Great Demon King – กำเนิดราชันย์ปีศาจ - ตอนที่ 448
บรรดาตำราเล่มหนาและกองเหรียญทองของศาสนจักรแห่งแสงสว่างที่กระจัดกระจายอยู่เต็มแหวนมิติของเบลานท์ไม่ได้อยู่ในสายตาของหานซั่ว แม้แต่อาวุธของอัศวินอีกจำนวนหนึ่งที่ด้อยกว่าอาวุธที่เบลานท์เคยใช้อย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตาม มีม้วนคาถา 2 ม้วนที่ดูน่าสนใจ ม้วนหนึ่งเป็นม้วนคาถาเวทย์ห้วงมิติสำหรับใช้หลบหนี และอีกอันเป็นม้วนคาถาเวทย์ธาตุดินที่จะสร้างโล่ดินขึ้นมา แต่ละม้วนล้วนมีไว้เพื่อเอาชีวิตรอด
แต่ที่น่าเสียดายคือระหว่างการต่อสู้เมื่อครู่ การโจมตีหลายระลอกติด ๆ กันทำให้เบลานท์สูญสิ้นซึ่งเรี่ยวแรงที่จะตอบโต้ เพราะหานซั่วกระหน่ำใส่เบลานท์ด้วยหมัดทั้งซ้ายขวา เขาจึงไม่มีโอกาสที่จะใช้ม้วนคาถานั้นได้เลย ซึ่งกว่าหานซั่วจะหยุดก็หลังจากที่กระดูกทั่วทั้งร่างของเบลานท์แหลกละเอียดไปหมดแล้ว
หานซั่วหยิบม้วนคาถาทั้ง 2 ไป แม้จะถือว่ามีค่ามากพอสมควร แต่พวกมันก็ไม่ได้หายากอย่างน่าเหลือเชื่อขนาดนั้น ก่อนที่เขาจะหันไปทางแผ่นกระดาษสีเหลืองไม่กี่แผ่นที่ดูธรรมดา ๆ แต่เนื้อหาที่จารึกไว้กลับดึงดูดความสนใจของหานซั่วเป็นอย่างยิ่ง
ศาสนจักรแห่งแสงสว่าง ซึ่งอ้างตัวว่าเป็นศาสนจักรที่เปี่ยมล้นไปด้วยความเมตตามากที่สุดในอาณาจักรแห่งความลึกล้ำ แต่จริง ๆ แล้วกลับลักลอบทำเรื่องไม่ดีที่ไม่ปรากฏต่อสายตาของสาธารณะ จากแผ่นกระดาษสีเหลืองบาง ๆ หานซั่วก็พบวิธีที่เบลานท์ใช้เพิ่มพูนพลังมหาศาลของตนเองในเวลาเพียง 3 ปี ซึ่งปรากฏว่าปาฏิหารย์ดังกล่าว เป็นเพราะพิธีกรรมประสาทพรของศาสนจักรแห่งแสงสว่างนั่นเอง
ในฐานะที่เป็นองค์กรทางศาสนาที่มีอิทธิพลมากที่สุดในอาณาจักรแห่งความลึกล้ำ ศาสจักรแห่งแสงสว่างให้ความสำคัญกับ 2 สิ่ง คือการเพิ่มจำนวนเหล่าสาวกที่บูชาเทพแห่งแสงสว่าง และอย่างที่ 2 คือการมีผู้มีวิญญาณพิสุทธิ์ที่ยอมเสียสละตนโดยปราศจากความเห็นแก่ตัว และด้วยบันทึกอย่างเป็นทางการเหล่านี้ หานซั่วก็ได้รู้ว่า เมื่อผู้มีวิญญาณพิสุทธิ์ยอมอุทิศตนต่อเทพแห่งแสงสว่าง พรที่ได้รับก็จะเป็นพลังศักดิ์สิทธิ์ที่มากยิ่งกว่าเช่นกัน
แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีวิญญาณพิสุทธิ์กลับไม่ใช่ผู้ที่เป็นสาวกของศาสนจักรแห่งแสงสว่าง เพราะแท้ที่จริงแล้ว แม้แต่สาวกที่เปี่ยมศรัทธามากที่สุดก็ตระหนักถึงความจริงว่า การยอมสังเวยดวงวิญญาณนั้นก็หมายถึงความตาย ซึ่งบางทีพวกเขาก็ไม่ได้ต้องการที่จะยอมละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างและสละวิญญาณให้ถึงขนาดนั้น แต่ไม่ว่าอย่างไร ดูเหมือนว่าศาสนจักรแห่งแสงสว่างก็คงมีวิธีการบังคับขู่เข็ญให้ได้มาอยู่ดี
