Great Demon King – กำเนิดราชันย์ปีศาจ - ตอนที่ 429
ขณะที่หานซั่วกำลังตำหนิโบลแลนด์ ซาบาคัสและคนอื่น ๆ ก็รีบมาในทันทีที่รู้ว่าเขากลับมาแล้ว
“ไบรอัน เจ้าเป็นอะไรรึเปล่า?”
แฟนนี่มองหานซั่วด้วยสายตาอ่อนโยนและร้องขึ้นเป็นคนแรก
หานซั่วยิ้ม พลางส่ายศีรษะและตอบ
“ไม่ต้องห่วงหรอก ข้าสบายดี”
สายตาของเอมิลี่และฟีบี้จับจ้องไปที่หานซั่วเช่นกัน พวกเธอต่างรู้สึกดีใจที่เห็นชายที่พวกเธอรักได้แสดงฝีมืออันยอดเยี่ยม และมีความสุขยิ่งกว่าราวกับว่าพวกเธอคือผู้ที่อยู่ตรงจุดนั้นเสียเอง นับเป็นปกตินิสัยของพวกผู้หญิง ที่จะรู้สึกภูมิใจในความสำเร็จของชายคนรัก
“ไอ้ตัวแสบ ไม่เลวเลยนี่หว่า!”
แม้แต่ฟีเรนซีก็ยังชื่นชมหานซั่ว อย่างไรก็ตาม เขารีบพูดต่อในทันที
“แต่ไม่ว่าเจ้าจะมีพลังแข็งแกร่งแค่ไหน ถ้ากล้าหลอกลวงลูกสาวข้าล่ะก็ ข้าก็จะไม่เอาเจ้าไว้หรอกนะ!”
“ท่านพ่อ พูดอะไรของท่านน่ะ ไบรอันไม่หลอกข้าหรอก! ฮะ ๆ ยังไงข้ายังถือว่าเป็นอาจารย์ของเขา ถึงตอนนี้เขาจะมีพลังมากมาย แต่เขาก็ยังเป็นนักเรียนของข้าอยู่ดี”
หลายวันมานี้ เห็นได้ชัดว่าแฟนนี่รู้สึกประหม่าน้อยลง และร่าเริงสดใสมากขึ้นกว่าก่อนมากทีเดียว
** Please note : โปรดอ่านนิยายเรื่องนี้ จากบล็อกของผู้แปล gdk-th.blogspot.com เท่านั้น หากท่านกำลังอ่านจากเว็บไซต์อื่น แสดงว่าท่านกำลังจ่ายเงินให้กับผู้ที่ขโมยผลงานของนักแปลมาแสวงหาผลกำไรให้ตนเอง **
เมื่อฟีเรนซีเห็นว่าแฟนนี่เผยรอยยิ้มออกมาทันทีที่เธอเห็นหานซั่ว เขาก็เข้าใจความรู้สึกอันลึกซึ้งที่แฟนนี่ที่มีต่อหานซั่วเป็นอย่างดี และเมื่อเห็นท่าทีดีใจของลูกสาว ฟีเรนซีก็หัวเราะออกมาและไม่ได้พูดอะไรอีกเพื่อหลีกเลี่ยงที่จะทำให้เธอไม่พอใจ
“ไบรอัน ข้าไม่คิดเลยว่าพลังของเจ้าจะน่าสะพรึงกลัวขนาดนี้ ดูเหมือนว่าเจ้าไม่ได้แสดงฝีมืออย่างเต็มที่เมื่อตอนที่เราดวลกันสินะ เจ้าคิดว่าข้าไม่คู่ควรกับพลังของเจ้าเลยรึไง?”
