เซียนหมอหญิงยอดนักฆ่า - ตอนที่ 3442 ไม่มีแวว ตอนที่ 3443 น่าขายหน้า
ตอนที่ 3442 ไม่มีแวว
ชายชราที่ได้รับบาดเจ็บประคองเจ้าเมืองของพวกเขา สีหน้าเจ็บปวดรวดร้าว “เจ้าเมืองทั้งหลาย วันนี้คนพวกนั้นกล้าทำร้ายเจ้าเมืองของพวกข้า คาดว่าอาจมีสักวันที่พวกเขาจะลงมือกับทุกท่าน ยิ่งไปกว่านั้นเจ้าเมืองของพวกข้ามีความสัมพันธ์อันดีกับทุกท่าน วันนี้เขาถูกคนทำลายพลังบำเพ็ญ ทุกท่านจะวางเฉยและปล่อยให้คนป่าเถื่อนพรรค์นั้นมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ต่อไปหรือ วันนี้พวกเขาทำลายพลังบำเพ็ญของเจ้าเมืองพวกข้า ทำลายกำแพงเมืองของพวกข้า ก็ไม่ต่างอะไรจากทำลายเกียรติของเจ้าเมืองทุกท่านเช่นกัน!”
หลายคนที่เดิมทีลังเลอยู่บ้างฟังแล้วพลันเกิดโทสะขึ้นในใจ ถูกต้อง คนคนนั้นกล้าลงมือกับเจ้าเมืองเมืองหนึ่ง นั่นเท่ากับว่าไม่เห็นพวกเขาในสายตาเลยไม่ใช่หรือ อีกทั้งเรื่องในวันนี้กลายเป็นเช่นนี้ไปแล้ว หากพวกเขาไม่ออกหน้า วันหลังจะยืนอย่างมีเกียรติอยู่บนโลกนี้ได้อย่างไร?
ทันใดนั้นหนึ่งในนั้นก็กล่าวเสียงขรึม “ถูกต้องแล้ว คนพวกนั้นอุกอาจถึงเพียงนี้ หากพวกข้าปล่อยผ่านไม่สนใจ นั่นเท่ากับว่าปล่อยให้พวกเขาทำร้ายคนอื่นไปทั่วไม่ใช่หรือ”
“ตอนนี้พวกขาอยู่ที่ไหน หนีไปแล้วหรือ” เจ้าเมืองอีกคนหนึ่งถาม บนใบหน้าปรากฏความไม่พอใจเช่นเดียวกัน
ชายชราที่ได้รับบาดเจ็บฟังจบก็ดีใจขึ้นมาทันที รีบกล่าวว่า “ไม่ใช่ คนพวกนั้นบ้าคลั่งมาก ไม่ได้หนีไป อีกทั้งพักอยู่ในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งในเมือง อยู่ตรงข้างหน้านี้เอง พวกข้าจะพาพวกท่านไปเดี๋ยวนี้”
ดังนั้นชายชราจึงสั่งคนเข้ามาพาเจ้าเมืองกลับไปก่อน ส่วนตนเองมุ่งหน้าไปยังโรงเตี๊ยมข้างหน้าโดยมีผู้คุ้มกันคนหนึ่งเข้ามาประคอง จิตสังหารในใจชายชราเข้มข้นขึ้นทุกย่างก้าว
เจ้าเมืองหลายคนร่วมมือกัน เขาไม่เชื่อว่าจะสังหารคนพวกนั้นไม่ได้!
ผู้อาวุโสเฉินคนนั้นเห็นพวกเขาพาเจ้าเมืองทั้งหลายเดินไปข้างหน้า ก็อดร้อนใจขึ้นมาไม่ได้ “ไม่ได้! ไม่ได้นะ…”
ทว่าอีกฝ่ายไม่ได้ยินเขาโดยสิ้นเชิง ผู้คุ้มกันก็เดินจากไปพร้อมกับคนพวกนั้น ชาวบ้านโดยรอบตามไปดูความคึกคักเช่นกัน ตอนนี้ผู้นำตระกูลและผู้อาวุโสจากตระกูลต่างๆ เห็นดังนั้นแล้วก็ถามขึ้นมาด้วยความสงสัย “ผู้อาวุโสเฉิน เหตุใดท่านไม่ตามพวกเขาไปแล้วบอกว่านั่นคือภูตหมอเฟิ่งจิ่วเล่า หากสตรีชุดแดงคนนั้นคือภูตหมอเฟิ่งจิ่วจริง ต่อให้พวกเขาร่วมแรงกัน เกรงว่ามีแต่ต้องพ่ายแพ้ราบคาบ!”