เพราะสัดส่วนของผู้ที่มีวิญญาณพิสุทธิ์นั้นมีจำนวนเพียงน้อยนิดในหมู่มนุษย์ทั้งมวล และการฟื้นฟูอย่างเต็มที่ของเบลานท์รวมทั้งพลังที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลนั้น ก็คือสิ่งที่แลกมาด้วยการสังเวยของวิญญาณพิสุทธิ์ถึง 87 ดวง
ซึ่งผู้ที่มีวิญญาณพิสุทธิ์ทั้ง 87 คนนั้น ก็ถูกจับตัวมาอย่างลับ ๆ จากดินแดนต่าง ๆ โดยคนของศาสนจักรแห่งแสงสว่าง ผ่านการใช้วิธีที่ทั้งสกปรกและโหดร้ายทุกวิถีทาง และกระดาษสีเหลืองแผ่นบางเหล่านั้นล้วนเป็นเอกสารที่เบลานท์ลงนามยินยอมเพื่อร้องขอให้ศาสนจักรแห่งแสงสว่างจัดพิธีกรรมประสาทพรให้ พร้อมกับสมาชิกระดับสูงอีกจำนวนหนึ่ง
“ไม่แปลกใจ ไม่แปลกใจเลยจริง ๆ ว่าทำไมพลังของเบลานท์ถึงได้เพิ่งขึ้นมากมายภายในระยะเวลาสั้น ๆ กระจ่างสักที ศาสนจักรแห่งแสงสว่างก็ไร้ศีลธรรมไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าศาสนจักรแห่งความหายนะเลยสักนิด ดูจากภายนอก พวกเขาก็น่าเลื่อมใส ดูดีมีศีลธรรมอยู่หรอก แต่เรื่องที่พวกเขาทำในเงามืดนั้นช่างไม่ต่างอะไรกันเลย”
หลังจากที่พลังของเขาเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด เบลานท์คงคิดว่าตัวเองเป็นอมตะไร้เทียมทานแล้ว จึงเก็บเอกสารทั้งหมดไว้ในแหวนมิติ แต่ใครจะไปคาดเดาได้ว่าของเหล่านั้นจะมาตกอยู่ในมือของหานซั่วเช่นนี้ หานซั่วพบว่าเอกสารเหล่านั้นมีลายเซ็นของสมาชิกระดับสูงของศาสนจักรแห่งแสงสว่างมากกว่าครึ่ง และเขารู้ดีว่านั่นหมายความว่าอย่างไร
เมื่อได้รู้ซึ้งถึงวิธีการผิดมนุษย์ที่ศาสนจักรแห่งแสงสว่างใช้เพื่อให้ได้มาซึ่งพลังศักดิ์สิทธิ์และมอบให้กับเหล่าสาวกของพวกเขา หานซั่วก็รู้สึกปลาบปลื้มและตื่นเต้นดีใจเป็นที่สุดที่ได้รับข้อมูลที่สามารถใช้เป็นเหตุผลเพื่อจัดการกับพวกศาสนจักรได้สักที
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ พนันได้เลยว่าศาสนจักรแห่งความหายนะจะต้องยินดีที่ได้รับรู้ข่าวนี้ เอกสารพวกนี้มีทั้งลายเซ็นของสังฆราชแห่งศาสนจักรแห่งแสงสว่างรวมถึงสมาชิกระดับสูงอีกหลายคน พวกเขต้องมีหนทางกระพือข่าวเพื่อโจมตีศาสนจักรแห่งแสงสว่างด้วยวิธีของตัวเองแน่ ๆ”
หานซั่วหัวเราะให้กับชัยชนะของตัวเอง
“นายท่าน สาวกของศาสนจักรแห่งแสงสว่างคนอื่น ๆ ตายหมดแล้วล่ะ!”
ใบหน้าของเอลิซาเบธเต็มไปด้วยความตื่นเต้น กระแสพลังทั้ง 5 ภายในร่างของเธอหมุนวนอย่างรวดเร็วขณะที่พลังงานซึ่งเธอดูดกลืนเข้าไปกำลังแพร่กระจายไปทั่วร่างกายอันเหี่ยวย่นของเธอทีละน้อย
หานซั่วถือแผ่นกระดาษสีเหลืองบาง ๆ ในมืออย่างระมัดระวัง เขาหันไปมองรอบ ๆ และเห็นตามที่เอลิซาเบธร้องบอก เมื่อเหล่าสาวกจากศาสนจักรแห่งแสงสว่างที่ปราศจากจอมขมังเวทย์ธาตุแสง ถูกอสูรมิติมืดฆ่าตายจนหมดสิ้น
หานซั่วหรี่ตามอง จิตของเขาพินิจพิจารณารอบ ๆ ร่างของเอลิซาเบธ จากการประเมิน เอลิซาเบธได้ดูดกลืนพลังศักดิ์สิทธิ์เข้าไปมากพอที่จะทำให้ความแข็งแกร่งของเธอเพิ่มมากขึ้นเป็น ทวีคูณ แม้ว่าเอลิซาเบธจะดูดกลืนพลังศักดิ์สิทธิ์จากอัศวินศักดิ์สิทธิ์เบลานท์เข้าไป แต่ก็ถือว่ายังห่างไกลกับระดับความแข็งแกร่งที่แท้จริงซึ่งเบลานท์มีอยู่ก่อนหน้า
ด้านหนึ่ง เป็นเพราะความแข็งแกร่งของเบลานท์ไม่ได้พึ่งพาพลังศักดิ์สิทธิ์แต่เพียงอย่างเดียว ออร่าต่อสู้ของเขาก็มีบทบาทอย่างมาก ซึ่งหลังจากที่ผ่านกระบวนการดูดกลืน พลังศักดิ์สิทธิ์ที่เอลิซาเบธสามารถนำไปใช้ได้จึงถือเป็นเพียงส่วนน้อยของทั้งหมดเท่านั้น
แต่ไม่ว่าอย่างไร เอลิซาเบธก็ไม่ใช่สาวกของศาสนจักรแห่งแสงสว่าง และไม่สามารถใช้พลังศักดิ์สิทธิ์ได้โดยตรง ซึ่งคล้ายกับสถานการณ์ของหานซั่ว เขาต้องขจัดส่วนของพลังงานที่ไม่มีประโยชน์ออกจากออร่าสังหารปริมาณมากที่เขาดูดกลืนเข้าไป และหลังจากนั้น สิ่งที่เหลืออยู่ก็จะมีเพียงส่วนน้อยของพลังบริสุทธิ์ที่เขาสามารถนำไปใช้ได้
หลังจากที่ดูดกลืนพลังศักดิ์สิทธิ์ไปจนหมดแล้ว ความแข็งแกร่งของเอลิซาเบธก็อาจเทียบได้กับระดับของจอมดาบศักดิ์สิทธิ์ แม้จะไม่มีหยดเลือดปีศาจของหานซั่ว พลังที่เธอมีอยู่ตอนนี้ก็ยังไม่มากพอที่จะทำอันตรายเขาได้ และหลังจากที่เขาพิจารณาลึกเข้าไปในร่างของเธอเสร็จแล้ว เขาก็พยักหน้าและพูดขึ้น
“ดีมาก เจ้าทำได้ดีมากทีเดียว แต่ข้าเห็นว่ายังมีพลังงานดิบที่หลงเหลืออยู่ในร่าง เจ้าอยากจะได้ที่เงียบ ๆ เพื่อย่อยสลายพลังนั่นสักหน่อยไหมล่ะ?”
