บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 243 ค่ำคืนที่ฝนกระหน่ำ ช่างเป็นเวลาที่เหมาะแก่การสังหารยิ่งนัก!
- Home
- บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน
- บทที่ 243 ค่ำคืนที่ฝนกระหน่ำ ช่างเป็นเวลาที่เหมาะแก่การสังหารยิ่งนัก!
ที่สำนักศึกษาต้าเฉียน ภายในตำหนักแห่งหนึ่ง
“ท่านเจ้าสำนัก ประมุขตระกูลเว่ยขอเข้าพบขอรับ”
มีศิษย์คนหนึ่งเข้ามารายงาน
“เว่ยจงโหมว?”
จีเสวียนหงขมวดคิ้วถาม “มีคนอื่นมาด้วยหรือไม่?”
“ไม่มีขอรับ”
“ให้เขาเข้ามาเถอะ”
จีเสวียนหงรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง
ลำพังเพียงเว่ยจงโหมวจะมีขวัญกล้าอันใดมาวางหมากในสำนักศึกษาต้าเฉียน?
เห็นชัดว่าเบื้องหลังของเว่ยจงโหมวยังต้องมีตัวการที่แท้จริงอยู่อีกคน
ซึ่งคนผู้นั้นก็คาดเดาได้ไม่ยากนัก
เว่ยจงโหมว? หรือว่าเขาคือประมุขตระกูลเว่ยแห่งตระกูลผู้พิทักษ์แผ่นดิน?
ที่มุมของตำหนักใหญ่ ลูเยียที่ ‘แกล้งตาย’ นอนอยู่ตรงนั้นดวงตาปิดสนิท เสียงของเขาดังขึ้นข้างหูของจีเสวียนหง
จีเสวียนหงพยักหน้า
สมกับที่คาดไว้เพียงแค่หนังสือสารภาพผิดฉบับเดียวก็นับว่าเชื่อถือไม่ได้จริงๆ ลูเยียคิดในใจในอดีตขุมกำลังที่อยู่เบื้องหลังแม่นางนวลนวลได้ออกมือกดหัวตระกูลเว่ยให้เขียน ‘หนังสือรับสารภาพความผิด’ และสาบานว่าจะไม่แก้แค้นตระกูลลูอีกต่อไป
เรื่องนี้เคยสร้างความตื่นตระหนกไปทั่วทั้งใต้หล้า
ทว่าเห็นได้ชัดว่าตระกูลเว่ยไม่ได้ยอมจำนนด้วยใจจริง!
ในเมื่อเว่ยจงโหมวผู้เป็นประมุขตระกูลเดินทางมาที่นี่ด้วยตนเองย่อมหมายความว่าในการวางแผนเล่นงานตัวเองครั้งนี้ ตระกูลเว่ยได้ยอมเป็นสุนัขรับใช้ให้แก่ราชวงศ์เชียงไปเสียแล้ว!
จีเสวียนหงกล่าวว่า “เมื่อหลายสิบปีก่อนยามที่ข้าบรรลุถึงขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์ ตระกูลเว่ยเคยช่วยเหลือข้าอย่างหนัก”
เห็นชัดว่าศัตรูของเจ้า ย่อมเล็งเห็นจุดนี้จึงได้ส่งเขามา
“สิ่งที่แปลกคือในเมื่อเจ้าตายไปแล้ว เว่ยจงโหมวยังจะมาทำอันใดอีก? หรือบนตัวเจ้ายังมีสิ่งของบางอย่างที่พวกเขาต้องการให้ได้?”
ลูเยียรู้สึกมีบางอย่างแวบขึ้นในใจ “เป็นไปได้!”
ทำไมราชวงศ์เชียงถึงไม่สนใจผลลัพธ์ของการขัดแย้งกับสำนักกระบี่เกาสวรรค์และยังต้องการจัดการกับตนเอง?
ทำไมถึงต้องให้ตนเองมายังเมืองหลวงด้วย?
แล้วทำไมถึงต้องหลอกเอาป้ายหยกไร้อักษรของตนไป?
ตอนนี้แม้จะรู้ว่าตนเอง ‘ตาย’ ไปแล้วกลับยังส่งประมุขของตระกูลเว่ยมาเยี่ยมเยียนชัดเจนว่ามีแผนการบางอย่างซ่อนอยู่!
