ผมมีระบบย่อยสลายในวันสิ้นโลก - บทที่ 567 สงบนิ่งชั่วคราว
บทที่ 567 สงบนิ่งชั่วคราว
คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่กำลังพุ่งเข้าใส่เฉินเฉียงอย่างไม่คิดอะไรมากราวกับลืมนึกไปว่าตนเองอยากการจะหลุดจากสถานการณ์ในตอนนี้มากมายขนาดไหน
มันนึกไม่ถึงว่าในช่วงเวลานี้ เฉินเฉียงจะปล่อยคนที่พวกมันเคยสู้ก่อนหน้าทั้งห้าออกมา
ถึงกระนั้น คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่กำลังนิ่งอึ้งไปกับการปรากฏตัว
แม้เฉินเฉียงจะไม่คิดว่าในช่วงเวลาความเป็นความตายเช่นนี้ ร่างวิญญาณของสามราชาจักรพรรดิที่น่าไร้ซึ่งห้วงจิตสำนึกไปแล้วกลับยอมละทิ้งจุดที่ตนอยู่แล้วพุ่งเข้ามาโจมตีใส่คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์อย่างบ้าคลั่ง
หากเฉินเฉียงบอกให้คนอื่นๆถอยออกมาไม่ทัน ทุกคนเองก็คงจะตกตายไปตรงจุดที่ออกมาจากโลกใบเล็กก่อนหน้า
จะมีผู้รับเคราะห์ก็คงจะเป็นคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่แต่เดิมหมายจะใช้โอกาสที่พึ่งได้มาหลบหนีไป
ความโชคดีที่พึ่งจะได้รับมา กลับต้องพลิกกลับ เพื่อเพราะสูญเสียความนึกคิดหมายฆ่าเฉินเฉียงให้ตกตายไป
คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ไม่คิดว่าไม่เพียงเฉินเฉียงจะเรียกคนที่มันสู้ด้วยอย่างตึงมือห้าคนก่อนหน้าออกมาเท่านั้น กลับถูกบอลสายฟ้าที่มันพยายามจะหลีกเลี่ยงโจมตีใส่ราวกับพวกเขามีความรู้สึกนึกคิด
หากเขารู้อย่างนี้ เขาจะไม่มีทางโจมตีใส่ไอ้หนุ่มที่ส่งพวกเขาไปตกตายทีละคนเป็นอันขาด เขาจะหนีไปอย่างไม่คิดชีวิตแทน
แต่เมื่อคนถึงคราวตาย ทำยังไงก็จะต้องตกตาย
ความคิดชั่ววูบในเวลาเป็นตาย หากผิดพลาดไปย่อมไม่อาจแก้ตัวได้อีก
หลังจากที่ฆ่าคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ไปแล้ว ร่างวิญญาณทั้งสามก็ยังไม่ได้กลับไปโจมตีที่หน้ากำแพงแสงแต่อย่างใด ทั้งสามร่างยังคงจ้องมองมาไปรอบด้วยใบหน้าที่ไม่อาจคงสภาพไว้ได้อีก แต่ก็ยังพอจะอ่านท่าทางได้ว่ากำลังกระเหี้ยนกระหือรือในบางสิ่ง
“ฆ่า ฆ่าพวกมัน ฆ่าพวกปีศาจให้หมดสิ้น”
“พวกมันคือปีศาจที่ต้องการทำลายโลกของพวกเรา”
“แก้แค้น ฆ่าพวกมันให้หมด”
เฉินเฉียงที่ในตอนนี้ได้พาหยานเสวี่ย เว่ยฉิงเชิน หยางตู และคนของฮุยตู๋อีกสองคนดำดิ่งลงไปใต้ดิน ก็ต้องตกตะลึงในท่าทางของร่างวิญญาณทั้งสามร่าง
