บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 247 ลูเยีย ไม่ใช่หายนะ!
“ล้อมที่นี่เอาไว้ให้หมด!”
“ไม่ว่าใครก็ตามที่พยายามหนีออกมาจากจวนของเว่ยอวี่ซิว จงประหารทิ้งไม่ต้องละเว้น!”
ท่ามกลางราตรีที่ฝนโปรยปราย เชียงปอฉวีออกคำสั่งอย่างเด็ดขาด ทหารรักษาพระองค์ที่ติดอาวุธครบมือเริ่มเคลื่อนไหวในทันที พวกเขาล้อมจวนของเว่ยอวี่ซิวไว้อย่างแน่นหนา ไม่ให้น้ำแม้แต่หยดเดียวไหลออกมาได้ เชียงปอฉวียืนเอามือไพล่หลังดวงตาเย็นเยียบจ้องมองไปข้างหน้า ปล่อยให้สายฝนโหมกระหน่ำจนชุดคลุมเปียกโชก
ก่อนหน้านี้ภายในวังหลวง การตบหน้าหนึ่งครั้งของพานหลานอวินทำให้ใจของเขารู้สึกอับอายและแค้นใจยิ่งนัก จนถึงตอนนี้ยังรู้สึกแสบที่แก้มร้อนผ่าวไม่หาย
“ใต้เท้า คนของกรมตรวจการเสวียนจิง กรมโหรหลวง และกรมปราบปีศาจได้เดินทางมาแล้ว อีกไม่นานก็จะมาถึงที่นี่!”
ผู้ใต้บังคับบัญชาเข้ามารายงาน
เชียงปอฉวีเพียงแค่พยักหน้าเบาๆ
จนถึงตอนนี้เขาก็ยังคงมืดแปดด้าน เหตุใดป้ายคำสั่งที่องค์ชายใหญ่มอบให้แก่ลูเยียถึงได้มาปรากฏอยู่ที่จวนของเว่ยอวี่ซิวได้?
หรือว่าลูเยียจะยังไม่ได้ตายจริงๆ?
แต่ต่อให้ลูเยียจะยังมีชีวิตอยู่ เขาก็ไม่น่าจะโง่เขลาถึงเพียงนี้!
การปล่อยให้กลิ่นอายของป้ายคำสั่งนั้นรั่วไหลออกมา มันจะต่างอะไรกับการเปิดเผยร่องรอยของตัวเองกันเล่า?
แล้วยังมียังเว่ยจงโหมวอีกเล่า เขายังมีชีวิตอยู่หรือตายไปแล้วกันแน่?
ตาเฒ่าจีเสวียนหงผู้นั้นสวมบทบาทใดในเกมนี้กันแน?
เชียงปอฉวีคาดเดาอะไรไม่ออกเลย
“ใต้เท้า ที่จวนของเว่ยอวี่ซิวพบค่ายกลขอรับ พวกเราควรทำลายมันหรือไม่?”
ทหารรักษาพระองค์หนึ่งนายรีบเข้ามารายงาน
เชียงปอฉวีสูดหายใจเข้าลึกๆ หนึ่งครั้งกดข่มความคิดอันยุ่งเหยิงในใจก่อนกล่าวว่า “ทำลายมัน!”
ครู่ต่อมา พร้อมกับเสียงดังกึกก้อง ค่ายกลที่ปกคลุมจวนของเว่ยอวี่ซิวแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เชียงปอฉวีนำกำลังบุกเข้าไปในทันที แล้วก็พบกับเว่ยอวี่ซิวที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความปีติยินดีอย่างล้นเหลือ
“ขอบคุณใต้เท้าที่ช่วยชีวิตข้า ขอบคุณใต้เท้า!”
เว่ยอวี่ซิวคุกเข่าโขกศีรษะ น้ำตาแห่งความปลาบปลื้มไหลรินลงมา “หากไม่ใช่อเพราะท่าน ตาเฒ่าอย่างข้าคงต้องตายด้วยน้ำมือค่ายกลที่ลูเยียวางไว้แน่ๆ!”
“ลูเยีย!”
สีหน้าของเชียงปอฉวีเปลี่ยนไปเล็กน้อย “เขายังไม่ตายหรือ? แล้วตอนนี้เขาอยู่ที่ใด?”
เว่ยอวี่ซิวรีบตอบ “เขาเพิ่งจากไปได้ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม”
“ไปที่ใด?”
