Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
ค้นหานิยาย
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
Sign in Sign up

Great Demon King – กำเนิดราชันย์ปีศาจ - ตอนที่ 428

  1. Home
  2. Great Demon King – กำเนิดราชันย์ปีศาจ
  3. ตอนที่ 428
Prev
Next

ไม่เห็นนิยายอัปเดตใช่ไหม?
>>จิ้มที่นี่ได้เลย<<

“ท่านคอสส์ ท่านคอสส์!”

นักบวชขาวคนหนึ่งที่อยู่ข้าง ๆ คอสส์หวีดร้องขึ้นมาทันที

“เขาตายแล้ว! ท่านคอสส์ตายแล้ว!”

อัศวินเทมพลาร์อีกคนหนึ่งก็ร้องขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เสียงของเขาดังก้องไปไกล

เมื่ออัศวินศักดิ์สิทธิ์เบลานต์ที่มีเลือดจุกอยู่เต็มคอหอยได้ยินเข้า เขาก็พ่นเลือดที่พยายามกลั้นเองไว้ออกมา ชุดเกราะของเบลานต์ที่เคยเป็นสีทองอร่ามนั้น ตอนนี้กลับมีรอยแตกร้าวราวกับกระดองเต่า เห็นได้ชัดว่ามันได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการโจมตีเมื่อครู่

“ทุกคนอย่าตกใจ ตั้งสติเอาไว้ รีบปกป้อง “คัมภีร์วิวรณ์” เร็วเข้า!”

เบลานต์ร้องตะโกนมาแต่ไกล

แสงดาบสีเลือดยังคงหวดฟาดลงไปราวกับห่าลูกธนู แล้วกลุ่มเมฆสีเลือดที่เคยห่อหุ้มร่างของหานซั่วเอาไว้ก็ลอยตามลงมาพร้อมกับแสงดาบเพื่อเสริมพลังทำลายล้างของมัน ก่อนจะกลายเป็นอาวุธสังหารที่คร่าชีวิตเหล่าสาวกของศาสนจักรแห่งแสงสว่างมากมายหลายคนที่อยู่เบื้องล่าง

เสียงกรีดร้องโหยหวนน่าเวทนาของพวกเขาดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยพลังระเบิดของลำแสงสีเลือด เหล่าสาวกของศาสนจักรแห่งแสงสว่างเกินกว่าครึ่งก็ถูกสังหารในเวลาเพียงชั่วพริบตา ศพของแต่ละคนอยู่ในสภาพที่น่าสยดสยอง แม้แต่ผู้ที่สวมชุดเกราะอันแข็งแรงอย่างเหล่าอัศวินเทมพลาร์ก็ยังไม่สามารถต้านทานลำแสงสีเลือดนั้นได้ และค่อย ๆ จมลงสู่กองเลือดที่ไหลนองไปทีละคน ๆ

เบลานต์ร้องออกมาด้วยเสียงอันดังขณะที่เขายันตัวเองขึ้นมายืนบนพื้น เมื่อเห็นว่าพวกนักบวชขาวเก็บอาวุธศักดิ์สิทธิ์ “คัมภีร์วิวรณ์” กลับไปได้แล้ว เขาก็กวัดแกว่งหอกสีทองของตนเองเพื่อช่วยปัดป้องลำแสงสีเลือดนั้นให้พ้นจากนักบวชขาวได้อย่างทันท่วงที ดวงตาของเขาแดงก่ำขณะจับจ้องไปยังหานซั่วที่ยืนตระหง่านอยู่บนฟ้า ภายในหัวใจเต็มไปด้วยความเกลียดชังไร้ที่สิ้นสุด เมื่อลำแสงสีเลือดที่กระหน่ำลงมาราวกับห่าฝนหยุดลง ก็เหลือคนอยู่เพียง 30 กว่าคนที่ยังรอดชีวิตและยืนอยู่รอบ ๆ เบลานต์ เรียกได้ว่าแผนการปฏิวัติในจักรวรรดิแลนซล็อตของพวกเขาล้มเหลวแล้วอย่างสิ้นเชิง แม้แต่ตัวแทนของศาสนจักรแห่งแสงสว่างประจำจักรวรรดิแลนซล็อตอย่างอาร์คบิชอปคอสส์ยังถูกฆ่าตายในสงคราม ความสูญเสียที่เกิดขึ้นก็ช่างหนักหนาเกินความคาดหมายของเบลานต์ยิ่งนัก