สีหน้าของคาเรลเปลี่ยนไปขณะที่เขาพูดด้วยความไม่พอใจ
ไบรอันยิ้มอย่างขมขื่นและรีบอธิบายในทันที
“ท่านคาเรล ท่านเข้าใจข้าผิดไปแล้วล่ะ ก่อนหน้านี้ ที่ข้าสามารถทำให้เบลานท์บาดเจ็บได้ ก็เพราะข้าหยิบยืมพลังงานอื่นมาช่วย ส่วนพลังจริง ๆ ของตัวข้าเองก็อ่อนเอกว่าเบลานต์มากทีเดียว อย่างที่พวกท่านทุกคนคงจะได้เห็นกันไปแล้ว เมฆสีเลือดที่ปกคลุมท้องฟ้าก่อนหน้านี้นั่นแหละ คือแหล่งพลังงานของข้าเอง
และเมื่อพลังที่อยู่ในเมฆสีเลือดถูกข้าใช้ไปจนหมด พลังของข้าถึงได้กลับคืนสู่ภาวะปกติ ข้าไม่ได้ยั้งมือเลยตอนที่พวกเราดวลกัน เพราะข้าไม่ได้แข็งแกร่งขนาดนั้นจริง ๆ ได้โปรดอย่าเข้าใจข้าผิดเลยนะครับ”
“อย่างนั้นเองหรอกรึ การที่เจ้าสามารถจัดการกับพลังที่แสนโกลาหลภายในเมฆสีเลือดได้แบบนั้น ศาสตร์ต่อสู้ของเจ้านี่ช่างลี้ลับจริง ๆ”
คาเรลประหลาดใจ เมื่อครู่เขาเพียงแกล้งทำเป็นไม่พอใจ จริง ๆ แล้วเขาเองก็พอจะรู้ความจริงอยู่แล้วบ้าง แต่เพียงต้องการให้หานซั่วช่วยพูดยืนยันความคิดที่ว่าเท่านั้น
โบลแลนด์ลุกขึ้นมายืนได้แล้ว เขาจ้องมองด้วยสายตาเลื่อนลอยและจับต้นชนปลายไม่ถูกในสิ่งที่พวกเขาคุยกันเลยแม้แต่น้อย เพราะเขาเองก็ไม่ได้รับรู้เลยว่าระหว่างนั้นว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง
เมื่อลอว์เรนซ์เห็นท่าทีสับสนของโบลแลนด์ เขาจึงถือโอกาสเข้าไปใกล้ และอธิบายถึงพลังมหาศาลที่หานซั่วแสดงออกมาให้ฟังด้วยรอยยิ้ม ลอว์เรนซ์เล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความตื่นเต้น จนโบลแลนด์รู้สึกตกใจถึงขีดสุดเมื่อได้ยินเรื่องราวทั้งหมด เขาจ้องมองไปที่หานซั่วด้วยความงุนงง และรู้สึกว่าเขาช่างรู้น้อยเหลือเกินจนต้องทำความรู้จักหานซั่วอีกครั้ง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่โบลแลนด์รู้สึกเช่นนี้
ยอดฝีมือในระดับโบลแลนด์ต้องรู้ดีอยู่แล้วถึงพลังความน่าสะพรึงกลัวของอัศวินศักดิ์สิทธิ์เบลานต์และจอมขมังเวทย์ธาตุดินศักดิ์สิทธิ์เด็มพัส แต่เมื่อเขาได้ยินลอว์เรนซ์บอกว่ายอดฝีมือระดับศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 2 คนถึงกับพยายามหนีให้พ้นจากเงื้อมมือของหานซั่วอย่างเอาเป็นเอาตาย และสามารถทำให้เบลานต์บาดเจ็บด้วยในที่สุด โบลแลนด์ก็ยิ่งรู้สึกตกใจมากขึ้นไปอีก
อย่างไรก็ตาม เมื่อความตกใจจางหายไป ในหัวใจของเขาก็ถูกเติมเต็มไปด้วยความตื่นเต้น สำหรับโบลแลนด์แล้ว ยิ่งหานซั่วแข็งแกร่งมากขึ้นเท่าใด เขาก็จะยิ่งได้ประโยชน์มากขึ้นเท่านั้น และสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าศาสตร์ต่อสู้ของหานซั่วนั้นไร้เทียมทาน รวมทั้งทรงพลังอย่างน่าพิศวง โบลแลนด์ซึ่งกำลังฝึกฝนและถ่ายทอดศาสตร์ต่อสู้ของหานซั่ว ย่อมรู้สึกคาดหวังเกี่ยวกับศาสตร์ต่อสู้นี้มากขึ้นกว่าเดิม