เชียงปอฉวีถามด้วยสีหน้าเขียวคล้ำ
เขาตระหนักได้ว่าเหตุการณ์ไม่ชอบมาพากล หากลูเยียยังมีชีวิตอยู่เช่นนั้นเว่ยจงโหมวคงจะพบจุดจบไปแล้วเป็นแน
“ไม่ทราบขอรับ”
เว่ยอวี่ซิวส่ายหน้า
เชียงปอฉวีพยายามข่มความหงุดหงิดในใจ “องค์ชายใหญ่มอบป้ายคำสั่งให้เขาเหตุใดจึงมาอยู่ในมือเจ้า?”
เว่ยอวี่ซิวใบหน้าเต็มไปด้วยความขมขื่น “เขาบอกว่าข้าเป็นคนทรยศเขาเพราะป้ายคำสั่งนี้ย่อมต้องใช้ป้ายคำสั่งนี้มาจบเรื่อง…”
กล่าวยังไม่ถึงตรงนี้ เสียงระเบิดกึกก้องดังแว่วมาจากทิศทางของวังหลวง
ทุกคนต่างเงยหน้ามองไปโดยสัญชาตญาณ
เมืองหลวงยามราตรีที่ถูกม่านฝนปกคลุมบัดนี้เหนือวังหลวงกลับมีแสงเพลิงพุ่งทะยานเสียดฟ้าสว่างจ้าดุจวันใหม่!
ค่ายกลเปลวเพลิงลี้ลับจือเวย! มีคนบุกเข้าไปในวังหลวงหรือ?
เชียงปอฉวีและคนอื่นๆ ต่างเบิกตากว้าง หัวใจสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
“เรื่องราวใหญ่โตเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมานานหลายปี เหตุใดจึงมาเกิดขึ้นในคืนนี้?”
“ลูเยีย! ต้องเป็นลูเยียแน่ๆ!”
เว่ยอวี่ซิวกรีดร้อง “เขาจงใจทิ้งป้ายคำสั่งนี้ไว้ที่ข้าก็เพื่อล่อให้ท่านใต้เท้าพาคนมาที่นี่ ขณะที่เขาจะฉวยโอกาสนี้บุกเข้าวังหลวง!”
ลูเยีย?
สีหน้าของเชียงปอฉวีเปลี่ยนไปมา
เมื่อนึกถึงเรื่องประหลาดและผิดปกติต่างๆ ที่เกิดขึ้นวันนี้ เชียงปอฉวีก็พลันเข้าใจแจ่มแจ้ง
ลูเยียแสร้งตายที่สำนักศึกษาต้าเฉียนอย่างชัดเจน!
เพื่อที่จะทำให้ตัวเองประมาทและถอนการวางกำลังที่กระจายอยู่ทั่วเมือง
และสิ่งที่เว่ยอวี่ซิวพูดไม่ผิด ลูเยียทิ้งป้ายคำสั่งไว้ที่นี่ก็ย่อมเป็นเพื่อล่อเสือออกจากถ้ำ!
“เจ้าลูเยียช่างกล้าหาญจนบุกเข้าวังหลวงตอนที่จังหวะเหมาะเสียจริง!”
เชียงปอฉวีพึมพำ “ข้าชีวิตอยู่มาจนป่านนี้เจอคนอำมหิตมาก็มากแต่ยังไม่เคยเจอใครขวัญกล้าเท่าเจ้ามาก่อนเลย!”
วังหลวงเป็นสถานที่ที่มีการรักษาความปลอดภัยหนาแน่นเพียงใด
เพียงแค่ค่ายกลเปลวเพลิงลี้ลับจือเวยเพียงอย่างเดียวก็สามารถสังหารบรรพชนขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์ได้!
การที่ลูเยียไปครั้งนี้มันต่างอะไรกับการไปหาความตาย?
เชียงปอฉวีก้มหน้ามองไปที่เว่ยอวี่ซิว “ลูเยียไม่สังหารเจ้าเพราะอะไร?”
เว่ยอวี่ซิวร่างกายแข็งทื่อไปทั้งตัวกำลังจะอธิบาย ปัง!
เชียงปอฉวีฟาดฝ่ามือหนึ่งทีจนกระดูกไหล่ของเว่ยอวี่ซิวแตกละเอียด
“ลูเยียไม่สังหารข้า ข้าก็สังหารเอง!”