ผู้อาวุโสฟังแล้วมองพวกเขา ถอนหายใจเสียงหนึ่ง “พวกเขาไม่มีทางฟัง อีกอย่างด้วยสถานการณ์ในตอนนี้ พวกเจ้าคิดหรือว่าต่อให้ข้าพูดออกไปแล้วพวกเขาจะฟัง หรือต่อให้พวกเขาฟัง กลัวก็แต่ว่าจะไม่เชื่อ อย่าว่าแต่พวกเขาเลย ข้าเองก็ยังไม่ค่อยกล้าจะเชื่อเลย อย่างไรเสียภูตหมอเฟิ่งจิ่วคนนั้นก็หายตัวไปหลายปีมากแล้ว…”
ครั้นฟังจบ ทุกคนก็เงียบเสียงครุ่นคิด จริงดังว่า พวกเขาเองก็ไม่ค่อยเชื่อเช่นกัน เพียงแต่ยังมีส่วนให้เชื่อได้ อย่างไรเสียดูจากพฤติกรรมของคนพวกนั้นแล้ว นอกจากภูตหมอเฟิ่งจิ่ว ใครเล่าจะทำเรื่องพรรค์นั้นได้
แต่เคยมีคนบอกว่าภูตหมอเฟิ่งจิ่วตายแล้ว และมีคนบอกว่านางสร้างศัตรูจนต้องหลบลี้ วันนี้กลับปรากฏตัวขึ้นที่เมืองนี้อย่างกะทันหัน ไม่รู้เลยจริงๆ ว่าเรื่องไหนเป็นความจริง เรื่องไหนเป็นเรื่องโกหก
“พวกเราตามไปดูหน่อยเถอะ! เรื่องนี้กลายเป็นแบบนี้ไปแล้ว สตรีชุดแดงคนนั้นใช่ภูตหมอเฟิ่งจิ่วหรือไม่ อีกเดี๋ยวก็กระจ่างแจ้งแล้ว”
พอได้ยินเช่นนั้น ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะรีบตามไปที่โรงเตี๊ยมนั้น
ตู้ฝานที่นั่งอยู่ข้างประตูโรงเตี๊ยมขยับพัดขึ้นลง มองคนเหล่านั้นล้อมโรงเตี๊ยมไว้หนาแน่น อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเสียงเบาขึ้นมา “เฮ้อ คนพวกนี้ตาไม่มีแววจริงๆ! หาเรื่องใครไม่หา กลับมาหาเรื่องพวกข้า ช่างไม่รักชีวิตเอาเสียเลย”
……….
ตอนที่ 3443 น่าขายหน้า
“พวกข้าจากไปนานเกินไป และนายหญิงก็กลับมาอย่างเงียบเชียบเกินไป หากไม่ทำให้เอิกเกริกสักหน่อย คงไม่มีใครรู้ว่านายหญิงของพวกข้ากลับมาแล้ว” หลัวอวี่กอดอกพร้อมกล่าวอย่างมีน้ำโห ดวงตาสองข้างจ้องมองคนเหล่านั้นที่อยู่ข้างนอก
ในโรงเตี๊ยม นอกจากโต๊ะที่พวกเฟิ่งจิ่วนั่งอยู่แล้ว โต๊ะอื่นล้วนวางอาหารเอาไว้ คนตระกูลกู้ต่างก็นั่งกินอาหารอยู่ที่โต๊ะ พร้อมกันนั้นก็สังเกตความเคลื่อนไหวข้างนอกเช่นกัน เมื่อครู่นี้พวกเขาเพิ่งรู้ว่าคนที่ช่วยพวกเขาคือภูตหมอเฟิ่งจิ่ว เป็นภูตหมอเฟิ่งจิ่วที่มีชื่อเสียงสั่นสะท้านแผ่นดินนี้!
คิดถึงตรงนี้แล้ว สายตาของพวกเขามองไปทางจี้หยวนซึ่งนั่งอยู่กับบุรุษที่โดดเด่นหลายคนอย่างอดไม่ได้ ในแววตาเจือความรู้สึกเลื่อมใส คิดไม่ถึงเลยว่าพวกเขาจะมีวันที่ได้พบภูตหมอเฟิ่งจิ่วกับตาตนเอง จำต้องพูดว่านางสะดุดตามากจริงๆ เหมือนกับดวงตะวันบนท้องฟ้าอย่างไรอย่างนั้น เจิดจ้ายิ่งนัก ทำให้ไม่กล้ามองตรงๆ
ความเคลื่อนไหวข้างนอกนั้น เฟิ่งจิ่วเองก็ไม่ไปสนใจเช่นกัน เพียงกล่าวกับกวนสีหลิ่นว่า “ท่านพี่ อีกเดี๋ยวท่านกับเหลิ่งหวา แล้วก็พวกเหลิ่งซวงช่วยปลดผนึกพลังวิญญาณให้กับคนตระกูลกู้ด้วยนะ!”