“ขอบคุณนายท่านที่เป็นห่วง แต่ร่างกายของข้าจะค่อย ๆ แปรสภาพพลังนั่นไปเอง โดยไม่จำเป็นต้องตั้งใจย่อยสลายมันอย่างจริงจังน่ะ”
เอลิซาเบธตอบในทันที
หานซั่วพยักหน้าและไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่กลับมองไปทางอื่น
ไม่นานนัก พวกองครักษ์ชุดดำก็มาถึงด้วยการนำทางของคารีย์ ในตอนนั้น เหล่าอสูรมิติมืดที่หานซั่วอัญเชิญมาหายไปหมดแล้ว มีเพียงศพของพวกศาสนจักรแห่งแสงสว่างจำนวนหนึ่งที่กองอยู่รอบ ๆ หานซั่วและเอลิซาเบธ
เหล่าสาวกของศาสนจักรแห่งแสงสว่างทุกคนล้วนตายอย่างผิดธรรมชาติ แม้แต่ร่างของอัศวินศักดิ์สิทธิ์เบลานท์ก็กลายเป็นเพียงเศษซากชิ้นเนื้อ หลังจากที่กระดูกของเขาแหลกละเอียด และร่างก็ถูกบดขยี้จนไม่เหลือชิ้นดี ส่วนเหล่าสาวกก็ถูกอสูรมิติมืดฉีกทึ้งร่างจนกลายเป็นภาพอันน่าสยดสยองของเศษชิ้นส่วนมนุษย์ที่กระจัดกระจายไปทั่ว กลิ่นคาวเลือดลอยคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
เซซิเลียและพรรคพวกของเธอจ้องมองภาพที่อยู่เบื้องหน้าและรู้สึกท้องไส้ปั่นป่วน โชคดีที่พวกองครักษ์ชุดดำเป็นกลุ่มที่แข็งแกร่ง และไม่ทำอะไรให้ตัวเองต้องอับอายต่อหน้าหานซั่ว
“ไบรอัน นี่มันเกิดอะไรขึ้นน่ะ?”
เธอเดินมาหาหานซั่ว พลางหลบเลี่ยงรอยเลือดที่สาดกระเซ็นอยู่บนพื้น
“พวกนี้ก็คือเหตุผลที่ทำให้ข้ามาที่นี่ไงล่ะ เอาล่ะ เบลานท์ก็ตายไปแล้ว ดูเหมือนว่าธุระของข้าจะเสร็จสิ้นสักที”
หานซั่วพูดพร้อมรอยยิ้มจาง ๆ เขาเงยหน้าขึ้นมองบนท้องฟ้า พลางคิดว่าจะไปเยี่ยมวูล์ฟ และส่งมอบ ‘ของที่ระลึก’ อันน่าตื่นตะลึงให้กับเขา
ในฐานะองค์กรชั่วร้ายที่มีอิทธิพลมากที่สุดในอาณาจักรแห่งความลึกล้ำ ถือเป็นเรื่องเหมาะสมที่สุดที่จะให้ศาสนจักรแห่งความหายนะทำการอะไรเช่นนี้ นอกจากนี้ พวกเขายังเป็นศัตรูตลอดการของศาสนจักรแห่งแสงสว่าง และไม่มีวันยอมหลุดมือจากโอกาสที่จะจัดการกับศาสนจักรแห่งแสงสว่างไปอย่างแน่นอน เอกสารในมือของหานซั่วมีลายเซ็นของผู้นำระดับสูงสุด รวมไปถึงสังฆราช เมื่อศาสนจักรแห่งความหายนะเปิดเผยเรื่องนี้ ภาพลักษณ์ที่ใสสะอาดของศาสนจักรแห่งแสงสว่างจะมลายหายไปในทันที ความคิดนี้ทำให้หานซั่วแทบอดใจไม่ไหว
“อัศวินศักดิ์สิทธิ์เบลานท์… ตายแล้วเหรอ?”