แววตาของเชียงปอฉวีเยียบเย็นดุดัน เลือดหลายหยดกระเซ็นใส่ใบหน้าของเขาทำให้ใบหน้าของเขาเพิ่มความดุร้ายขึ้นอีกส่วน
ยามใกล้ตายแววตาของเว่ยอวี่ซิวเต็มไปด้วยความตกตะลึงและงงงวย
เขาคงคาดไม่ถึงว่าตนเองรอดชีวิตจากน้ำมือลูเยียที่เขาหักหลังแต่กลับต้องมาตายด้วยน้ำมือของเชียงปอฉวีผู้ที่เขามองว่าเป็นผู้ช่วยชีวิต
ต้องบอกว่านี่เป็นเรื่องน่าขันอย่างยิ่ง
“กลับวังหลวง!”
เชียงปอฉวีโบกมือเป็นสัญญาณนำทหารรักษาพระองค์กลุ่มนั้นรีบเดินทางกลับไปทันที
ขณะที่ยังอยู่ระหว่างทางเหนือพระราชวังปรากฏพลังลมปราณอันน่าสะพรึงกลัวขึ้นกะทันหัน พุ่งปะทะมวลเมฆจนแปรปรวน
“เป็นพลังลมปราณของขันทีเฝิงกระทั่งเขายังต้องลงมือเชียวหรือ?”
เชียงปอฉวีตกใจพลันนึกได้ว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
กระทั่งค่ายกลเปลวเพลิงลี้ลับจือเวยก็เปิดใช้งานแล้ว การจะสังหารลูเยียผู้ชั่วช้านั้นช่างง่ายดายเพียงใดไยต้องให้ขันทีเฝิงลงมือด้วย?
หรือว่าแม้แต่ค่ายกลเปลวเพลิงลี้ลับจือเวยก็ไม่สามารถสังหารลูเยียได้?
เชียงปอฉวีรู้สึกใจสั่นสะท้านร้องตะโกนว่า “เร็วเข้า! รีบกลับวังหลวงโดยเร็วที่สุด!”
ฝนยามราตรียังคงกระหน่ำไม่หยุด
เมื่อค่ายกลเปลวเพลิงลี้ลับจือเวยเริ่มทำงานเพียงแค่กลิ่นอายที่แผ่ออกมาก็สั่นสะเทือนไปทั้งเมืองหลวงแล้ว
และเมื่อขันทีเฝิงลงมือแสดงพลังลมปราณที่อยู่ในขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์ออกมาก็ยิ่งดึงดูดสายตาของผู้คนนับไม่ถ้วน
สำนักศึกษาต้าเฉียน
“ลูเยียถึงกับบุกเข้าวังหลวงจริงๆ หรือ?”
จีเสวียนหงยืนอยู่บนยอดหอคอยที่สูงที่สุดของสำนักศึกษา เขามองผ่านม่านฝนไปยังทิศทางของพระราชวัง
“ถึงกับทำให้ตาเฒ่าเฝิงเทียนเปาผู้เป็นขันทีขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์นั่นต้องออกมือด้วยตนเอง!”
ดูเหมือนว่าลูเยียมีไพ่ตายที่สามารถต้านทานพลังของค่ายกลเปลวเพลิงลี้ลับจือเวยได้สินะ!
จีเสวียนหงคาดเดาเช่นนี้ในใจก็สั่นสะเทือนไม่น้อย
มิน่าเล่าเขาถึงยืนกรานจะไปล้างแค้นให้ได้แต่ข้าก็ไม่รู้ว่าเขาจะมีชีวิตกลับมาได้หรือไม่…
จีเสวียนหงพึมพำกับตนเอง
จากที่เขาเข้าใจ อันตรายที่แท้จริงของวังหลวงไม่ได้อยู่ที่ค่ายกลเปลวเพลิงลี้ลับจือเวย แต่เป็นเทือกเขาพันมังกรที่ตั้งอยู่ด้านหลังวังหลวง
ตั้งแต่ก่อตั้งราชวงศ์ต้าเฉียนมาแปดร้อยปีไม่เคยมีผู้ใดสามารถบุกเข้าไปถึงเทือกเขาพันมังกรได้เลยสักครั้ง
ไม่เคยเกิดขึ้นแม้แต่ครั้งเดียว!
กรมปราบปีศาจ
“เป็นลูเยียอย่างนั้นหรือ? ไม่ใช่ว่าเขาตายที่สำนักศึกษาต้าเฉียนไปแล้วหรอกหรือ?”
ท่านมหาเสนาบดีเมิ่งเสวียนก็ถูกปลุกให้ตื่นตระหนกเขาก็รีบก้าวออกจากห้องฝึกฝนแล้วมองไปยังวังหลวงในฐานะบรรพชนขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์เขารับรู้อย่างชัดเจนว่าค่ายกลเปลวเพลิงลี้ลับจือเวยกำลังถูกเปิดใช้งานเต็มกำลัง
และยังสัมผัสได้ว่าขันทีเฝิงก็ได้ลงมือแล้ว!