เป็นตอนนี้ที่เฉินเฉียงพึ่งจะเข้าใจ
เหตุผลที่ดูเหมือนทั้งสามจะช่วยเขานั้น หาใช่การช่วยเหลือเขาไม่ แต่เป็นการตอบสนองต่อความเกลียดชังที่ยังคงคั่งค้างอยู่ในใจ
ความเกลียดชังชนิดนี้คือความเกลียดชังที่เรียกว่าฝังลึกเข้ากระดูกดำ จึงเป็นธรรมดาที่ต่อให้ร่างวิญญาณทั้งสามจะสูญสิ้นห้วงจิตสำนึกไปแล้ว แต่ความเกลียดชังที่ซึมลึก ย่อมไม่อาจหลงลืมไปได้อย่างแน่นอน
ย้อนกลับไปตอนที่ทั้งสามได้เหยียบย่างเข้าโลกปีศาจ ด้วยการปรากฏตัวของสัตว์ปีศาจที่ราวกับหายนะของพวกเขาในครานั้น พวกมันทำให้ทั้งสามต้องสูญเสียร่างกายไป หรือจะให้บอกว่าสูญเสียในทุกสิ่งเลยก็ว่าได้
เหตุผลที่ทั้งสามราชาจักรพรรดิผู้ที่ในความจริงแล้วเป็นระดับกึ่งราชาจักรพรรดิ ได้ข้ามไปยังโลกปีศาจเพียงเพื่อการแสวงหาอนาคตอย่างการก้าวข้ามเป็นราชาจักรพรรดิให้ได้ แต่พวกเขาไม่มีใครเคยคิดเลยว่าไม่เพียงความหวังของพวกเขาจะไม่สำเร็จเสร็จสิ้น ชีวิตพวกเขาจะยังต้องตกอยู่ในเงื้อมมือของสัตว์ปีศาจเหล่านี้อย่างง่ายดาย
ตอนที่ทั้งสามยังมีร่างกายอยู่ เพราะว่าไม่เคยได้รับสมุนไพรหมุนเวียนโลหิต ทำให้พวกเขาพลาดพลั้งเสียทีให้กับสัตว์ปีศาจไปอย่างง่ายดาย
แต่ในตอนนี้ พวกเขาเหลือเพียงแค่ร่างวิญญาณเท่านั้น
ถึงแม้ว่าคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์จะมีความคิดดีๆออกมาอย่างการปลดปล่อยหุ่นเชิดโลหิตออกมา โดยหวังว่ามันจะเพียงพอที่จะดึงดูดสายตาจากบอลแสงร่างวิญญาณสามราชาจักรพรรดิ
แน่นอนว่า คนผู้นี้ คิดหมายไปถึงขั้นให้หุ่นเชิดโลหิตของตนดูดซับบอลแสงร่างวิญญาณที่เป็นยมทูตของมันได้
อย่างไรก็ตาม มันคงไม่นึกว่าหุ่นเชิดโลหิตที่พึ่งปล่อยออกมาจะเรียกกลับความรู้สึกที่ฝังลึกในใจออกมา จนทำให้โกรธเกรี้ยวจนคิดหมายทำลายมันผู้นี้ให้จบสิ้น
ด้วยการที่ทั้งสามนั้น คือร่างวิญญาณของผู้ที่อยู่บนจุดสูงสุดของทั้งสองโลก หากทั้งสองโลกไม่มีผู้ใดที่ก้าวเข้าสู่ระดับราชาจักรพรรดิได้ล่ะก็ ทั้งสามจะกลายเป็นผู้ที่อยู่เหนือสุดของทั้งสองโลกอย่างไม่ต้องสงสัย
ช่างน่าเสียดายที่ต้องเกิดเรื่องผิดพลาดอย่างไม่น่าให้อภัย
ในช่วงเวลาสุดท้าย ทั้งสามพลาดท่า เพียงแค่การใช้แขนและขาของตนไปสัมผัสซากสัตว์ปีศาจเพียงเท่านั้น
สำหรับผู้บ่มเพาะที่ขวนขวายบ่มเพาะอย่างหนัก เพื่อก้าวไปถึงจุดนี้ การต้องมาสูญเสียร่างกายเพียงเพราะเรื่องพันธุ์นี้ จะไม่ให้จดจำศัตรูคู่อาฆาตชนิดจดจำฝังใจลงลึกถึงจิตวิญญาณได้ยังไง
นี่จึงทำให้ยามที่หุ่นเชิดโลหิตสัตว์ปีศาจประจำตัวคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้ปรากฏ ร่างวิญญาณสามราชาจักรพรรดิจึงได้โกรธเกรี้ยวในทันที
แม้ทั้งสามจะตกตายไปนานแล้ว แต่ต่อให้ตายไปแล้ว ทั้งสาม ก็ยังไม่รู้ที่มาที่ไปของสัตว์ปีศาจและหุ่นเชิดโลหิตอยู่ดี
นี่จึงทำให้ยามไอ้โง่จากวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่ปล่อยหุ่นเชิดโลหิตออกมาให้ทั้งสามเห็น จึงกลายเป็นเป้าหมายในทันใด
ด้วยความทรงพลังขนาดนี้ ต่อให้ทั้งสามเป็นเพียงร่างวิญญาณ แต่การฆ่าคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้ก็ยังไม่ต่างไปจากเทพเซียนที่ลงทัณฑ์ผู้คน
หลังจากรับรู้ได้ถึงเรื่องนี้ เฉินเฉียงก็เริ่มแสดงออกมาด้วยท่าทางมีความสุข
ดูเหมือนว่าด้วยสิ่งนี้ มันจะช่วยฟื้นฟูห้วงจิตสำนึกของร่างวิญญาณสามราชาจักรพรรดิได้
แน่นอนว่าเกี่ยวกับการหลบหนีของคนจากวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่พึ่งเกิดขึ้น เขาจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นอีก
และถ้าร่างวิญญาณทั้งสามฟื้นคืนห้วงจิตสำนึกขึ้นมาได้แม้จะชั่วคราว เขาก็ยินดีที่จะทำให้ทั้งสามสมหวังแม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดี
นี่จึงทำให้เฉินเฉียงที่สงบสติอารมณ์แล้วได้นำพาหยานเสวี่ย เว่ยฉิงเชิน หยางตู และคนของฮุยตู๋อีกสองคนกลับเข้าโลกใบเล็กไป ก่อนจะดำดินไปที่ระยะห่างกว่าเดิม
เฉินเฉียงในตอนนี้อยู่ห่างจากร่างวิญญาณทั้งสามไปหนึ่งพันเมตร
จากประสบการณ์ก่อนหน้า เขาถือว่านี่คือระยะปลอดภัยที่สุด
ยิ่งไปกว่านั้นคือ เขาไม่รู้ว่าร่างวิญญาณทั้งสามจะสูญสิ้นจิตสำนึกไปอีกเมื่อไหร่ ด้วยระยะขนาดนี้เขามั่นใจว่าทั้งสามจะไม่พุ่งโจมตีใส่เขาอย่างแน่นอน
แต่เฉินเฉียงกลับคิดไม่ถึงว่าเพียงเฉินเฉียงขึ้นมาจากใต้ดิน ร่างวิญญาณทั้งสามก็มาอยู่ดักรอการขึ้นไปของเขาแล้ว
เมื่อเห็นแบบนี้ เฉินเฉียงจึงหยุดยั้งการขึ้นไปบนผิวดินของตน ก่อนที่จะดำลงไปใต้ดินอีกครั้ง
-สงสัยต้องออกห่างไปก่อนแหะ-
เฉินเฉียงที่ในตอนนี้ดำลงมาลึกใต้ดินพันเมตร อดไม่ได้ที่จะปาดเหงื่อของตน
หากว่าเขาไม่ได้พลังจิตของใช้ไปตรวจสอบไว้ก่อนล่ะก็ เขาคงต้องถูกทุบตีโดยร่างวิญญาณทั้งสามในทันทีที่ขึ้นไปเป็นแน่
กลุ่มของหยานเสวี่ยไม่ใช่เป็นเพียงพวกเดียวที่รับรู้ถึงอันตรายนี้ แม้แต่คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่ยังเหลืออยู่ในร่างของเฉินเฉียงเองก็รับรู้ได้เช่นกัน
“ไอ้บอลแสงสามลูกนั่นมันอะไรกัน ทำไมมันช่างน่ากลัวนัก”
คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่เห็นฉากก่อนหน้านี้ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นการโจมตีกำแพงแสง หรือแม้แต่การจัดการพวกพ้องของตนไปนั้น ต่างก็หวาดกลัวจนตัวสั่น มันเป็นการหวาดกลัวจนร่างกายสั่นเทิ้มจริงๆไม่ใช่แค่การพูดเปรียบเปรย พวกเขาสั่นประดุจมีเจ้าเข้ามาประทับทรงอยู่
แต่ในหมู่คนเหล่านี้ก็ยังมีคนที่พอจะมีจิตใจแข็งพอที่จะตั้งข้อสังเกตออกมา
“ไม่จริงน่า เฮ้ย แกสังเกตรึเปล่าว่าไอ้บอลแสงสามลูกนั่นเมื่อกี้กำลังโจมตีกำแพงแสงอยู่ แถมไอ้กำแพงแสงนั่นมันเหมือนกับกำแพงแสงที่พวกเราโจมตีอยู่ก่อนหน้านี้ไม่ใช่รึ”
“….จริงด้วย ดูจากความทรงพลังของพวกมันแล้วต้องเป็นพวกมันแน่ๆที่คอยต้านทานพวกเรา”
“ห้ะ จะบอกว่าไอ้ที่ท่านจ้าววิหารสั่งพวกเรามาให้โจมตีกำแพงแสงนี่เป็นเพราะต้องการจัดการกับบอลแสงสามลูกนี่เนี่ยนะ”
“หากเป็นอย่างนั้นจริง นั่นมันเป็นการส่งพวกเรามาตายชัดๆ”
“เพียงแค่พลังฝ่ามือ พวกมันเปลี่ยนพวกพ้องของเราให้กลายเป็นเถ้า ไม่สิ แม้แต่เถ้าก็ยังไม่เหลือเลยนะเว้ย”
“นี่มันไร้เทียมทานเห็นๆ”
“แล้วทำไมท่านจ้าววิหารถึงให้พวกเรามาจัดการพวกมันกัน แค่พวกเราเนี่ยนะ ต่อให้ยกพลมาทั้งหมดก็ยังทำอะไรไอ้บอลแสงนี่ได้เป็นแน่”
“ข้าไม่แปลกใจเลยจริงๆว่าทำไมวิหารศักดิ์สิทธิ์ของพวกเราถึงไม่อาจทำอะไรกำแพงแสงได้เลยนับร้อยๆปี เป็นเพราะไอ้พวกนี้เองที่ขวางทาง ต่อให้มันคงอยู่อีกพันปี ข้าเองยังไม่แปลกใจหากพวกเรายังพังกำแพงแสงไม่ได้”
“เดี๋ยวสิ หากนี่เป็นอีกฟากของกำแพงแสงจริง พวกเราเองก็ไม่ควรจะมาอยู่ที่นี่ได้ไม่ใช่รึ ต่อให้เหลือเพียงวิญญาณ พวกเราก็ไม่ควรจะมาอยู่ที่นี่ได้ แล้วพวกเรามาที่นี่กันได้ยังไง”
ในที่สุดก็มีคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่ได้พูดเข้าประเด็น