“ได้” กวนสีหลิ่นตอบรับพร้อมพยักหน้า
ด้านนอกโรงเตี๊ยม เจ้าเมืองหลายคนรวมตัวอยู่ด้วยกัน ยืนอยู่ตรงข้ามประตูโรงเตี๊ยมตวาดใส่ตู้ฝานและหลัวอวี่สองคนที่นั่งอยู่ตรงประตู “เรียกนายหญิงของพวกเจ้าออกมา!”
“เฮอะ!” หลัวอวี่แค่นเสียงหัวเราะออกมา จากนั้นเหลือบมองเขาอย่างดูถูก “อาศัยแค่พวกเจ้าก็อยากพบนายหญิงของพวกข้าหรือ หวังมากเกินไปแล้ว”
ได้ฟังดังนั้น เจ้าเมืองหลายคนก็เอ่ยขึ้นด้วยโทสะทันที “บังอาจ!”
เสียงที่เต็มไปด้วยแรงกดดันดังขึ้น กระแสปราณน่ากลัวจู่โจมไปทางตู้ฝานและหลัวอวี่ แม้ถูกตวาดใส่เช่นนี้แล้วกลับไม่หลีกเลี่ยง ตู้ฝานและหลัวอวี่สองคนเลิกคิ้ว ทันใดนั้นใบหน้าพวกเขาพลันแปรเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมา ร่างกายที่พิงเก้าอี้อยู่ผุดลุกขึ้น รอยยิ้มจางหายไปแล้ว ก่อนที่พวกเขาจะตวาดออกมาด้วยคำพูดเดียวกัน
“บังอาจ!”
สิ้นเสียงนั้น แรงกดดันที่ไม่ต่างจากภูเขาใหญ่สองลูกกดอัดลงมาจากข้างบนโดยพลัน ตามมาด้วยปราณน่ากลัวพุ่งเข้าใส่พวกเขา ทำให้พวกเขาคุกเข่าลงกับพื้นอย่างแรงในทันที
“อ้าก!”
“ซี้ด!”
“อึก!”
ความเจ็บปวดที่ส่งมาจากหัวเข่าทำให้คนไม่น้อยส่งเสียงร้องออกมา อีกทั้งสูดลมเย็นๆ เข้าปอด ยิ่งทำให้เจ้าเมืองหลายคนรู้สึกโกรธเกรี้ยวและอับอาย คำว่าบังอาจของพวกเขาทำให้พวกเขาที่เป็นถึงเจ้าเมืองต้องคุกเข่าลงโดยที่ไม่คาดคิดเช่นนี้ แรงกดดันที่ทับร่างพวกเขาอยู่นั้นน่ากลัวมาก ทำเอาพวกเขาเหงื่อตก ลืมไปชั่วขณะหนึ่งว่าต้องมีปฏิกิริยาอย่างไร
ทุกคนรอบข้างต่างก็มีสีหน้าราวกับเห็นผี อ้าปากตาค้างมองเจ้าเมืองทั้งหลายไปจนถึงพวกผู้คุ้มกันที่คุกเข่าลงทันทีที่ได้ยินเสียงตวาด แถมยังลุกไม่ขึ้นอีกต่างหาก
“เฮอะ! ก็แค่เจ้าเมือง กล้าวางท่าต่อหน้าพวกข้าด้วยหรือ! ช่างไม่รู้จักตายเสียจริงๆ!” หลัวอวี่ตะคอก หรี่ตามองคนเหล่านั้นที่คุกเข่าอยู่บนพื้น
ตู้ฝานจ้องเจ้าเมืองหลายคน พัดในมือกางออกดังพรึ่บ ก่อนจะขยับพัดอย่างเบามือพร้อมพูดขึ้นว่า “คุกเข่าไปเถอะ! หากพวกเจ้ากล้าลุกขึ้นล่ะก็ หึๆ…”
เสียงนั้นผ่อนคลายมาก ทั้งยังเจือแววเยาะเย้ยอยู่หลายส่วน ทว่าเจตนาคุกคามในคำพูดกลับชัดเจนปานนั้น หลายคนที่เดิมทีอยากลุกขึ้นยืนฟังแล้วก็ตัวแข็งทื่อทันที ไม่กล้าขยับแม้สักนิด
แรงกดดันน่ากลัวมาก วันนี้พวกเขาเหยียบถูกแผ่นเหล็ก[1]ของจริง! เพียงแต่คุกเข่าอยู่ตรงนี้นั้นน่าขายหน้าเกินไปแล้ว!
……….
[1] เหยียบถูกแผ่นเหล็ก หมายถึง คิดว่าผู้อื่นข่มเหงได้โดยง่าย ปรากฏว่าผู้อื่นเก่งกาจกว่าและถูกโต้กลับแทน