ปากเล็ก ๆ ของเซซิเลียอ้ากว้างขณะจ้องมองไปยังหานซั่วด้วยความงงงัน ราวกับไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
“ใช่ ก็ใต้ฝ่าเท้าของข้าตรงนี้ไง เจ้าศพที่ไม่มีหัวนี่น่ะ!”
หานซั่วพูดอย่างเย็นชา และชี้ไปที่ร่างไร้ชีวิตของเบลานท์ เลือดที่เจิ่งนองยังคงอุ่นอยู่
เซซิเลียได้แต่ยืนนิ่ง จ้องมองอย่างเหม่อลอย และพูดอะไรไม่ออก
“ท่านไบรอัน นั่น… ยายแก่คนนั้น ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่?”
คารีย์ถาม พลางชี้นิ้วไปยังเอลิซาเบธที่ยืนอยู่ด้านหลังหานซั่วอย่างนอบน้อม เพราะก่อนหน้านี้ คารีย์เกือบถูกเอลิซาเบธฆ่าตาย
“นับจากนี้ไป เธอจะเป็นทาสของข้า”
หานซั่วตอบ หลังจากหยุดไปครู่หนึ่ง เขาก็หันไปพูดกับเซซิเลีย
“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว พวกเราก็แยกกันได้แล้วล่ะ ลาก่อน”
เพนสะหานซั่วไม่ได้สนใจในวิกฤติการณ์อันแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นในส่วนลึกของหุบเขาทารัคมากนัก
** Please note : โปรดอ่านนิยายเรื่องนี้ จากบล็อกของผู้แปล gdk-th.blogspot.com เท่านั้น หากท่านกำลังอ่านจากเว็บไซต์อื่น แสดงว่าท่านกำลังจ่ายเงินให้กับผู้ที่ขโมยผลงานของนักแปลมาแสวงหาผลกำไรให้ตนเอง **
“เอ่อ… คือ…”
เซซิเลียมองหานซั่วที่กำลังจะจากไป และได้แต่นิ่งอึ้งไปอีกครั้ง เธอทำได้เพียงพูดตะกุกตะกักขณะพยายามหาข้ออ้างเพื่อให้เขาอยู่ต่อ แต่สุดท้ายเธอก็คิดอะไรไม่ออก
ทันใดนั้นเอง เกิดเสียงครืนดังขึ้นจากระยะไกล เป็นเสียงของภูเขาที่อยู่ในส่วนลึกของหุบเขาทารัคกำลังพังทลาย ผืนแผ่นดินในรัศมี 10 ไมล์จากจุดศูนย์กลางสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงราวกับเกิดแผ่นดินไหว
หานซั่วซึ่งกำลังจะจากไปขมวดคิ้วขึ้นมาทันที เขาพบว่าฝูงสัตว์วิเศษจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนในหุบเขาทารัคกำลังวิ่งไปยังบริเวณชายขอบของหุบเขา และท่ามกลางสัตว์วิเศษทั้งหมดนั้น มีสัตว์วิเศษระดับสุดยอดจำนวนหนึ่งรวมอยู่ด้วย
“อะไรกันน่ะ? เกิดอะไรขึ้น?”
เซซิเลียร้องออกมาด้วยความตกใจ ขณะที่เธอมองไปยังทิศทางของเสียง
“มันดังมาจากส่วนลึกของหุบเขาทารัค ต้องมีบางอย่างเกิดขึ้นที่นั่นแน่ ๆ”
คารีย์พูด
“ไปดูกันเถอะ!”
หานซั่วพูดกับเซซิเลีย เมื่อความอยากรู้อยากเห็นของเขาถูกกระตุ้น เขาก็ไม่ต้องการที่จะออกไปจากหุบเขาอีกต่อไปแล้ว
“ขอบคุณนะ!”
เมื่อได้ยินดังนั้น เซซิเลียก็รู้สึกวางใจ
“อย่าใส่ใจเลย”
หานซั่วตอบ จากนั้นก็หันไปมองเอลิซาเบธและพูดกับเธอ
“ตามข้ามา!”
“ค่ะ นายท่าน!”
เอลิซาเบธตอบอย่างกระตือรือร้น