“ทุกคน การต่อสู้ในเขตเหนือยังไม่จบ ข้าว่าพวกเรารีบกลับไปวางแผนกันต่อดีกว่าว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี”
หานซั่วยิ้มและพูดกับทุกคนซึ่งต่างกำลังงุนงงกับตัวเขา
เมื่อการแสดงฝีมืออันทรงพลังอย่างน่าเหลือเชื่อของหานซั่วก่อนหน้านี้ได้ชี้ชะตากรรมของสถานการณ์ในเขตเหนือเป็นที่เรียบร้อย พวกเขาจึงรีบรุดมาทันทีที่ซาบาคัสบอกทุกคนว่าหานซั่วกลับมาถึงปราสาทแล้ว แม้ทุกคนจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พวกเขาก็ยังสงสัยใคร่รู้เป็นอย่างมาก สายตาของพวกเขายังจับจ้องมาที่หานซั่ว แม้แต่ซาบาคัสและคาเรลเองที่ต่างชื่นชมหานซั่วเป็นเสียงเดียวกัน พวกเขาจึงยอมรับในความแข็งแกร่งของหานซั่วแต่โดยดี
ฟีเรนซีเป็นคนแรกที่มีปฏิกิริยาเมื่อได้ยินที่หานซั่วพูด เขาพ่นลมหายใจและพูดขึ้น
“ข้าแค่มาเป็นเพื่อนลูกสาวเพื่อมาดูเหตุการณ์นิด ๆ หน่อย ๆ เท่านั้นเอง เอาล่ะ ข้ายังต้องไปออกคำสั่งเจ้าพวกโง่พวกนั้นให้สู้ต่อ เพราะงั้นข้าคงไม่ไปด้วยหรอกนะ”
แล้วฟีเรนซีก็เดินออกไปทันทีที่พูดจบ
“ลอว์เรนซ์ สถานการณ์ในเขตเหนืออยู่ภายใต้การควบคุมแล้ว แต่บังเอิญว่าข้าคงต้องใช้เวลาฝึกตนอีกสักหน่อย แต่ไม่ว่ายังไง ข้าก็มีบางอย่างที่อยากจะบอกกับเจ้า”
หานซั่วพูดขึ้นพลางมองไปที่ลอว์เรนซ์ด้วยสีหน้าจริงจัง
ในตอนนี้ ลอว์เรนซ์มีทัศนคติที่ดีต่อหานซั่วเป็นอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้น เขาก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่าหานซั่วนั้นเป็นผู้มีบทบาทสำคัญที่ช่วยให้เขาควบคุมนครออซเซ็นและกลายเป็นฝ่ายได้เปรียบในสงคราม เช่นนั้นแล้ว เมื่อเขาได้ยินว่าหานซั่วมีบางอย่างจะพูดด้วย ลอว์เรนซ์ก็ยิ้มอย่างเป็นกันเองและพูดขึ้น
“เฮ้… ไม่ต้องลังเลหรอกน่า พูดตรง ๆ กับข้ามาได้เลย เจ้าก็รู้นี่นาว่าระหว่างเราไม่ต้องมากพิธีหรอก”
หานซั่วรู้สึกผ่อนคลายขึ้นเมื่อได้ยินลอว์เรนซ์พูดเช่นนั้น เขามองไปยังหญิงสาวทั้งสาม เอมีส และคนอื่น ๆ
“ข้าอยากจะคุยเรื่องนี้กับเจ้า และยอดฝีมือระดับศักดิ์สิทธิ์อีก 2 คนเท่านั้นน่ะ”
“เอาล่ะ กลับไปทำธุระของพวกเรากันดีกว่า ทุกคนไปกันเถอะ”
เอมีส หนึ่งในสามผู้ทรงอิทธิพลขององครักษ์ชุดดำยิ้มอย่างสง่างามขณะเดินนำคนอื่นออกไป
เมื่อเอมีสเป็นผู้ที่ออกไปก่อนคนแรก ทุกคนก็ตามออกไปทั้ง ๆ ที่ในใจยังเต็มไปด้วยความสงสัย แม้แต่เอมิลี่ ฟีบี้ และแฟนนี่ก็ทะยอยกันออกไปตามที่หานซั่วร้องขอ
ภายในชั่วพริบตา บรรดาคนสำคัญที่อยู่ในปราสาทซึ่งต่างมาที่นี่ด้วยความสงสัยก็ตามเอมีสออกไปจนหมด เหลือเพียงหานซั่ว ลอว์เรนซ์ จอมขมังเวทย์ห้วงมิติศักดิ์สิทธิ์ซาบาคัส และจอมดาบศักดิ์สิทธิ์คาเรลที่ยังอยู่บนหอนาฬิกา
เมื่อคนอื่น ๆ ออกไปจนหมดแล้ว ลอว์เรนซ์ก็หันมามองหานซั่วด้วยความประหลาดใจและเอ่ยปากถาม
“ไบรอัน มีเรื่องอะไรเหรอ?”
จอมขมังเวทย์ห้วงมิติศักดิ์สิทธิ์ซาบาคัสโบกมือและสร้างม่านพลังเวทมนตร์ขึ้นมาปกคลุมทั่วพื้นที่หอนาฬิกาในทันที เพื่อป้องกันไม่ให้การสนทนาของพวกเขาเล็ดรอดออกไป เพราะซาบาคัสเข้าใจดีว่าหานซั่วต้องการจะพูดเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวดเฉพาะกับลอว์เรนซ์
“ถ้าความพ่ายแพ้ของแอชเบิร์นและเจ้าชายชาลส์เป็นที่แน่นอนแล้ว และไม่มีเรื่องไม่คาดคิดใด ๆ เกิดขึ้น เจ้าก็จะกลายเป็นจักรพรรดิองค์ใหม่ของจักรวรรดิแลนซล็อตทันที ซึ่งก่อนหน้านี้ องค์จักรพรรดิได้พูดคุยเรื่องบางเรื่องกับข้าอย่างลับ ๆ ซึ่งเจ้าอยากรู้มาตลอดว่าพระองค์ก่อนพูดอะไรกับข้า ข้าคิดว่าตอนนี้คงบอกเจ้าได้เสียที”
หานซั่วมองไปที่ลอว์เรนซ์ด้วยสายตาแน่วแน่
“เอ๋?”
ความอยากรู้ของลอว์เรนซ์เอ่อล้นขึ้นมาในทันที ดวงตาของเขาเป็นประกายขณะมองไปที่หานซั่วและเอ่ยปากถาม
“ไบรอัน ท่านพ่อของข้าพูดอะไรกับเจ้า? แล้วเพราะอะไร หลังจากที่เจ้าออกจากพระราชวังไป องค์จักรพรรดิถึงได้หันมาสนับสนุนข้าอย่างเต็มที่?”
หานซั่วมองไปที่จอมขมังเวทย์ห้วงมิติศักดิ์สิทธิ์ซาบาคัส และพูดด้วยรอยยิ้ม
“ท่านซาบาคัส ข้าเชื่อว่าท่านรู้เรื่องนี้อยู่แล้วใช่มั้ยครับ?”
ซาบาคัสยิ้มและพยักหน้า เขาตอบด้วยท่าทีสงบ
“ถูกแล้ว ข้ารู้ทุกอย่างดี”
เมื่อลอว์เรนซ์หันไปหาซาบาคัสด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย เขาจึงอธิบาย
“มาดามเกรซผู้ทำนายได้ทำนายเอาไว้ว่าเจ้าชายผู้ที่ไบรอันให้การสนับสนุนจะได้ขึ้นเป็นองค์จักรพรรดิองค์ใหม่แห่งจักรวรรดิแลนซล็อต และจะนำมาซึ่งยุคสมัยใหม่และความเจริญรุ่งเรืองของจักรวรรดิ
หึหึหึ แล้วก็เป็นไปตามคาด ด้วยความสัมพันธ์อันดีของท่านและไบรอัน ท่านจึงกลายเป็นผู้โชคดีคนนั้น มาดามเกรซได้มอบคำทำนายอันแม่นยำแก่จักรวรรดิแลนซล็อตมานานหลายปี และไม่เคยทำให้องค์จักรพรรดิทรงผิดหวังเลยสักครั้ง องค์จักรพรรดิก็เลยเชื่อว่าท่านจะเป็นรัชทายาทผู้สืบบัลลังค์ และนำความรุ่งโรจน์มาสู่จักรวรรดิ เพราะเหตุนี้ พระองค์จึงช่วยเหลือท่านอย่างเต็มกำลังเลยไงล่ะ”
เมื่อลอว์เรนซ์ได้ยินคำอธิบายของซาบาคัส เขาก็มองไปที่หานซั่วด้วยสีหน้าตกตะลึง ในตอนนี้เองที่เขาเพิ่งตระหนักได้ว่า เหตุผลที่จู่ ๆ ลูกนอกสมรสอย่างเขากลายเป็นจุดสนใจขึ้นมา เป็นเพราะความช่วยเหลือของหานซั่ว ไม่ใช่เพราะองค์จักรพรรดิทรงคาดหวังในตัวเขา
สำหรับลอว์เรนซ์ที่สนใจแต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น จึงรู้สึกตกใจอย่างเห็นได้ชัดเมื่อได้ยินคำอธิบายของซาบาคัส เขาจ้องมองไปที่หานซั่วด้วยสายตาเลื่อนลอยเป็นเวลานาน ก่อนที่สุดท้ายแล้วจะสูดหายใจเข้าลึก ๆ ครั้งหนึ่ง และพูดกับหานซั่วอย่างเปิดใจ
“เพราะอย่างนี้เองสินะ ไบรอัน ขอบใจเจ้ามากจริง ๆ”
“ก็เราเป็นเพื่อนกันนี่นา ฮะ ๆ ๆ ข้าก็ต้องช่วยเจ้าอยู่แล้วสิ ยิ่งไปกว่านั้น มีแค่เจ้าคนเดียวเท่านั้นแหละ ที่จะได้เป็นจักรพรรดิผู้นำมาซึ่งความรุ่งโรจน์สู่จักรวรรดิแลนซล็อต ข้ารู้ความสามารถของเจ้าดี และเชื่อสุด ๆ ไปเลยว่าเจ้าต้องทำได้”
หานซั่วตอบด้วยรอยยิ้ม
ลอว์เรนซ์ยิ้มเจื่อน ๆ พลางส่ายศีรษะและพูดขึ้น
“ดูเหมือนว่าข้ายังคงต้องพึ่งเจ้าอยู่ดีนั่นแหละ ถ้าข้าได้ยินเรื่องนี้จากซาบาคัสก่อนวันนี้ ข้าคงไม่คิดมากหรอก แต่พอได้เห็นพลังที่ไม่มีใครต้านทานได้ของเจ้าในตอนนี้แล้วเนี่ย ข้าก็อดชื่นชมวิสัยทัศน์อันน่าเหลือเชื่อของมาดามเกรซไม่ได้เลยจริง ๆ
ไบรอัน มีความเป็นไปได้มากมายไม่รู้จบในตัวเจ้า ข้ายังจำความแข็งแกร่งของเจ้าตอนที่ยังเป็นแค่นักเรียนในสาขาศาสตร์แห่งความตายได้อยู่เลย ตอนนั้น เจ้ามาเป็นคู่ซ้อมให้กับข้าเพื่อแลกกับเหรียญทองไม่กี่เหรียญ และข้าก็สามารถจัดการกับเจ้าได้ในตอนนั้น แล้วดูตอนนี้สิ ผ่านไปนานแค่ไหนกัน? แค่เวลาไม่ถึง 5 ปี เจ้าก็มายืนอยู่บนจุดสูงสุดได้เสียแล้ว โอ้… และเจ้าเพิ่งอายุแค่ 20 กว่าปีเท่านั้นเอง อนาคตของเจ้าเป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้เลยจริง ๆ นะ”
