บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 248 ปรับแก้ด้วยศีลธรรม
ทั่วทั้งวังหลวงประหนึ่งถูกเปลวเพลิงขนาดยักษ์แผดเผา
แสงเพลิงพุ่งทะยานเสียดฟ้าเผาให้ท้องฟ้ายามราตรีสว่างราวกับกลางวัน
นั่นคืออานุภาพของค่ายกลเปลวเพลิงลี้ลับจือเวยที่กำลังทำงาน แสงเปลวเพลิงสว่างดังดวงอาทิตย์ส่องสว่างทั่วท้องฟ้ายามค่ำคืน
ขันทีเฝิงใบหน้าเขียวคล้ำลงมือโจมตีอย่างบ้าคลั่ง พลังลมปราณขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์แผ่ซ่านไปสิบที่แข็งแกร่งอย่างน่าเหลือเชื่อ
ในมือของเขาหอกยาววาดผ่านห้วงอากาศไม่หยุดยั้งทุกครั้งที่ตวัดออกจะปรากฏมหาวิถีมหาศาลราวกับคลื่นยักษ์ในมหาสมุทรโจมตีหอสังเกตดวงดาวอย่างต่อเนื่อง
ส่วนคนอื่นๆ ต่างล่าถอยไปยังที่ไกลออกไปมองดูการลงมืออันเกรียวกราดของขันทีเฝิงด้วยความหวาดวิตกยิ่งนักเพราะเกรงว่าจะถูกลูกหลงจนร่างแหลกสลาย
ทว่าสิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องสิ้นหวังคือการโจมตีทั้งหมดของขันทีเฝิงถูกค่ายกลเปลวเพลิงลี้ลับจือเวยป้องกันและสลายไปหมดสิ้น!
บนหอสังเกตดวงดาว
เบื้องหน้าของลูเยียปรากฏจานค่ายกลสี่อันลอยอยู่ตามด้วยการร่ายเคล็ดวิชาของเขาทำให้ค่ายกลสังหารทั้งหมดส่งเสียงคำรามพร้อมปลดปล่อยพลังค่ายกลอันลึกลับพิสดารออกมา
นี่คือความอัศจรรย์ของค่ายกลใหญ่
และเป็นเหตุผลที่ลูเยียต้องชิงเข้าไปควบคุมค่ายกลนี้ทันทีที่ลอบเข้ามาในวังหลวง!
“ลูเยีย เจ้าคิดจะก่อกบฏทรยศต่อแผ่นดินงั้นหรือ! ถอยไปเดี๋ยวนี้ข้าจะละเว้นชีวิตเจ้าสักครา!”
ขันทีเฝิงตะโกนด้วยสีหน้าดุร้ายน่ากลัว
ทรยศแผ่นดิน?
ลูเยียยิ้มเล็กน้อย แผ่นดินต้าเฉียนแห่งนี้แท้จริงแล้วเป็นของผู้ใดกันแน่?
เป็นของราชวงศ์เชียง?
เป็นของชาวบ้านธรรมดา?
หรือว่าเป็นพลังอำนาจตระกูลใหญ่ในใต้หล้า?
ลูเยียคร้านจะไปแยกแยะให้เสียเวลา
ทว่าเขามั่นใจสิ่งหนึ่ง… อย่างน้อยราชวงศ์เชียงในยามนี้ก็ไม่มีคุณสมบัติพอจะมาตัดสินความผิดให้แก่เขา!
ตูม!
พลังแห่งค่ายกลที่เจิดจาดุจเปลวเพลิงแผ่กระจายออกราวกับแส้ทัณฑสวรรค์ฟาดลงมาอย่างรุนแรง
ขันทีเฝิงถูกฟาดจนซวนเซไปมาผมเผากระเซอะกระเซิงใบหน้าของเขาเขียวคล้ำดวงตาแทบจะถลนออกมาด้วยความโกรธ “หากเจ้ายังไม่ยอมหยุดมือไม่ใช่เพียงเจ้าที่ต้องตายแต่ตระกูลลูทั้งหมดของเจ้าจะต้องพินาศสิ้น!”
ลูเยียไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย
เขามิมีกะจิตกะใจจะเสวนากับอีกฝ่าย ภายใต้การควบคุมของเขาคลื่นพลังค่ายกลที่หนาแน่นราวกับเปลวเพลิงนับหมื่นแสนโถมซัดเข้าใส่ไม่หยุดหย่อน บดขยี้จนขันทีเฝิงต้องถอยร่นครั้งแล้วครั้งเล่า ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลสภาพอเนจอนาถยิ่งนัก
ต้องยอมรับว่าค่ายกลเปลวเพลิงลี้ลับจือเวยช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนักและต้องยอมรับอีกว่าบรรพชนขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์ช่างแข็งแกร่งเหลือเกิน!
หากเป็นผู้อื่นมาอยู่ในสถานการณ์เดียวกับเขาคงถูกทำลายไปนานแล้วไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง
และเพราะการพัวพันของตาเฒ่าผู้นี้เองที่ทำให้ลูเยียไม่อาจใช้ค่ายกลเปลวเพลิงลี้ลับจือเวยปิดผนึกวังหลวงทั้งหมดได้อย่างสมบูรณ์
ตูม!
ขันทีเฝิงเหวี่ยงหอกยาวโจมตีอย่างดุดันราวกับคนบ้า ทันใดนั้นเขาก็สามารถฝ่าวงล้อมของพลังค่ายกลเข้ามาได้แล้วพุ่งตรงไปที่หอสังเกตดวงดาว
“เจ้าเดรัจฉานน้อย เจ้าตายแน่!”
แววตาของขันทีเฝิงฉายแววน่าสะพรึงกลัวแทงหอกในมือไปที่ลูเยียโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ลูเยียหัวเราะขึ้นมาเขากระทืบเท้าลงเบาๆ ลงบนพื้น พลังค่ายกลรอบๆ หอสังเกตดวงดาวพุ่งทะยานราวกับกระแสน้ำหลากกลายเป็นโซ่ศักดิ์สิทธิ์นับไม่ถ้วนเข้าพันธนาการร่างของขันทีเฝิงไว้จนแน่นหนา ในเวลาเดียวกันดาบบินเล่มหนึ่งก็พุ่งออกมาพร้อมเสียงหวีดหวิว
เสียงครวญของดาบดังแผ่วเบามันแผ่ไอสังหารอำมหิตท่วมท้น กลิ่นอายแห่งการสังหารเข้มข้นสะเทือนฟ้าสะเทือนดิน… ดาบพิชิตมาร!
ครั้งหนึ่งลูเยียเคยใช้ดาบเล่มนี้สังหารผู้อาวุโสใหญ่นอกสำนักเชียงชิงโจวแห่งสำนักกระบี่เกาสวรรค์มาแล้วยามที่เขามีพลังบำเพ็ญขอบเขตตำหนักวิญญาณ!
แต่ทว่าตอนนั้นดาบพิชิตมารยังไม่ได้ถูกปราบให้อยู่ใต้อาณัติของลูเยียอย่างแท้จริง
แต่ตอนนี้ย่อมแตกต่างไปแล้ว
เมื่อลูเยียใช้ ‘เจตจำนงดาบชิงซวี’ กระตุ้นดาบเล่มนี้มันเหมือนน้ำมันที่ถูกเทลงบนกองเพลิง ดาบเล่มนี้พลันระเบิดพลังสังหารที่ไม่เคยมีมาก่อนออกมา!
ใบดาบที่เต็มไปด้วยรอยแตกร้าวและสนิมกลับกลายเป็นร้อนแรงประหนึ่งเปลวเพลิงที่กำลังลุกโชน
“ไป!”
ลูเยียพึมพำในใจ
วูบ!
ดาบพิชิตมารพุ่งออกไปพร้อมเสียงหวีดหวิว ใบดาบที่ทิ้งแสงสีเลือดที่เต็มไปด้วยความดุร้ายสุดขีดไว้เบื้องหลัง
ยามที่ถูกโซ่ตรวนแห่งค่ายกลพันธนาการเอาไว้ ขันทีเฝิงก็ตระหนักได้ว่าตนเองติดกับแล้วก่อนหน้านี้ไม่ใช่ว่าเขาเก่งกาจจนฝ่าวงล้อมมาได้แต่เป็นลูเยียที่จงใจปล่อยให้เขาเข้ามาเพื่อล่อให้ติดกับต่างหาก!
และเมื่อลูเยียชักดาบพิชิตมารออกมาในชั่วขณะนั้นสีหน้าของขันทีเฝิงก็เปลี่ยนไปในทันทีเขาก็ตระหนักได้ทันทีว่าสถานการณ์ไม่ดี
เขาไม่ลังเลแม้แต่น้อยตัดสินใจทุ่มสุดกำลังเพื่อเอาชีวิตรอด!
ตูม!
บนหอสังเกตดวงดาวเกิดกระแสพลังทำลายล้างสั่นสะเทือนฟ้าดิน เปลวเพลิงโหมกระหน่ำ ห้วงอากาศตรงนั้นดูราวกับทรุดตัวแตกสลายกลายเป็นความวุ่นวายอลหม่าน ในที่สุดขันทีเฝิงก็สลัดหลุดจากการกดทับของพลังค่ายกลมากมายเหล่านั้น!
ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้หลบหลีก ดาบพิชิตมารที่เปล่งประกายสีแดงฉานก็พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วแล้วฉัวะ!
แสงดาบวาดผ่านไปเพียงวูบเดียว กึ่งกลางระหว่างคิ้วของขันทีเฝิงก็ปรากฏรูโลหิตขนาดใหญ่
เขาเบิกตาโพลงด้วยความตกตะลึง “นี่มันเป็นสมบัติล้ำค่าอันใดกัน? ผู้ฝึกดาบที่มีพลังบำเพ็ญขอบเขตแทนทองคำจะสามารถควบคุมดาบบินที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ได้อย่างไร?”
นั่นกลายเป็นความคิดสุดท้ายในชีวิตของขันทีเฝิงเมื่อดาบพิชิตมารเจาะทะลวงกึ่งกลางหว่างคิ้วของเขา พลังสังหารที่ปลดปล่อยออกมาได้บดขยี้จิตเทวะของเขาจนละเอียดและดับสิ้นกลิ่นอายชีวิตของเขาไปจนหมดสิ้น!
ร่างของเขาสลายไปกลางอากาศประหนึ่งเถ้าถ่านที่ร่วงโรย
เคร้ง!
หอกยาวสีเงินหล่นกระแทกพื้นส่งเสียงครวญครางอย่างโศกเศร้า
ขันทีเฝิงสิ้นชีพแล้ว
หนึ่งในบรรพชนขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์ผู้ที่ยืนอยู่จุดสูงสุดของใต้หล้าแต่กลับต้องมาตายต่อหน้าลูเยีย!
แม้แต่ลูเยียเองก็ยังรู้สึกสะทกสะท้านใจอยู่บ้าง นี่คือบรรพชนขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์คนแรกที่เขาสังหารนับตั้งแต่เริ่มฝึกฝนมา!
แต่ลูเยียไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นแต่อย่างใด ความตายของขันทีเฝิงนั้นค่ายกลเปลวเพลิงลี้ลับจือเวยมีบทบาทสำคัญยิ่งและประการต่อมาก็คือการพึ่งพาพลังของดาบพิชิตมาร
ลูเยียรู้ดีว่าด้วยกำลังความสามารถของตนในปัจจุบัน การสังหารปรมาจารย์ยุทธแห่งโลกมนุษย์ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรแต่เมื่อเผชิญหน้ากับบรรพชนขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์ บางทีอาจจะประลองกำลังกับอีกฝ่ายได้บ้างแต่ก็ยากที่จะสังหารอีกฝ่ายได้เพราะท้ายที่สุดแล้วทั้งสองต่างกันถึงสองขอบเขตใหญ่
การที่สามารถต่อสู้กับบรรพชนขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์ได้บางทีนั่นอาจเป็นขีดจำกัดสุดแล้ว
อย่างไรก็ตามลูเยียมีลางสังหรณ์ใจอย่างหนึ่ง
เมื่อพลังบำเพ็ญของตนเองเพิ่มขึ้นบางทีอาจไม่จำเป็นต้องก้าวเข้าสู่ขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ก็มีโอกาสอย่างยิ่งที่จะสังหารบรรพชนขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์ได้ในขอบเขตแทนทองคำ!
“ไป!”
เขาผ่อนลมหายใจยาว ลูเยียหันกายมองไปยังด้านหลังของวังหลวงได้เวลาไปที่เทือกเขาพันมังกรแล้ว!