กลุ่มเมฆหนาสีเลือดที่เคยคละคลุ้งอยู่บนท้องฟ้าได้จางหายไปแล้ว และหานซั่วที่เคยมีดวงตาแดงก่ำและสีหน้าโหดเหี้ยมอำมหิตก็กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง ในตอนนี้ เขาจ้องมองลงมายังพื้นที่นองเลือดด้านล่างด้วยสีหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก แต่ยังไม่ได้กระทำสิ่งใดต่อไป

เขาถืออาวุธที่ส่องแสงสีแดงเข้มไว้ในมือ มวลแสงสีเลือดนั้นเปล่งประกายออกมาจากด้ามของอาวุธ ราวกับว่ามันชุ่มโชกไปด้วยเลือดมานานนับล้านปี จิตสังหารมหาศาลแผ่ออกมาจากอาวุธเล่มนั้น ทำให้ผู้คนที่สัมผัสได้ต่างรู้สึกถึงขนหัวลุกไปตาม ๆ กัน

“เบลานต์ เจ้าคงคาดไม่ถึงล่ะสิ ใช่มั้ย? หึหึหึ นี่คือสิ่งที่ศาสนจักรแห่งแสงสว่างจะต้องชดใช้! ตลอดเวลาที่ผ่านมา ศาสนจักรของเจ้าเอาแต่หาเรื่องจู่โจมข้าอย่างกับหมาบ้า ข้าก็แค่ต้องป้องกันตัวเองบ้างเท่านั้นเอง”

หานซั่วเยาะเย้ยเบลานต์ ก่อนจะพูดต่อ

“แต่ไม่ว่ายังไง ข้าก็ไม่คิดจะอยู่เฉย ๆ รอให้เจ้าเข้ามาโจมตีข้าก่อนหรอกนะ จากวันนี้ต่อไป ข้าจะไล่ล่าแล้วก็ทำลายคนของศาสนจักรแห่งแสงสว่างให้ตายไปทีละคน ๆ แต่น่าเสียดาย เจ้าคงไม่มีชีวิตอยู่รอดจนถึงวันนั้นหรอก”

“เจ้าคนนอกรีต เทพแห่งแสงสว่างไม่มีวันยอมให้คนอย่างเจ้ามีตัวตนอยู่บนโลกนี้หรอกน่า ข้ารับรองได้เลยว่าอีกไม่นานเจ้าก็ต้องตายอย่างน่าอนาถ!”

เบลานต์กัดฟันกรอด ก่อนจะพูดตอบหานซั่วหลับไป

** Please note : โปรดอ่านนิยายเรื่องนี้ จากบล็อกของผู้แปล gdk-th.blogspot.com เท่านั้น หากท่านกำลังอ่านจากเว็บไซต์อื่น แสดงว่าท่านกำลังจ่ายเงินให้กับผู้ที่ขโมยผลงานของนักแปลมาแสวงหาผลกำไรให้ตนเอง **

หานซั่วยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์และส่ายศีรษะ เขายกคมมีดพิชิตมารขึ้นมาพุ่งเข้าใส่เบลานต์ทันทีด้วยตั้งใจว่าจะฟันหัวเขาให้หลุดจากบ่า

แต่ก่อนที่หานซั่วจะได้เข้าไปใกล้ เบลานต์ก็วิ่งตรงไปยังสาวกของศาสนจักรที่ถือ ‘คัมภีร์วิวรณ์’ อยู่ด้วยความเร็วสูง เขาคว้าอาวุธศักดิ์สิทธิ์มาไว้ในมือ แล้วชุดเกราะสีทองของเขาก็ระเบิดแสงสีทองอร่ามออกมาทันที พลังศักดิ์สิทธิ์ห่อหุ้มร่างของเบลานต์เอาไว้ พาร่างของเขาพุ่งขึ้นไป และหายไปยังเส้นขอบฟ้าราวกับลำแสงสีทอง

“เขาหนีไปแล้ว! อัศวินศักดิ์สิทธิ์นั่นหนีไปแล้ว!”

เซซิเลียที่เฝ้าดูสถานการณ์ผ่านลูกแก้วคริสตัลร้องตะโกนออกมาอย่างไม่อยากเชื่อ

“เบลานต์กำลังบาดเจ็บหนักมากทีเดียว ดูเหมือนไบรอันจะสร้างความบาดหมางที่ฝังลึกไม่มีวันลืมให้เขาเสียแล้วล่ะ”

จอมดาบศักดิ์สิทธิ์คาเรลพูดอย่างมั่นใจ

“ภายในศาสจักรแห่งแสงสว่าง คนระดับอัศวินศักดิ์สิทธิ์อย่างเบลานต์ต้องไม่ถูกควบคุมโดยคนธรรมดา ๆ แน่ ๆ แต่เพราะศาสนจักรไม่มีวันยอมให้พวกเขาแพ้กลับไป ซึ่งถ้าเขาต้องการจะหนีก็คงทำไปนานแล้ว น่าจะเป็นเพราะเขาต้องการปกป้องคอสส์กับเหล่าสาวกคนอื่น ๆ แล้วก็มั่นใจว่ารับมือกับไบรอันไหว เขาก็เลยยังยื้อมาจนกระทั่งเมื่อครู่นี้

แต่โชคร้าย เขาต้านทานพลังของไบรอันไม่ไหว แถมยังบาดเจ็บหนักเสียเอง ยังไงซะ จักรวรรดิแลนซล็อตของเราคงต้องถือตัวเป็นปฏิปักษ์กับศาสนจักรแห่งแสงสว่างนับแต่นี้ต่อไป และคงมีอุปสรรคปัญหาอีกมากมายเกิดขึ้นตามมาแน่ ๆ ศาสนจักรนี้มีอิทธิพลยิ่งใหญ่มากภายในจักรวรรดิโอเดน ซึ่งเป็นดินแดนที่แข็งแกร่งและทรงพลังมากที่สุดในอาณาจักรแห่งความลึกล้ำ ในอนาคต เราอาจจะต้องเจอการคุกคามจากจักรวรรดิโอเดนอีกก็ได้”

ซาบาคัสถอนหายใจเบา ๆ และมีท่าทีเป็นกังวลต่ออนาคตของจักรวรรดิแลนซล็อต

“หึหึหึ ก็ไม่แน่เสมอไปหรอก มาดามเกรซทำนายไว้แล้วว่าตราบใดที่ไบรอันยังคงอยู่ในจักรวรรดิแลนซล็อต จักรวรรดิของเราก็จะมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองสืบต่อไป ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เกี่ยวโยงกับคำทำนาย ลองมองดูสถานการณ์ของจักรวรรดิในตอนนี้สิ ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี่ไม่ใช่เพราะไบรอันหรอกรึ?

บางที ไบรอันอาจจะเป็นเหมือนครึ่งเทพ อัลเมริก คอตต้อน ที่นำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองของจักรวรรดิแลนซล็อตนานหลายร้อยปีก็ได้ หึหึ ต่อให้ตอนนี้เรายังพูดไม่ได้เต็มปาก แต่ข้าก็หวังในตัวเขาไว้สูงมากทีเดียว ยิ่งไปกว่านั้น จักรวรรดิโอเดนกับจักรวรรดิแลนซล็อตก็อยู่ห่างกันไกลโขอยู่ ข้าไม่คิดว่าพวกเขาจะโจมตีเราได้ง่าย ๆ ด้วยระยะทางที่ไกลขนาดนั้นหรอก”

จอมดาบศักดิ์สิทธิ์คาเรลดูจะอารมณ์ดีมากทีเดียว เขายิ้มตอบซาบาคัส

“จะกลัวอะไรกันนักกันหนา ถ้าจักรวรรดิโอเดนยกทัพมาแล้วจะทำไม? เหอะ! ข้าล่ะอยากเจอกับกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในอาณาจักรมานานแล้ว ดูซิว่าพวกมันจะแน่สักแค่ไหน!”

ฟีเรนซีผู้คลั่งไคล้สงครามดูกระตือรือร้นที่จะลองดี เห็นได้ชัดว่าเขาดูมีความสุขมากทีเดียวที่จะได้เห็นโลกทั้งใบตกอยู่ในความโกลาหล

เมื่อได้ยินคาเรลและฟีเรนซีพูดเช่นนั้น ซาบาคัสก็ตระหนักได้ว่าระหว่างจักรวรรดิโอเดนและจักรวรรดิแลนซล็อตมีตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่ห่างไกลกันมากทีเดียว เขาจึงรู้สึกใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย ไม่นานนัก เขาก็ขยับนิ้ว ทำให้ลูกแก้วคริสตัลในมือหมุนวนอยู่ครู่หนึ่ง ทำให้แสงประกายที่ส่องออกมาค่อย ๆ จางหายไป ทำให้ภาพที่เคยปรากฏข้างในอันตรธานหายไปด้วยเช่นกัน

ในตอนนี้ หานซั่วมีสีหน้าตกตะลึงขณะมองตามไปยังทิศทางที่เบลานต์เพิ่งหนีไป แต่ในใจเขาก็รู้สึกโล่งใจไม่น้อย

ตรงข้ามกับเบลานต์ หานซั่วนั้นเพิ่งมีพลังแกร่งกล้าขึ้นมาชั่วคราว แต่กลับอ่อนแอกว่าในความเป็นจริง พลังที่แสดงออกมาเมื่อครู่เป็นผลมาจากพลังงานที่แฝงอยู่ในกลุ่มเมฆสีเลือดและพลังงานด้านลบที่อยู่ภายในคมมีดพิชิตมาร ในตอนนี้ กลุ่มเมฆหนาสีเลือดที่ห่อหุ้มร่างของหานซั่วได้จางหายไปแล้ว และพลังงานด้านลบในคมมีดก็เริ่มลดลงไปเรื่อย ๆ เช่นกัน

เช่นนั้นแล้ว หานซั่วจึงไม่มีแหล่งพลังงานที่จะหยิบยืมได้อีกต่อไป และมีพลังความแข็งแกร่งเท่าเดิมกับตอนที่เขาเคยลอบจู่โจมเบลานต์ก่อนหน้านี้ ถ้าเบลานต์ไม่ขวัญผวาจนหนีไปเสียก่อน และตัดสินใจที่จะสู้จนตัวตาย เขาอาจจะไม่พ่ายแพ้ให้กับหานซั่วก็เป็นได้

โชคร้ายที่พลังอันร้ายกาจของหานซั่วก่อนหน้านั้นน่าพรั่นพรึงมากจนทำให้เบลานต์สูญเสียความมั่นใจ และทำให้เขาถึงกับละทิ้งเหล่าสาวกคนอื่น ๆ โดยปลุกพลังพิเศษในชุดเกราะของตนเองด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์ และรีบหนีออกไปจากสนามรบในชั่วพริบตา

หานซั่วถอนหายใจด้วยความโล่งอกหลังจากที่เบลานต์จากไปแล้ว และอดไม่ได้ที่จะหันมามองเหล่าสาวกคนอื่น ๆ ของศาสนจักรแห่งแสงสว่างผู้สิ้นหวังที่ยังหลงเหลืออยู่ คนเหล่านี้เห็นคอสส์ถูกฆ่าตายกับตา และยังเห็นเบลานต์หนีระหกระเหินออกไปด้วยหวาดกลัวพลังของหานซั่ว พวกเขาทุกคนจึงได้แต่หน้าถอดสี ไร้ซึ่งร่องรอยของความหวังที่จะมีชีวิตอยู่อีกต่อไปภายใต้สายตาของหานซั่วที่จ้องมองลงมา