โดยไม่ต้องคิดเลยเมิ่งเสวียนก็รู้ได้ทันทีว่าคนที่บุกเข้าไปในวังหลวงผู้นั้นมีวิธีรับมือกับค่ายกลเปลวเพลิงลี้ลับจือเวยเป็นแน่!
“จะเป็นใครกันแน่? หรือว่าจะเป็นบรรพชนขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์จากสำนักกระบี่เกาสวรรค์?”
เมิ่งเสวียนกำลังครุ่นคิด
ยามนั้นมีผู้ใต้บังคับบัญชารีบมารายงาน “ท่านมหาเสนาบดีเรื่องได้ตรวจสอบแล้วที่จวนของเว่ยอวี่ซิวไม่มีศัตรูที่น่าสงสัย”
“ทว่าเหตุการณ์ครั้งนี้กลับทำให้ผู้น้อยได้รู้ว่าลูเยียไม่ได้ตาย! และตอนนี้เขาได้บุกเข้าวังหลวงแล้ว!”
ก่อนหน้านี้เชียงปอฉวีได้ออกคำสั่งให้ระดมกำลังจากกรมโหรหลวง กรมปราบปีศาจและกรมตรวจการเสวียนจิงให้ออกปฏิบัติการรวมกัน
ด้วยเหตุนี้จึงได้รู้ความจริงเรื่องนี้และรีบมารายงาน
“ลูเยียอย่างนั้นหรือ!?”
เมิ่งเสวียนสั่นสะท้านในใจแสดงอาการผิดปกติอย่างที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นเนินนานกว่าเขาจะกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงทอดถอนใจ
“คราวนี้เขาได้กลายเป็นขุนนางกบฏต่อแผ่นดินอย่างแท้จริงเสียแล้ว…”
วันนั้นบนหอสังเกตการณ์ฟ้าเชียงปอฉวีเคยประกาศอย่างภาคภูมิใจว่าจะตราหน้าลูเยียว่าเป็น ‘ผู้ทรยศ’ ‘ผู้ก่อการกบฏ’
ยามนั้นเมิ่งเสวียนรู้สึกรังเกียจคำกล่าวเหล่านั้นยิ่งนัก
แต่ยามนี้เมิ่งเสวียนตระหนักได้ว่าเพียงแค่การที่ลูเยียบุกวังหลวงในคืนนี้เขาก็คือ ‘โจรก่อกบฏ’ โดยชอบธรรมแล้ว!
“ท่านใต้เท้า พวกเราควรทำอย่างไรต่อไปขอรับ”
ผู้ใต้บังคับบัญชาเอ่ยถาม
เมิ่งเสวียนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า “รวบรวมผู้คนทั้งหมดของกรมปราบปีศาจรีบไปวังหลวงทันที!”
“ขอรับ!”
ขณะที่ผู้ใต้บังคับบัญชากำลังจะจากไป
เมิ่งเสวียนก็กล่าวว่า “เมื่อไปถึงหน้าวังหลวงแล้วให้คอยอยู่ที่เดิม จำไว้ห้ามลงมือเด็ดขาดและห้ามฟังคำสั่งหรือคำบัญชาจากผู้ใดทั้งสิ้น!”
“หึ?”
ผู้ใต้บังคับบัญชาถึงกับอึ้งไป
วังหลวงเกิดเรื่องใหญ่โตขนาดนี้ ความสำคัญเร่งด่วนมิใช่การรีบเข้าไปสมทบช่วยหรอกหรือ?
เมิ่งเสวียนกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “คืนนี้ฝนกระหน่ำรุนแรงนักน้ำในวังหลวงมันขุ่นมากเกินไปเจ้าอยากจะเอาชีวิตคนในกรมปราบปีศาจทั้งหมดไปฝังทิ้งที่นั่นหรืออย่างไร?”
ผู้ใต้บังคับบัญชาเหงื่อเย็นผุดขึ้นที่หน้าผาก “เข้าใจแล้วขอรับ!”
เมิ่งเสวียนหมุนตัวเดินเข้าไปในตำหนักแห่งหนึ่ง
เขาต้องการไปพบเชี่ยหลิงชิวเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับลูเยีย
เด็กหนุ่มคนนี้แท้จริงแล้วเป็นคนเช่นไรกันแน่?
ในฐานะที่เป็นบรรพชนขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวของโลกมานานหลายปีเมิ่งเสวียนกลับมีความปรารถนาที่จะรู้จักเด็กคนนี้ขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน