บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 249 โลหิตมังกรเฉียนหยวน
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวังหลวงได้ถูกส่งข่าวไปยังเทือกเขาพันมังกรในทันที สร้างความตื่นตระหนกให้แก่เหล่าราชวงศ์เชียงอย่างยิ่ง ภายในตำหนักใหญ่แสงเทียนสว่างไสวโชติช่วง บรรดาผู้อาวุโสแห่งราชวงศ์เชียงทั้งหมดมารวมตัวกัน ใบหน้าของทุกคนดูหม่นหมองน่าเกลียด
บนที่นั่งหลักตรงกลาง ปรมาจารย์อาวุโสสูงสุดเชียงอวินเฮอนั่งขมวดคิ้วมุ่นด้วยความขุ่นเคือง
“ลูเยีย ศิษย์จากสำนักกระบี่เกาสวรรค์เป็นเพียงผู้มีพลังบำเพ็ญขอบเขตแก่นทองคำเท่านั้น กลับสามารถแทรกซึมเข้าวังหลวงและควบคุมค่ายกลเปลวเพลิงลี้ลับจื่อเวยได้?”
เรื่องพรรค์นี้ใครจะเชื่อลง?
“ตลอดแปดร้อยปีที่ผ่านมามีเพียงสามคนเท่านั้นที่หาญกล้าลอบเข้าวังหลวง ทั้งสามคนล้วนเป็นบรรพชนขอบเขตแก่นศักดิ์สิทธิ์ สองคนตายอย่างอนาถ อีกหนึ่งคนหนีเตลิดไปอย่างไม่คิดชีวิต!”
“หรืออาจกล่าวได้ว่าในรอบแปดร้อยปีที่ผ่านมา วังหลวงแห่งต้าเฉียนของเราแข็งแกร่งประดุจเหล็กกล้า ไม่มีใครสามารถสั่นคลอนได้!”
ปรมาจารย์อาวุโสสูงสุดเชียงอวินเฮอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“แต่บัดนี้เด็กหนุ่มขอบเขตแก่นทองคำคนหนึ่ง ช่วงชิงค่ายกลเปลวเพลิงลี้ลับจื่อเวย ทำในสิ่งที่แม้แต่บรรพชนแก่นศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่เคยทำสำเร็จ!”
กล่าวมาถึงตรงนี้เชียงอวินเฮอก็ยกระดับเสียงขึ้นทันที “ช่างเป็นความอัปยศครั้งใหญ่หลวงนัก!”
ซุ่มเสียงนั้นดังกึกก้องสั่นสะเทือนไปทั่วตำหนักใหญ่ ทุกคนต่างใจสั่นระรัวรู้สึกปวดแก้วหูจนแทบจะแตกสลาย บนใบหน้าของเชียงอวินเฮอปรากฏจิตสังหารที่ไม่อาจยับยั้งได้แล้ว
“หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ราชวงศ์เชียงจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด?”
“จนถึงตอนนี้หากไม่สังหารลูเยีย ทั่วทั้งใต้หล้าจะมองว่าราชวงศ์เชียงของเราเป็นเช่นไร?”
“และเมื่อฝ่าบาทเสด็จกลับมา พวกเราจะกราบทูลรายงานพระองค์ได้อย่างไร!”
เสียงดังกึกก้องราวกับเสียงฟ้าร้องภายในตำหนักใหญ่ ทุกคนมองออกว่าปรมาจารย์อาวุโสสูงสุดโกรธเกรี้ยวถึงขีดสุดแล้ว
“ท่านปรมาจารย์อาวุโสสูงสุด ขออนุญาตกล่าวคำไม่สุภาพสักประโยค”
ชายชุดดำคนหนึ่งเอ่ยปาก “เรื่องราวครั้งนี้ล้วนเป็นความผิดของกุ้ยเฟยพานหลานอวินและเชียงปอฉวีที่ไร้ความสามารถ! จำเป็นต้องเอาผิดกับพวกเขาทั้งสองคน!”
น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความโกรธแค้นที่ยากจะปกปิด
การปฏิบัติการโจมตีลูเยียในครั้งนี้ พานหลานอวินและเชียงปอฉวีเป็นผู้รับผิดชอบหลัก ราชวงศ์เชียงมอบอำนาจเกือบทั้งหมดให้ทั้งสองคนควบคุม ต้องการสิ่งใดล้วนได้สิ่งนั้น
แต่บัดนี้ไม่เพียงแค่ไม่สามารถสังหารลูเยียได้ กลับถูกลูเยียบุกเข้ามาในวังหลวง เรื่องนี้จะทำให้ใครไม่โกรธได้อย่างไร?
“ช่างเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ!”
ปรมาจารย์อาวุโสสูงสุดเชียงอวินเฮอพลันลุกพรวดขึ้นแล้วสะบัดฝ่ามือฟาดออกไปในอากาศ ปัง!
ร่างของชายชุดดำคนนั้นระเบิดเป็นจลจูทันที ผู้คนที่นั่งอยู่ในที่นั้นต่างตกใจสีหน้าเปลี่ยนไปในทันที ไม่มีใครคาดคิดว่าเพียงแค่เพราะประโยคเดียว ปรมาจารย์อาวุโสสูงสุดถึงกับลงมือสังหารคนเลยทีเดียว!
เวลาคับขันถึงเพียงนี้แล้วยังจะมีหน้ามาตัดพ้อต่อว่ากันอีกหรือ!
แววตาของเชียงอวินเฮอเย็นเยียบประดุจน้ำแข็ง กวาดมองไปที่ทุกคนที่นั่งอยู่ “ข้าเองเป็นผู้สนับสนุนให้พานกุ้ยเฟยและเชียงปอฉวีลงมือทำเช่นนี้ พวกเจ้าจะตามมาเอาผิดข้าด้วยหรือไม่?”
ทุกคนเงียบกริบราวกับจักจั่นในฤดูหนาว
เชียงอวินเฮอค่อยๆ นั่งลงบนเก้าอี้ “เรื่องเร่งด่วนในตอนนี้คือต้องรีบแก้ไขสถานการณ์อันตรายที่อยู่ตรงหน้า! วังหลวงถูกยึดครองไปแล้ว เราต้องหาวิธีชิงกลับมาให้ได้!”
แต่พูดไม่ทันขาดคำก็มีคนรีบมารายงาน “ท่านปรมาจารย์อาวุโสสูงสุด เพิ่งได้รับข่าวว่าขันทีเฝิงเทียนเป่าได้สิ้นใจในสนามรบเสียแล้ว!”
อะไรนะ?
ทุกคนที่นั่งอยู่ต่างตกตะลึง พวกเขาไม่อาจนั่งนิ่งได้อีกต่อไป ขันทีเฝิงเป็นถึงบรรพชนแก่นศักดิ์สิทธิ์!
แม้แต่เขาก็ยังต้องจบชีวิตลงเชียวหรือ?
“ตื่นตระหนกไปทำไม!”
เชียงอวินเฮอกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “พวกเรายังอยู่ที่นี่ เทือกเขาพันมังกรยังไม่ได้แตกพ่าย!”
มีผู้กล่าวอย่างร้อนรน “ท่านปรมาจารย์อาวุโสสูงสุด สถานการณ์คับขันยิ่งนัก ขอท่านตัดสินใจด้วยเถิด!”
สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องไปที่เขา
เสียงทรงพลังของเชียงอวินเฮอดังขึ้น “ลูเยียกล้าบุกเข้าวังหลวง เขาจะไม่หยุดเพียงเท่านี้แน่นอน!”
เขาย่อมรู้ดีว่าเรื่องราวมาถึงจุดที่ไม่อาจถอยกลับได้อีกแล้ว หากไม่สะสางบัญชีแค้นกับเราให้จบสิ้น ภายภาคหน้าเขาและตระกูลลูย่อมต้องถูกเราตามล้างแค้นไม่จบสิ้น!
“ดังนั้นข้าสงสัยว่า… เขากำลังมุ่งหน้าไปที่เทือกเขาพันมังกรแห่งนี้!”
บรรยากาศในตำหนักใหญ่หนักอึ้งทันที
เรื่องนี้คาดเดาได้ไม่ยากเลย นับตั้งแต่ที่ลูเยียบุกเข้าวังหลวงชะตากรรมก็ถูกกำหนดแล้วว่าเขาและราชวงศ์เชียงจะต้องไม่จบจนกว่าฝ่ายหนึ่งจะตาย ไม่มีหนทางให้หวนกลับแม้แต่ก้าวเดียว!
“พลังของค่ายกลเปลวเพลิงลี้ลับจื่อเวย ไม่สามารถส่งผลต่อเทือกเขาพันมังกรได้”
คนหนึ่งเอ่ยขึ้น “หากเขากล้ามาที่เทือกเขาพันมังกร เขาจะเอาอะไรมาสู้กับพวกเรา?”
“อย่าได้ประมาทเจ้าเด็กคนนี้เด็ดขาด”
เชียงอวินเฮอมีสายตาเยียบเย็น “เขาสามารถควบคุมค่ายกลเปลวเพลิงลี้ลับจื่อเวย และยังสังหารขันทีเมิ่งได้ ย่อมต้องมีไพ่ตายอย่างอื่นซ่อนอยู่อีกแน่!”
ทุกคนรู้สึกหนาวสั่นในใจและเลิกดูแคลน
“ดังนั้นหากจะจัดการกับเสี้ยนหนามผู้นี้ ต้องลงมืออย่างเฉียบขาด!”
เชียงอวินเฮอกล่าวว่า “ถ่ายทอดคำสั่งข้าให้องครักษ์โลหิตวิญญาณสามพันนายเคลื่อนพล ‘ค่ายกลโลหิตมังกรเฉียนหยวน’ ทันที!”
อะไรนะ?
ทุกคนต่างตกตะลึงจนหน้าถอดสี!
นี่คือค่ายกลสังหารอันดับหนึ่งที่ไร้เทียมทาน ถูกวางไว้โดยฝ่าบาทองค์ปัจจุบันด้วยพระองค์เอง และใช้เวลาถึงแปดร้อยปีในการปรับปรุงให้สมบูรณ์
จุดที่แข็งแกร่งที่สุดของค่ายกลนี้อยู่ที่การรวบรวมปราณโชคชะตาของทั่วทั้งแผ่นดินต้าเฉียน!
ปราณโชคชะตานั้นเป็นสิ่งลึกลับซับซ้อนยิ่งนัก และในฐานะจักรพรรดิต้าเฉียน ราชวงศ์เชียงก็เปรียบดังทายาทมังกรแท้ในโลกมนุษย์
ภายในอาณาเขตสิบสี่มณฑลของต้าเฉียน ตราบใดที่ผู้คนยอมรับราชวงศ์ต้าเฉียน เคารพกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของต้าเฉียน ก็เท่ากับว่าปราณโชคชะตาของแผ่นดินทั้งหมดล้วนถูกเพิ่มพูนให้แก่ราชวงศ์ต้าเฉียน
และ ‘ค่ายกลโลหิตมังกรเฉียนหยวน’ นี้ได้หลอมรวม ‘ปราณโชคชะตา’ เข้าไว้ด้วยกัน!
ที่เรียกว่าเฉียนหยวนนั้นแท้จริงแล้วคือปราณโชคชะตาแห่งบ้านเมือง
ที่เรียกว่าโลหิตมังกรนั้นแท้จริงแล้วก็คือปราณโชคชะตาที่ราชวงศ์เชียงครอบครองอยู่นั่นเอง
ยามที่ค่ายกลนี้ทำงานเปรียบดังได้รับพลังศรัทธาจากผู้คนทั่วหล้าเป็นแรงหนุน แข็งแกร่งจนถึงขั้นที่เหลือเชื่อ!
เหตุใดตลอดแปดร้อยปีที่ผ่านมา เจ็ดสำนักใหญ่แห่งต้าเฉียนต่างก็ยอมรับให้ราชวงศ์เชียงเป็นผู้ปกครองทางโลกของต้าเฉียน?
เหตุผลก็อยู่ที่นี่เอง!
“ท่านปรมาจารย์อาวุโสสูงสุด หากเปิดใช้ค่ายกลนี้พวกเราจำเป็นต้องแลกด้วยราคาที่สูงมาก!”
ใครคนหนึ่งกระซิบเตือนเสียงเบา กุญแจสำคัญในการเปิดใช้ค่ายกลโลหิตมังกรเฉียนหยวนมิได้อยู่ที่องครักษ์โลหิตวิญญาณสามพันนายเหล่านั้น แต่อยู่ที่ผู้คนทั้งหมดของราชวงศ์เชียง ทุกคนจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของค่ายกลนี้!
มีเพียงเมื่อเขาทั้งหมดร่วมมือกันจึงจะสามารถปลุกปราณโชคชะตาแผ่นดินได้อย่างแท้จริง
แต่หากค่ายกลได้รับความเสียหาย พวกเขาเองก็จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงเช่นกัน ประโยคที่ว่า ‘รุ่งโรจน์รวมกัน พินาศรวมกัน’ ก็คือสิ่งนี้เองนี่เอง
ถึงเวลาเช่นนี้แล้วยังจะกังวลเรื่องพวกนี้อีกหรือ?
แววตาของเชียงอวินเฮอเย็นชา “ต้องรอให้ถูกฆ่าล้างโคตรก่อนหรืออย่างไรพวกเจ้าถึงจะพอใจ?”
ผู้คนมองหน้ากันไปมาไม่กล้าลังเลอีกต่อไป รีบรับคำสั่งทันที
“ไปเถิด คราวนี้ข้าจะทำให้ลูเยียมีทางมาแต่ไร้ทางกลับ มันต้องมาทิ้งชีวิตไว้ที่เทือกเขาพันมังกรแห่งนี้!”
เชียงอวินเฮอกล่าวเน้นย้ำทีละคำ ในดวงตาเต็มไปด้วยประกายสังหารอันเยือกเย็น
ณ เขตต้องห้ามด้านหลังเทือกเขาพันมังกร ภายในสระน้ำที่เป็นประกายไปด้วยแสงสีโลหิต พานหลานอวินกำลังนั่งสมาธิอยู่ สระโลหิตนึกกว้างเพียงสิบจั้ง น้ำในสระเป็นสีแดงฉานประหนึ่งลาวาที่กำลังเดือดพล่าน
ที่นี่ก็คือสระโลหิตมังกรเพลิง!
เขตต้องห้ามของราชวงศ์เชียง ทุกคราที่บุตรหลานสายตรงของราชวงศ์ถือกำเนิด พวกเขาจะถูกนำมายังที่แห่งนี้เพื่อชำระเลือดเนื้อและไขกระดูก เหตุเพราะภายในสระโลหิตมังกรเพลิงนั้นไม่เพียงรวบรวมปราณโชคชะตาของแผ่นดินเท่านั้น แต่ยังบรรจุ ‘ปราณบริสุทธิ์ชีพจรมังกร’ ที่แท้จริงไว้ด้วย!
ในเวลานี้ปราณบริสุทธิ์ชีพจรมังกรที่เคลื่อนไหวราวกับมังกรกำลังว่ายน้ำไหลเข้าสู่ร่างของพานหลานอวินไม่ขาดสาย นางหลับตาพริ้ม ใบหน้าอันงดงามผุดผ่องปรากฏร่องรอยแห่งความเจ็บปวดที่ยากจะระงับ
‘ลูกรัก… ค่อยๆ กินนะไม่ต้องรีบ คราวนี้แม้จะให้เจ้าได้กินจนอิ่มหนำแน่นอน’ พานหลานอวินลูบหน้าท้องเบาๆ พลางรำพึงในใจ
ที่ริมสระโลหิตมังกรเพลิง องค์ชายใหญเชียงฉางลวินอนฟุบอยู่กับพื้น มีโซตรวนสีดำทมิฬเส้นเล็กละเอียดเจาะทะลวงผ่านหน้าท้องของเขา ปลายด้านหนึ่งของโซ่ฝังอยู่ในร่างของเขา ส่วนปลายอีกด้านตกลงในสระโลหิตมังกรเพลิง
เลือดในร่างกายเขา พลังชีวิต พลังพลังบำเพ็ญกำลังถูกดูดซับไป ไหลผ่านโซ่สีดำเข้าสู่สระโลหิตมังกรเพลิง
‘หากเสด็จพ่อทรงทราบว่ากุ้ยเฟยที่พระองค์โปรดปราน กลับกำลังสูบกลิ่นพลังจากสระโลหิตมังกรเพลิงที่พระองค์ทุ่มเททั้งชีวิตรวบรวมมา ซ้ำยังปฏิบัติกับข้าประหนึ่งอาหารสดเช่นนี้ พระองค์จะรู้สึกเช่นไรกันนะ?’
องค์ชายใหญ่มีสีหน้าอิดโรย สติเริ่มจะเลือนลางเต็มที
‘เรื่องที่ข้าถูกลูเยียลากมาพัวพัน… ล้วนเป็นเรื่องโกหกทั้งสิ้น!’
‘นางปีศาจพานหลานอวินผู้นี้มองข้าเป็นเพียงเหยื่ออันโอชะมาตั้งนานแล้ว!’