ตั้งแต่ที่เจ้าผีดิบธาตุดินชั้นยอดถูกทำร้ายจนบาดเจ็บ หานซั่วก็ไม่คิดจะปรานีต่อศาสนจักรแห่งแสงสว่างอีกต่อไป และหมายมั่นว่าความอาฆาตพยาบาทระหว่างเขาและศาสนจักรนี้จะจบลงก็ต่อเมื่อมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งวอดวายไปเท่านั้น และจนกว่าศาสนจักรแห่งแสงสว่างจะถูกลบไปจากอาณาจักรแห่งความลึกล้ำอย่างสมบูรณ์ เมื่อนั้นเขาถึงจะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสงบสุข และทางออกของปัญหาทางเดียว คือต้องฆ่าเหล่าสาวกผู้คลั่งไคล้เหล่านี้ให้หมดสิ้น

หลังจากที่เบลานต์หนีไป กลุ่มคนที่เหลืออยู่ก็เป็นเพียงกองกำลังที่ไร้ประโยชน์ ซึ่งหานซั่วสามารถรับมือได้ด้วยพลังของตนเอง เขาเย้ยหยันขณะจ้องมองลงไปยังเหล่าสาวกของศาสนจักรแห่งแสงสว่างที่อยู่เบื้องล่าง แต่ก่อนที่หานซั่วจะได้พูดอะไร นักบวชขาวคนหนึ่งก็สวดภาวนาต่อเทพแห่งแสงสว่างด้วยเสียงอันดัง

** Please note : โปรดอ่านนิยายเรื่องนี้ จากบล็อกของผู้แปล gdk-th.blogspot.com เท่านั้น หากท่านกำลังอ่านจากเว็บไซต์อื่น แสดงว่าท่านกำลังจ่ายเงินให้กับผู้ที่ขโมยผลงานของนักแปลมาแสวงหาผลกำไรให้ตนเอง **

เมื่อนักบวชผู้นั้นสวดจบ เขาก็ร้องตะโกนออกมาอย่างน่าสลดใจ

“เทพแห่งแสงสว่างจะชำระล้างวิญญาณของพวกเรา และล้างแค้นให้กับความอัปยศที่พวกเราได้รับในวันนี้!”

ทันใดนั้น ภายใต้สายตาของหานซั่ว นักบวชขาวผู้นั้นก็นำเหล่าสาวกที่เหลือและพากันฆ่าตัวตายตามกันไปทีละคน

“ช่างเป็นกลุ่มคนที่ถูกล้างสมองจนไม่เหลืออะไรดีแล้วจริง ๆ พวกลัทธิทางศาสนานี่เป็นพิษต่อจิตใจชะมัด!”

หานซั่วถอนหายใจออกมาเมื่อเห็นเหล่าสาวกของศาสนจักรแห่งแสงสว่างที่หนีไม่รอดแล้วพากันฆ่าตัวตายตามกันไปต่อหน้าต่อตา

หานซั่วเงยหน้าขึ้นมองไปบนฟ้า และสัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่ยังคงปกคลุมทั่วทั้งนครออซเซ็น แม้ว่าหานซั่วจะดูดกลืนมันมาแล้วส่วนหนึ่ง แต่จิตสังหารเหล่านั้นก็ยังคงอบอวลหนาแน่นเหมือนเช่นเคย ทำให้หานซั่วรู้สึกสดชื่นเป็นอย่างมาก

ในตอนนี้ หลังจากที่พลังงานถูกใช้ไปในขณะที่เขาเข้าสู่ภาวะปีศาจ พลังงานทั้ง 2 รูปแบบที่แฝงอยู่ในคมมีดพิชิตมารก็กลับเติมเต็มขึ้นมาดังเดิมอย่างน่าอัศจรรย์ พลังงานที่เคยไม่บริสุทธิ์ทั้งหลายได้แปรเปลี่ยนไป หวนคืนสู่ความบริสุทธิ์และโคจรหมุนวนอยู่ในคมมีด ก่อนจะกลับสู่สภาพปกติและกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับจิตของหานซั่วอีกครั้ง

