเพิ่มมากขึ้น พลังสังหารแผ่พุ่งทะยานสู่ฟ้าดิน
ที่เชิงเขา ในสายตาของลูเยียยามที่ค่ายกลโลหิตมังกรเฉียนหยวนเริ่มทำงาน เทือกเขาพันมังกรทั้งลูกคลายจะกลายเป็นมังกรจริงที่ตื่นจากการหลับใหล
เสียงคำรามของมังกรดังกึกก้องไปทั่วทั้งฟ้าดิน อำนาจมังกรอันน่าสะพรึงกลัวราวกับภูเขาถล่มปั่นป่วนเมฆจนแปรปรวน ในขณะนี้ลูเยียรู้สึกถึงภัยคุกคามที่อาจคร่าชีวิตอย่างแท้จริง แม้ยังไม่ได้สัมผัสถึงพลังของค่ายกลนี้โดยตรง เพียงแค่พลังลมปราณก็ทำให้ผิวหนังแสบร้อนและจิตใจถูกกดทับจนอึดอัด พลังบำเพ็ญทั้งหมดในร่างกายถูกกดทับอย่างน่ากลัว!
ลูเยียขมวดคิ้วมุ่น
ต้องยอมรับว่าความน่ากลัวของค่ายกลโลหิตมังกรเฉียนหยวนนั้นเกินกว่าที่เขาคาดการณ์ไว้มากนัก
เดิมทีเขาคิดว่าด้วยวิชาค่ายกลที่เขาได้รับสืบทอดมา ก็น่าจะพอรับมือได้บ้าง
ทว่ายามนี้เขาเพิ่งตระหนักได้ว่าค่ายกลสังหารนี้ไม่ใช่ค่ายกลทั่วไปอีกต่อไป
แต่มันเป็นสมบัติล้ำค่าคู่บ้านคู่เมืองที่รวบรวมปราณโชคชะตาของแผ่นดินแคว้นต้าเฉียนและปราณโชคชะตาแปดร้อยปีของราชวงศ์เชียง
การต่อกรกับมัน… ก็ไม่ต่างอะไรกับการประกาศสงครามกับปราณโชคชะตาของแผ่นดินทั้งแคว้น!
“สู้ไป!”
เสียงตะโกนของเชียงอวินเฮอดังกึกกัมปนาทในห้วงฟ้าดิน ราวกับเสียงคำรามของมังกร ค่ายกลสังหารที่เหมือนมังกรแท้ปลุกพลังแสงต้องห้ามสีเลือดท่วมฟ้ากดลงมาทางเชิงเขาที่ลูเยียยืนอยู่ หากเปรียบเทียบกันแล้วลูเยียยามนี้ดูเล็กจ้อยประหนึ่งเม็ดทรายกลางมหาสมุทรเท่านั้น!