“ท่านผู้อาวุโสตระกูลเว่ยมีบุญคุณต่อท่านเพียงเดียว…”
ก่อนที่ลูเยียจะกล่าวจบ จีเสวียนหงก็กล่าวว่า “วางใจเถิด บุญคุณก็ส่วนบุญคุณแต่ความแค้นวันนี้ก็คือความแค้นข้าแยกแยะได้ชัดเจน”
หยุดไปครู่หนึ่ง จีเสวียนหงก็กล่าวต่อ “แต่หากเว่ยจงโหมวแยกแยะไม่ออก…”
กล่าวถึงตรงนี้เขาก็เอ่ยเตือนขึ้นทันที “เขามาแล้ว!”
ลูเยียรีบใช้เคล็ดวิชาลับปิดบังพลังลมปราณทำให้พลังชีวิตทั้งร่างของเขาจมดิ่งและหายไป
ไม่นานนักเสียงฝีเท้าก็ดังขึ้น
เว่ยจงโหมวผู้มีรูปร่างสูงใหญ่กำยำเดินสาวเท้าเข้ามาอย่างรวดเร็วแล้วกล่าวว่า “ท่านลุงจี ข้าได้ยินมาว่าลูเยียคนชั่วผู้นี้ก่อเหตุอาละวาดในสำนักศึกษา บัดนี้ถูกท่านสังหารแล้วหรือ?”
ขณะที่กล่าวสายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นร่างของลูเยียที่นอนนิ่งอยู่ที่มุมตำหนักใหญ่
จีเสวียนหงพยักหน้าก่อนจะถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เป็นราชวงศ์เชียงที่ส่งเจ้ามาใช่หรือไม่?”
เว่ยจงโหมวตอบอย่างสงบเยือกเย็น “ถูกตอง! ลูเยียเคยทำลายพลังบำเพ็ญของบรรดาเชื้อพระวงศ์ไปหลายคนจึงถูกราชสํานักเกลียดชังถึงกระดูกดำ”
“การมาของข้าครั้งนี้เป็นคำสั่งจากราชสํานัก หวังว่าจะได้นำศพของลูเยียกลับไป! ขอให้ท่านลุงจีโปรดเห็นแก่คำขอนี้ด้วย!”
จีเสวียนหงเงยหน้าจ้องมองเว่ยจงโหมว “ตระกูลเว่ยเคยลงนามหนังสือรับสารภาพผิดสัญญว่าจะไม่แก้แค้นตระกูลลู แต่ทำไมครั้งนี้ถึงเลือกช่วยเหลือราชวงศ์เชียงจัดการลูเยีย?”
สีหน้าของเว่ยจงโหมวเปลี่ยนไปเล็กน้อย “ท่านลุง ลูเยียถูกท่านสังหารจะเกี่ยวกับตระกูลเว่ยของข้าได้อย่างไร?”
แววตาของจีเสวียนหงเย็นชาลง “เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าข้าจะเขลาจนมองแผนการในวันนี้ไม่ออก?”
พลังลมปราณอันน่าสะพรึงกลัวที่ไม่อาจบรรยายได้กดทับลงบนร่างของเว่ยจงโหมว
เขารู้สึกสั่นสะท้านในใจรีบกล่าวว่า “ท่านลุง ตระกูลเว่ยของข้าเป็นเพียงผู้ส่งสารเท่านั้น ข้าไม่ได้ล่วงรู้ความนัยของเรื่องในวันนี้เลยสักนิด!”
จีเสวียนหงกล่าวเสียงเย็น “พวกเจ้าตระกูลเว่ยทำให้ข้าผิดหวังจริงๆ!”
พลั่ก!
เขาพลิกฝ่ามือกดเว่ยจงโหมวลงกับพื้นทันที
เว่ยจงโหมวตกใจสุดขีด “ท่านลุง ท่านกำลังจะทำอะไร?”
จีเสวียนหงเอ่ยอย่างเฉยชา “ราชวงศ์เชียงวันนี้ใช้ข้าเป็นดาบและยังจะลากสำนักศึกษาลงน้ำ แต่เจ้ากลับช่วยเสือทำร้ายคน เจ้าคิดว่าข้าอยากจะทำอันใดเล่า?”
“ท่าน… ท่านรู้เรื่องทั้งหมดแล้วหรือ?”