ส่วนพลังงานที่หานซั่วดูดกลืนมาก่อนหน้านี้ผ่านกระแสพลังที่หมุนวนขนาดใหญ่ก็ถูกกักเก็บไว้ในตัวอ่อนปีศาจภายในร่างของเขา แต่ยังไม่ทันที่มันจะถูกซึมซับจนหมด หานซั่วก็รู้สึกผ่อนคลายอย่างน่าเหลือเชื่อหลังจากที่ปลดปล่อยพลังที่แสนวุ่นวายเหล่านั้นออกไป เขาไม่กังวลที่จะเกิดคุ้มคลั่งขึ้นมาอีกครั้ง รวมทั้งไม่ได้กังวลเรื่องความเปลี่ยนแปลงระหว่างคมมีดพิชิตมารและร่างกายของเขาในระหว่างนี้ด้วยเช่นกัน

ในเมื่อตอนนี้หานซั่วรู้สึกสมองกำลังปลอดโปร่ง เขาจึงรีบสังเกตสถานการณ์ผ่านบรรดาปีศาจอาคมของเขาทันที ความพ่ายแพ้ของแอชเบิร์นและคนของเขาในตอนนี้ล้วนเป็นที่ประจักษ์ แม้แต่แอชเบิร์นและเจ้าชายชาลส์ต่างก็รู้ตัวดีและเริ่มวางแผนที่จะหนี

ในขณะที่กองกำลังอื่นนอกเหนือจากกองกำลังของนครออซเซ็นก็ได้รับชัยชนะภายใต้การนำของฟีเรนซีและความร่วมมือของเจ้าชายอีก 2 พระองค์ด้วยเช่นกัน ดูเหมือนว่าการปฏิวัติอย่างอุกอาจของแอชเบิร์นและชาลส์จะล้มเหลวแล้วโดยสิ้นเชิง

ขณะที่ปีศาจอาคมตนหนึ่งลอยวนเวียนไปรอบปราสาท หานซั่วก็พบว่าผู้คนกำลังกล่าวขวัญถึงเขาด้วยความตื่นเต้นดีใจ หานซั่วไม่รู้เลยว่าควรจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี เพราะในบทสนทนาเหล่านั้น หานซั่วพบว่าตัวตนของเขาถูกยกระดับให้สูงส่งขึ้นอีกอย่างน่าตกใจ

ณ ส่วนยอดของหอนาฬิกา โบลแลนด์กำลังตัวสั่นเทิ้มอย่างรุนแรงตั้งแต่หัวจรดเท้าราวอาการของโรคลมชัก ใบหน้าของเขาแดงก่ำและดูจะสูญเสียการควบคุมตนเองโดยสิ้นเชิง จิตสังหารอันบ้าคลั่งปรากฏชัดอยู่ในดวงตา

หานซั่วตกตะลึงไปชั่วขณะก่อนที่จะรู้สึกตัว พลางนึกสาปแช่งโบลแลนด์ในความประมาทเลินเล่อของเขา ก่อนจะรีบบินไปหาโบลแลนด์ด้วยความเร็วสูง

ลำแสงสีแดงพาดผ่านท้องฟ้าพร้อมกับเสียงหวีดหวิวแหวกอากาศดังลั่น เมื่อหานซั่วมาถึงตัวโบลแลนด์ เขาก็รีบทาบมือซ้ายลงบนอกของโบลแลนด์ทันที แล้วโบลแลนด์ที่ตัวสั่นเทิ้มก็กลับสู่สภาพปกติในที่สุด

“แค่ก… แค่ก… แค่ก…!”

สภาพของโบลแลนด์ในตอนนี้เหมือนกับคนที่เพิ่งจมน้ำมานานและจู่ ๆ ก็สามารถหายใจได้อีกครั้ง ใบหน้าของเขาแดงก่ำขณะที่เขาเริ่มไออย่างรุนแรง และจิตสังหารในดวงตาก็ค่อย ๆ จางหายไปในที่สุด

ครั้งนี้ หานซั่วหันมาทาบมือซ้ายลงบนหลังของโบลแลนด์ และสูบเอามวลจิตสังหารอันปั่นป่วนออกมาส่วนหนึ่งก่อนที่โบลแลนด์จะทันได้รู้ตัว แล้วก็ตบป้าบลงบนหลังของเขา

โบลแลนด์ร้องออกมาฟังไม่ได้ศัพท์ และล้มลงไปกองบนพื้น ดวงตาของเขากลับมาเป็นปกติแล้ว แต่ใบหน้ากลับซีดเผือด ขณะพยายามลุกขึ้นคุกเข่าต่อหน้าหานซั่วและพูด

“ศิษย์พี่ ขอบคุณมาก!”