“ข้าคงต้องบอกว่าคำทำนายของมาดามเกรซน่ะแม่นยำมากทีเดียว ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นไปตามคำของเธอ ดูเหมือนว่าจักรวรรดิแลนซล็อตจะได้เฉลิมฉลองกับความรุ่งโรจน์ไปอีกนับร้อยปี เพราะไบรอันตามที่มาดามเกรซทำนายเอาไว้”
จอมดาบศักดิ์สิทธิ์คาเรลเองก็ถอนหายใจอย่างชื่นชมขณะพูด
“แต่อนาคตก็เป็นสิ่งที่ยากจะคาดเดานะครับ ฮะ ๆ มันมักเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ อย่างน้อย ข้าก็รู้สึกอย่างนั้น”
หานซั่วรีบปิดบังรอยยิ้ม และพูดขึ้นอีกครั้ง
** Please note : โปรดอ่านนิยายเรื่องนี้ จากบล็อกของผู้แปล gdk-th.blogspot.com เท่านั้น หากท่านกำลังอ่านจากเว็บไซต์อื่น แสดงว่าท่านกำลังจ่ายเงินให้กับผู้ที่ขโมยผลงานของนักแปลมาแสวงหาผลกำไรให้ตนเอง **
“แต่ไม่ว่ายังไง เมื่อองค์จักรพรรดิทรงยินยอมที่จะให้การสนับสนุนพวกเราอย่างเต็มกำลัง พระองค์ก็ให้ข้ารับปากในเรื่องหนึ่ง ข้าคิดว่าข้าควรจะบอกเจ้าให้รู้ไว้ตอนนี้”
“ไบรอัน เจ้าสุภาพเกินไปแล้ว ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่ดี! ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีโอกาสอีกมากมายที่ข้าจะต้องพึ่งพาเจ้าในวันข้างหน้า ระหว่างเรากันเองไม่จำเป็นต้องพูดอ้อมค้อมหรอก”
ลอว์เรนซ์ตอบ
เมื่อทั้งซาบาคัสและคาเรลต่างยืนยันในความจริงเมื่อครู่ ลอว์เรนซ์เองก็ตระหนักถึงความสำคัญของหานซั่วที่จะมีต่อจักรวรรดิแลนซล็อต ในฐานะผู้มีอำนาจในการควบคุมทั้งจักรวรรดิ บัลลังค์ของเขาจะมั่นคงอย่างที่สุด และจักรวรรดิแลนซล็อตก็จะเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นกว่าเดิม
การที่เกรซเสียสละชีวิตของเธอเพื่อให้ได้มองเห็นเส้นทางสู่อนาคต เขาก็ตระหนักดีว่าควรปฏิบัติต่อหานซั่วอย่างไร ในฐานะพลังการสนับสนุนอันยิ่งใหญ่นี้คือสิ่งที่เขาควรยึดไว้ให้มั่น
“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้น ข้าก็จะเล่าให้ฟัง องค์จักรพรรดิให้ข้าสัญญาว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เจ้าชายทั้ง 3 พระองค์ จะต้องมีชีวิตอยู่…”
หานซั่วมองหน้าลอว์เรนซ์และพูดต่อ
“ในฐานะพ่อ องค์จักรพรรดิไม่ต้องการให้พระโอรสทั้ง 3 ต้องตายอย่างน่าอนาถด้วยน้ำมือของข้า ซึ่งข้าให้สัญญากับพระองค์ไปแล้ว แต่ข้าก็ยังต้องการที่จะเคารพความเห็นของเจ้าด้วยเหมือนกัน”
“ฝ่าบาท นี่เป็นสิ่งที่องค์จักรพรรดิพูดกับพวกเราเหมือนกัน”
ซาบาคัสอธิบาย สายตาจับจ้องไปที่ลอว์เรนซ์
ลอว์เรนซ์จ้องมองอย่างเลื่อนลอยและเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะขมวดคิ้วและพูดขึ้น
“ในเมื่อเป็นพระประสงค์ครั้งสุดท้ายของเสด็จพ่อ ข้ารู้ว่าควรทำอย่างไร แต่ข้าก็ยังต้องเนรเทศหรือคุมขังชาลส์เอาไว้อยู่ดี ส่วนอีก 2 คน ตราบใดที่พวกเขาไม่ต่อต้านข้า ข้าจะปล่อยให้พวกเขาเป็นเจ้าชายต่อไป และไม่ปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างไร้มนุษยธรรม”
หากไม่ใช่เพราะคำพูดของหานซั่ว ซาบาคัส และคาเรล ลอว์เรนซ์คงคิดกำจัดชาลส์อย่างโหดเหี้ยม นั่นก็เพราะ ชาลส์ถือเป็นภัยคุกคามต่อเขาอย่างใหญ่หลวง ลอว์เรนซ์คิดที่จะฆ่าชาลส์ด้วยมือของเขาเองด้วยซ้ำ เพื่อให้ชาลส์ได้อับอายกับสิ่งที่เขาต้องจำทนก่อนหน้านี้
อย่างไรก็ตาม ในเมื่อหานซั่วและยอดฝีมือระดับศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 2 คนพูดขึ้นมา อีกทั้งเป็นความปราถนาก่อนตายของพระบิดา เขาจำต้องปล่อยให้ชาลส์มีชีวิตอยู่ต่อไป ไม่ว่าความปรารถนาอันแรงกล้าของตนเองคืออะไร แต่เขาก็ต้องไว้ชีวิตชาลส์อย่างเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม นอกจากให้เขามีชีวิตอยู่แล้ว ก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าลอว์เรนซ์ยังจะทำให้ชาลส์ต้องอับอายด้วยหรือไม่
เมื่อลอว์เรนซ์รับปาก หานซั่วก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก เขายิ้มและพูดขึ้น
“ในเมื่อเจ้ายอมรับตามนั้น ข้าก็โล่งอกไปที เอาล่ะ ตอนนี้นครออซเซ็นกำลังเต็มไปด้วยพลังพิเศษที่ข้าจำเป็นต้องใช้ในการฝึกฝน ข้าคิดว่าคงต้องใช้เวลาฝึกอย่างน้อยสัก 3 วัน ในเมื่อมีทั้งยอดฝีมือระดับศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 2 คน และท่านฟีเรนซีอยู่ในนครออซเซ็นนี้ด้วยแล้ว ข้าก็เชื่อว่าแอชเบิร์นและคนอื่น ๆ คงหนีไปไกลและข้าคงฝึกได้อย่างสบายใจแล้วล่ะ”
“ไบรอัน ตั้งใจฝึกไปเถอะ ความแข็งแกร่งของเจ้าจะทำให้จักรวรรดิของเราแข็งแกร่งขึ้นด้วย”
ลอว์เรนซ์ยิ้มและเห็นด้วยในทันที
เขาตระหนักดีว่าการที่จักรวรรดิมียอดฝีมือที่ไร้เทียมทานเช่นนี้หมายถึงสิ่งใด การปรากฏตัวของครึ่งเทพ อัลเมริก คอตต้อน ในตอนนั้น นับเป็นยุคทองของจักรวรรดิแลนซล็อตที่มั่นคงและรุ่งโรจน์นานนับร้อยปี หากหานซั่วสามารถประสบความสำเร็จได้เท่าอัลเมริก คอตต้อน เขาเองก็อาจจะนำความรุ่งโรจน์มาสู่จักรวรรดิแลนซล็อตได้สูงยิ่งกว่า
“เอาล่ะ หอนาฬิกานี่จะเป็นพื้นที่ฝึกของข้า พวกท่านไปทำในสิ่งที่ต้องทำเถอะ จริงสิ ช่วยบอกเอมิลี่และคนอื่น ๆ ให้ที ว่าอย่าเพิ่งมากวนข้าในช่วง 2-3 วันนี้ มันสำคัญกับข้ามาก ๆ เลย!”
หานซั่วยิ้มและไล่ลอว์เรนซ์ไปที่อื่น
หลังจากที่ทั้ง 3 คนจากไปแล้ว หานซั่วก็หลับตาและสัมผัสถึงพลังงานที่หลงเหลือจากศพคนตายซึ่งปกคลุมไปทั่วทั้งนครออซเซ็น เขาพึมพำกับตนเองด้วยสีหน้าพึงพอใจ
“ข้าจะก้าวสู่อาณาจักรพลังต่อไปได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับช่วง 2-3 วันนี้แหละ!”
*********************