เว่ยจงโหมวสั่นสะท้านคาดไม่ถึงว่าเรื่องราวจะกลับตาลปัตรเช่นนี้
เขาละล่ำละลักกล่าวว่า “ทั้งหมดล้วนเป็นแผนการของราชวงศ์เชียง ต่อให้ท่านลุงโกรธเคืองก็ควรไปคิดบัญชีกับราชวงศ์เชียงถึงจะถูก!”
“หึๆ ข้าจะไปหาพวกเขาแน่”
ในจังหวะนั้นเองลูเยียก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเว่ยจงโหมว “แต่ก่อนหน้านั้นข้ามีเรื่องอยากจะถามเจ้าเสียหน่อย”
“เจ้า… เจ้ายังไม่ตาย!?”
เว่ยจงโหมวเบิกตาโพลงจนแทบถลนออกมาด้วยความตกใจ
จีเสวียนหงกล่าวเสียงเย็นชา “เจ้าควรให้ความร่วมมือเสีย มิเช่นนั้นเจ้าคงหนีความตายไปไม่พ้นแน่!”
สีหน้าของเว่ยจงโหมวเปลี่ยนไปมาอย่างรวดเร็วสุดท้ายเขาก็ทอดถอนใจ “ข้าไม่ทราบจริงๆ ว่าราชวงศ์เชียงมีแผนการอะไรกันแน่ พวกเขาไม่มีทางบอกแผนการทั้งหมดให้ข้ารู้หรอก”
ฉับ!
ลูเยียลงมืออย่างฉับพลันตัดศีรษะของเว่ยจงโหมวออกทันที
จีเสวียนหงไม่ทันตั้งตัวทำให้เขาชะงักค้างไปชั่วขณะ ลูเยียกล่าวว่า “ท่านผู้อาวุโสโปรดวางใจได้ คนนี้ข้าเป็นคนสังหารเองไม่เกี่ยวอันใดกับท่าน”
จีเสวียนหงมีสีหน้าแปรเปลี่ยนไปมา เหตุใดก่อนสังหารเจ้าไม่เคยถามเขาเสียหน่อย เขาต้องล่วงรู้แผนการของราชวงศ์เชียงบ้างไม่มากก็น้อยแน่
“ไม่จำเป็นแล้ว”
ลูเยียส่ายหน้า เพียงแค่รู้ว่าเป็นฝีมือของราชวงศ์เชียงก็เพียงพอแล้ว
จีเสวียนหงดูเหมือนจะเดาบางอย่างได้จึงเอ่ยด้วยความตกใจว่า “เจ้าคงไม่ได้คิดจะบุกขึ้นไปยังเทือกเขาพันมังกรเพื่อเอาชีวิตราชวงศ์เชียงกระมัง?”
ลูเยียหัวเราะ “ที่ข้ามาเมืองหลวงครั้งนี้ก็เพื่อการนี้แหละ”
แววตาของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความสงบนิ่งและมั่นใจไม่เห็นมีความกังวลเลยแม้แต่น้อย
จีเสวียนหงตระหนักได้ว่าลูเยียจะต้องมีไพ่ตายเตรียมไว้แล้วแน่ถึงได้กล้าทำตัวไม่หวาดกลัวเช่นนี้
ถึงกระนั้นเขาก็ยังเอ่ยเตือน “ราชวงศ์เชียงกล้าลงมือกับเจ้าโดยไม่สนผลกระทบที่จะตามมาจากสำนักกระบี่เกาสวรรค์ย่อมหมายความว่าพวกเขาก็มีที่พึ่งพาเช่นกัน!”
กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือแม้ว่าสำนักกระบี่เกาสวรรค์จะระดมกำลังมาถล่มถึงที่นี่ ราชวงศ์เชียงก็อาจมีการเตรียมการรับมือไว้แล้วเช่นกัน!
ลูเยียพยักหน้าและกล่าวว่า “ข้าเข้าใจแล้ว เช่นนั้นก็มาดูกันว่าใครจะแน่กว่ากัน!”
“เรื่องนี้ข้าช่วยเจ้าไม่ได้”
จีเสวียนหงถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “ทั่วทั้งสำนักศึกษาต้าเฉียนยังต้องให้ข้าคอยดูแล หากข้าแตกหักกับราชวงศ์เชียงย่อมส่งผลกระทบต่อทุกคนในสำนักศึกษา”
ลูเยียประสานมือโค้งกายคารวะอย่างสง่างาม “ท่านผู้อาวุโสแยกแยะผิดชอบชั่วดีได้ชัดแจ้งก็นับว่าช่วยข้าครั้งใหญ่แล้ว บุญคุณนี้ข้าจะจดจำไว้ในใจตลอดไป”
“ไปเถิดข้าจะส่งเจ้าออกจากสำนักศึกษา” จีเสวียนหงกล่าว
กล่าวจบเขาก็สะบัดมือคราหนึ่ง ร่างของเว่ยจงโหมวก็กลายเป็นเถ้าธุลีสลายไปในอากาศ
หลังจากนั้นเขาก็พาลูเยียจากไปด้านนอกสำนักศึกษาต้าเฉียนเมฆดำครึ้มปกคลุมสายฝนยังคงกระหน่ำลงมาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะเบาบางลงขณะที่มองร่างสูงสง่าของลูเยียหายลับไปในม่านฝนอันเลือนราง จีเสวียนหงก็มีความรู้สึกอันซับซ้อนผุดขึ้นในใจ
‘เด็กคนนี้ยอมมาเมืองหลวงเพียงลำพังก็เพราะไม่อยากลากสำนักกระบี่เกาสวรรค์เข้ามาพัวพันในความวุ่นวายครั้งนี้สินะ?’
จีเสวียนหงพึมพำในใจ
การตัดสินใจของลูเยียนี้เองที่ทำให้จีเสวียนหงรู้สึกตกใจและสะเทือนใจมากที่สุดทั้งที่มีสำนักกระบี่เกาสวรรค์คอยหนุนหลัง แต่กลับยอมมาเมืองหลวงเพียงลำพังเพียงเพราะไม่ต้องการให้สำนักกระบี่เกาสวรรค์ถูกลากเข้าไปในความวุ่นวายและได้รับผลกระทบ!
ความห่วงใยเช่นนี้ช่างหาได้ยากและมีค่าอย่างยิ่ง!
ลูเยียไม่ว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลวเจ้าต้องมีชีวิตรอดกลับมาให้ได้ ตาเฒ่าอย่างข้าไม่เคยยอมก้มหัวให้ใครในชาตินี้จะมีก็แต่เจ้าเท่านั้นที่คู่ควรแก่ความนับถือของข้า!
จีเสวียนหงยืนนิ่งอยู่ที่นั้นเป็นเวลานานมาก
ท่ามกลางม่านฝนอันมืดมิด ลูเยียสวมหมวกใบใหญ่ใช้เคล็ดวิชาลับที่เปลี่ยนแปลงพลังลมปราณและรูปลักษณ์ภายนอกเดินลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยที่คดเคี้ยวประหนึ่งใยแมงมุมครึ่งชั่วยามให้หลัง ลูเยียเดินเข้าไปในโรงน้ำชาแห่งหนึ่งสั่งน้ำชาหนึ่งกานั่งดื่มชาเพียงลำพังสายฝนไหลลงมาตามชายคาไอร้อนลอยขึ้นจากกาน้ำชา ภายในโรงน้ำชามีลูกค้าเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ลูเยียกำลังรออย่างอดทนยามที่ราชวงศ์เชียงได้รับข่าวการตายของเขา พวกมันจะมีปฏิกิริยาอย่างไร?
คงไม่พ้นการถอนกำลังที่วางหมากเอาไว้
และที่สำคัญที่สุดพวกเขาก็จะเผลอประมาทและผ่อนคลายลง!
ด้วยเหตุนี้ลูเยียจึงไม่รีบร้อน
เขาต้องให้เวลาศัตรูมากพอที่จะทำให้พวกเขา ‘ผ่อนคลาย’ ลงจนถึงที่สุด
และนี่คือเหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่ลูเยียเลือกที่จะ ‘แกล้งตาย’ ในครั้งนี้
สิ่งที่เขาวางแผนไว้ก็คือการบุกขึ้นไปยังเทือกเขาพันมังกรและสังหารราชวงศ์เชียงอย่างไม่ทันตั้งตัว!
เมื่อดื่มชาหมดกาท้องนภาก็เข้าสู่ราตรีมืดมิด ลูเยียวางเศษเงินไว้บนโต๊ะลุกขึ้นยืนสวมหมวกงอบลงบนศีรษะอย่างไม่ใส่ใจแล้วเดินออกจากโรงน้ำชาในสายฝนที่กระหน่ำยามค่ำคืนช่างเป็นเวลาที่เหมาะแก่การสังหารยิ่งนัก!