หานซั่วพ่นลมอย่างเย็นชา และพูดด้วยความกราดเกรี้ยว

“ข้าบอกท่านไปก่อนหน้านี้แล้วไม่ใช่รึไงว่าถ้าร่างกายเริ่มดูดกลืนจิตสังหารไม่ไหวและใกล้ถึงขีดจำกัดก็ให้หยุดกระแสพลังในร่างกายซะ แต่ท่านก็ยังดื้อด้านไม่ยอมฟัง ถ้าข้ามาไม่ทันเวลา รู้มั้ยว่าร่างกายของท่านอาจจะระเบิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้”

“ศิษย์พี่ ข้าขอโทษ ข้าพลาดไปแล้วจริง ๆ”

โบลแลนด์ขอโทษขอโพยด้วยความหวาดกลัวและรีบอธิบาย

“ข้าโลภมากเกินไป เพราะข้าไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าข้าสามารถดูดกลืนจิตสังหารมาเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตัวเองได้ และกว่าข้าจะมีโอกาสมาถึงจุดนี้ด้วยความยากเย็นแสนเข็น ข้าก็อดกลั้นความตื่นเต้นนี้ไว้ไม่อยู่ ข้าเฝ้าแต่บอกตัวเองว่าจะพยายามดูดกลืนให้ได้มากขึ้นทีละนิด ๆ แต่ไม่เคยคิดอยากจะหยุดเลย แล้วตอนที่ข้ารู้สึกว่าร่างกายกำลังแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ข้าถึงได้รู้ว่าข้าควบคุมร่างกายของตัวเองไม่ได้อีกต่อไปแล้ว”

ความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะเพิ่มพลังความแข็งแกร่งเป็นสิ่งที่เกินกว่าโบลแลนด์จะต้านทานได้ไหว และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เขาได้ดูดกลืนพลังงานประเภทนี้ จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เขาจะไม่สามารถข่มความตะกละตะกลามนั้นไว้ได้ และส่งผลอย่างที่เห็น

“ช่างเถอะ ข้าเองก็ผิดที่ไม่ย้ำเตือนท่านให้ดี ข้านึกว่าอายุอย่างท่านน่าจะควบคุมตัวเองได้ดีกว่านี้ซะอีก เฮ้อ ท่านต้องจำไว้นะ ศาสตร์ต่อสู้ของเราแตกต่างกับออร่าต่อสู้อย่างสิ้นเชิง และจำเป็นต้องมีร่างกายที่เข็มแข็งสุด ๆ เลยด้วย ก่อนที่ร่างกายของท่านจะรองรับได้ไหว ก็อย่าดูดกลืนพลังงานเกินขีดจำกัดของตัวเองอีกก็แล้วกัน”

หานซั่วถอนหายใจพลางอธิบาย

“ศิษย์พี่ ข้าได้รับบทเรียนแล้ว นับแต่นี้ไป ข้าจะไม่ประมาทแบบนี้อีกแล้วล่ะ”

โบลแลนด์ตระหนักถึงการขาดความยับยั้งชั่งใจของตนเองเป็นอย่างดี เขาพูดพลางคุกเข่าเบื้องหน้าหานซั่วเพื่อขออภัยกับการกระทำนั้น

**********************

>กลับหน้าหลักHOMEจิ้ม<

Prev
Next

Comments for chapter "ตอนที่ 428"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Aileen Novel
  • หน้าหลัก HOME
  • COOKIE POLICY

© 2020 - 2023 ไอรีนโนเวล นิยายอ่านฟรีทุกวัน เว็บอ่านนิยาย pdf ไอรีนโนเวล “aileen-novel.online” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน นิยายชื่อดัง ตอนล่าสุด "ฮณ๊ฯดฯฌซ, อ่านฟรี อ่านเพลินอ่านทั้งวันกับไอรีนโนเวลออนไลน์

Sign in

Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Sign Up

Register For This Site.

Log in | Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Lost your password?

Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย