ผมมีระบบย่อยสลายในวันสิ้นโลก - บทที่ 559 กำแพงแสง
บทที่ 559 กำแพงแสง
เฉินเฉียงขมวดคิ้วในทันทีเมื่อได้ยิน
เท่าที่ฟังจากคำพูดของหยางตู เฉินเฉียงมั่นใจว่าผู้บ่มเพาะของโลกปีศาจที่ไปปรากฏที่โลกมนุษย์ในตอนนี้คือคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์อย่างไม่ต้องสงสัย
ส่วนไอ้การที่พวกมันต้องการจะหาเขตแดนจักรพรรดิ แน่นอนว่าพวกมันต้องรับรู้เรื่องนี้มาจากฮั่นจุย
แต่ไอ้การที่ฮั่นจุยส่งคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์จำนวนมากไปที่นั่นนี่….
ไม่ดีแล้ว
เฉินเฉียงเปลี่ยนท่าทีของตนอย่างเห็นได้ชัด
เหตุผลที่เขายอมละทิ้งทุกสิ่งและนำคนในกองกำลังเทียนเว่ยช่วยเหลือผู้คนบนโลกใบนี้เป็นเพราะเขาเชื่อว่า ไม่ว่าฮั่นจุยจะพยายามให้ตายยังไงก็ไม่อาจทำลายขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ของสามราชาจักรพรรดิไปได้
นั่นก็เพราะแม้แต่ทักษะเคลื่อนย้ายในพริบตาของเขาก็ยังไม่อาจทะลวงเข้าไปในขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ของฮั่นจุยได้เลยไม่ใช่รึไงกัน
แต่สิ่งที่ทำให้เขามั่นใจในเรื่องนี้ยิ่งกว่าก็เพราะเขารู้ดีว่า ร่างวิญญาณของสามราชาจักรพรรดิยังคงอยู่ในเขตแดนจักรพรรดิ
และตามที่ทั้งสามได้โอดครวญออกมาเป็นคำพูด ทั้งสามได้บอกเอาไว้อย่างชัดเจนว่าร่างวิญญาณของทั้งสามจะคงอยู่ได้อีกประมาณยี่สิบปี
ในช่วงเวลานี้ หากร่างวิญญาณของทั้งสามจักรพรรดิยังไม่ถูกทำลาย ขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ที่ปลดปล่อยออกมาจากร่างกายของทั้งสามคนก็ยังคงอยู่ไม่มีวันถูกทำลายไป
แต่ในตอนนี้ ฮั่นจุยส่งคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ไปยังเขตแดนจักรพรรดิ นี่แสดงให้เห็นว่าเป้าหมายของพวกมันคือการทำลายร่างวิญญาณของทั้งสาม
ดูเหมือนว่าฮั่นจุยจะตีปัญหานี้แตกเสียแล้ว
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ฮั่นจุยส่งคนไปยังโลกมนุษย์
เมื่อคิดได้แบบนี้ เฉินเฉียงจึงรีบหันไปหาหยางตูแล้วถามออกมา “ผู้อาวุโสสอง แล้วผู้อาวุโสสูงสุดกับคนอื่นๆพอจะป้องกันพวกมันได้รึเปล่า”
หยางตูส่ายหน้าในทันที “มันยากที่จะพูดออกมาอย่างมั่นใจ ไอ้พวกผู้รุกรานคราวนี้ทรงพลังอย่างมาก แม้แต่หุ่นเชิดซากศพของพวกมันเองก็มีระดับบ่มเพาะไม่ได้ด้อยไปกว่าพวกเราเลย”
“แต่ก็พอจะบอกได้ว่า พวกมันไม่อาจจะหาเขตแดนจักรพรรดิพบเจอได้ในเวลาอันสั้น”
“เพียงแค่ว่าผู้อาวุโสสูงสุดกังวลสถานการณ์ทางฝั่งนี้ และไม่เข้าใจเหตุผลว่าทำไมพวกมันถึงคิดจะส่งผู้ทรงพลังมากมายไปที่นั่น เป็นไปได้รึเปล่าว่าพวกมันคิดจะยึดครองเขตแดนจักรพรรดิ”
เฉินเฉียงในตอนนี้ไม่มีอารมณ์จะอธิบาย เขาได้นิ่งคิดคำนวณในทันที
เป็นสถานการณ์ที่อันตรายอย่างที่สุด
แม้เฉินเฉียงจะยังคงมั่นใจอยู่ว่า ไม่ว่ายังไงก็ตาม ฮั่นจุยจะไม่ได้ตามสิ่งที่หวังในช่วงเวลาอันสั้น
แต่….
แต่ถ้าคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ทำได้สำเร็จ ร่างวิญญาณของราชาจักรพรรดิทั้งสามก็คงไม่เสียท่าได้ง่ายๆ แต่หากพบเจอการโจมตีจากราชาเหนือราชาขั้นสูงมากมายขนาดนั้น ทั้งสามก็คงไม่อาจทำอะไรได้มากนัก
และหลังจากนั้น ฮั่นจุยจะสามารถสร้างหุ่นเชิดซากศพสามราชาจักรพรรดิได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อเวลานั้นมาถึง ไม่ว่าจะเป็นโลกมนุษย์หรือโลกปีศาจ ก็คงไม่เหลือผู้ใดอีกต่อไป
ด้วยระดับบ่มเพาะและความสามารถของผู้บ่มเพาะของทั้งสองโลก พวกเขาย่อมไม่อาจจะรับการโจมตีของหุ่นเชิดซากศพสามราชาจักรพรรดิไปได้
เมื่อถึงเวลานั้น ทุกชีวิตไม่เพียงมลายสิ้น แม้แต่เง็กเซียนฮ่องเต้ก็คงไม่อาจจะทำอะไรได้อีก
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ เฉินเฉียงถลึงตากว้างก่อนที่จะเปิดกำไลสื่อสารของคนติดต่อไปยังจางหยวนและคนอื่นๆ “หลังจากสถานการณ์ที่ป่าใต้ดินคลี่คลาย ทุกคนจงพักผ่อนให้เต็มที่”
“ก่อนที่เราจะเริ่มทำศึกใหญ่ ขอให้ทุกคนตั้งมั่นในเพิ่มระดับบ่มเพาะให้สูงที่สุดเท่าที่จะสูงได้”
“ส่วนใครก็ตามที่ไม่อาจเพิ่มระดับบ่มเพาะไปได้ ก็ส่งพวกเขาเข้าโลกใบเล็กไป”
หลังจากปิดกำไลสื่อสาร เฉินเฉียงได้หันไปพูดกับหยานเสวี่ย เว่ยฉิงเชินและคนอื่นๆ “พวกเรากลับไปที่โลกมนุษย์กัน”
เมื่อเห็นเฉินเฉียงบินขึ้นไปทางเหนือ นี่ทำให้ทุกคนอดที่จะสงสัยไม่ได้
“เฉินเฉียง พวกเราไม่กลับโลกมนุษย์ผ่านไปทางหุบเขาเสียงกระซิบกันหรอกเหรอ”
เฉินเฉียงส่ายหน้าไปมาในทันทีที่ได้ยิน “ที่นั่นไม่ใช่ช่องทางที่ปลอดภัยอีกต่อไป พวกเราจะกลับไปทางกำแพงแสง”
เฉินเฉียงได้จูงมือหยานเสวี่ยและเว่ยฉิงเชินเอาไว้ ก่อนที่จะบินขึ้นเหนือไปด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่หยางตูและคนของฮุยตู๋อีกสองคนจะติดตามไปได้
กล่าวตามตรง หากเฉินเฉียงกลับไปคนเดียว ความเร็วของเขาจะรวดเร็วยิ่งกว่านี้
แต่ด้วยการที่เขาสัญญากับหยานเสวี่ยไว้ว่าจะไม่ให้เธอเข้าไปอยู่ในโลกใบเล็กของเขาถ้าไม่จำเป็น เขาจึงไม่คิดจะใช้วิธีการนั้น
หลังจากผ่านไปครึ่งวัน เฉินเฉียงและทุกคนก็ได้มาในเขตที่ตั้งของกำแพงแสง
ในทันทีที่มาถึง เฉินเฉียงได้พูดออกมาด้วยท่าทางตื่นตระหนก “ผู้อาวุโสลำดับสอง ฉิงเชิน ทั้งสองคนอยู่ที่นี่กับหยานเสวี่ยก่อน เดี๋ยวข้าขอเข้าไปก่อน”
เมื่อพูดจบ เฉินเฉียงก็ใช้ทักษะผ่ามิติหายไปในพริบตา
เว่ยฉิงเชิน หยางตู และคนของฮุยตู๋อีกสองคนรับรู้ได้ในทันทีว่าจะต้องมีบางสิ่งเกิดขึ้น ทุกคนไม่ได้พูดอะไรทำเพียงเข้าไปอยู่ใกล้หยานเสวี่ยเพียงเท่านั้น
นั่นก็เพราะก่อนหน้านี้ กระแสจิตของเฉินเฉียงสัมผัสได้ว่าอีกสองหมื่นไมล์ข้างหน้านี้มีผู้คนนับร้อยอยู่ที่กำแพงแสง
แถมกว่าครึ่ง เป็นผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตที่ทรงพลังอย่างมาก
เฉินเฉียงที่เคยไปเยือนเขตแดนบอลแสงในวิหารศักดิ์สิทธิ์มาแล้วก็จดจำได้ในทันทีว่าคนเหล่านี้คือเหล่าผู้อาวุโสของวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่ทำการเฝ้าฮั่นจุยอยู่ที่นั่น
ดูเหมือนว่าคนเหล่านี้จะถูกแบ่งออกมาเพื่อโจมตีกำแพงแสงเป็นแน่
กำแพงแสงของที่นี่ หากว่ากันตรงๆแล้วมันเป็นเพียงกำแพงเขตแดนชนิดหนึ่ง หาใช่ขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ไม่
เพราะหากว่ามันเป็นขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ เฉินเฉียงก็คงไม่อาจจะทะลุผ่านมันมาได้
แต่ในเมื่อนี่เป็นเพียงกำแพงเขตแดนรูปแบบหนึ่ง เฉินเฉียงจึงสามารถเข้าออกได้อย่างอิสระ
และด้วยการที่กำแพงแสงนี้ไม่ใช่ขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ มันจึงเป็นเรื่องยากที่จะบอกได้ว่าด้วยคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่ล้วนแล้วอยู่ในระดับราชาเหนือราชาขั้นสูงเหล่านี้ จะไม่อาจพังมันลงได้
ดูเหมือนว่าฮั่นจุย คิดจะโจมตีเขตแดนจักรพรรดิจากทั้งสองทางเป็นแน่
และไม่ว่าทางไหนก็ตาม หากพวกมันสามารถเข้าไปในเขตแดนจักรพรรดิได้ ร่างวิญญาณของสามราชาจักรพรรดิจะไม่ปลอดภัยอีกต่อไป
นี่จึงทำให้เฉินเฉียงรีบเร่งมาที่นี่คนเดียว
ในตอนนี้ การมาของเฉินเฉียงถูกรับรู้โดยคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ทั้งร้อยคนในทันที นี่ทำให้ทุกคนต่างก็รู้สึกประหลาดใจ
แต่เมื่อทุกคนรับรู้ถึงระดับบ่มเพาะของเฉินเฉียง ก็ไม่มีใครคิดจะใส่ใจการมาถึงของเฉินเฉียงอีก
ชายหนุ่มคนหนึ่งที่เป็นผู้บ่มเพาะเพียงระดับราชาเหนือราชาขั้นต้น ไม่ว่าใครในหมู่พวกมันดีดนิ้วเพียงครั้ง ก็เพียงพอที่จะทำให้ตกตายลงในทันที
“ฮ่าฮ่าฮ่า พี่ชายทั้งหลาย ปล่อยไอ้เด็กนี่ให้กับหุ่นเชิดโลหิตของข้าก็แล้วกัน หุ่นเชิดโลหิตของข้าไม่ได้ลิ้มรสเลือดสดๆมานานมากแล้ว”
“ไอ้ฉิบหาย ไม่ว่าใครที่นี่ก็อยากได้อาหารโลหิตกันทั้งนั้น แล้วทำไมข้าต้องให้แกด้วยวะ หุ่นเชิดโลหิตของข้าต่างหากที่ไม่มีอะไรตกถึงท้องมันมานานมากแล้ว”
เมื่อชายคนนี้พูดจบ ก็ได้มีราชันย์สัตว์ปีศาจที่เป็นหุ่นเชิดโลหิตของคนของวิหารศักดิ์สิทธิ์สิบกว่าตัวพุ่งตรงไปหาเฉินเฉียง
เมื่อเฉินเฉียงเห็นฉากนี้ ทั่วทั้งร่างของเขาก็เปล่งประกายเต็มไปด้วยสายฟ้า พร้อมกับดาบดั้นเมฆ ที่ร่ายรำกระบวนท่าในเพลงดาบสายฟ้าทำลายวิญญาณออกไป
“ข้าไม่ได้ใช้กระบวนท่าในเคล็ดวิชาในเพลงดาบสายฟ้าทำลายวิญญาณมานานมากแล้วนะเนี่ย”
“ขอใช้พวกแกเป็นเครื่องยืดเส้นยืดสายหน่อยก็แล้วกัน”
เฉินเฉียงไม่ได้ลดความเร็วลงแต่อย่างใด เขาได้ทะยานขึ้นฟ้าพร้อมกับร่ายรำเพลงดาบในกระบวนท่ากรงเล็บมังกรครามด้วยดาบดั้นเมฆ ตัดผ่านร่างของหุ่นเชิดโลหิตตนหนึ่งไป
“ฝุบ…”
หลังจากเฉินเฉียงตัดร่างของหุ่นเชิดโลหิตตัวแรกขาดออกเป็นสองซีก พร้อมกับประกายสายฟ้าที่สถิตอยู่ในดาบทำลายชีวิตของหุ่นเชิดโลหิตตนแรกให้จบสิ้นลงในทันที
หลังจากนั้น กระบวนท่าที่สองก็ได้ปรากฏในทันทีหลังจากหุ่นเชิดโลหิตตัวแรกได้ตกตายลง
ด้วยการที่ผู้บ่มเพาะบนเส้นทางหุ่นเชิดโลหิตผู้เป็นนายของสัตว์ปีศาจที่สยบเอาไว้ในร่างจนกลายเป็นหุ่นเชิดโลหิตได้นั้น ผู้เป็นนายจะสร้างประสาทสัมผัสที่เชื่อมโยงถึงกันแม้จะมองไม่เห็นก็ตาม นี่ทำให้ในทันทีที่หุ่นเชิดโลหิตตกตาย ผู้เป็นนายจะรับรู้ได้ในทันทีว่าเกิดสิ่งใดขึ้น
“อ๊ากกกกกก”
“ไอ้หนู แกกล้าฆ่าหุ่นเชิดโลหิตของข้า ข้าจะฆ่าแกกับมือให้ได้”
คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่เสียหุ่นเชิดโลหิตไปได้กรีดร้องออกมาอย่างบ้าคลั่งในทันทีโดยไม่สนใจหน้าที่โจมตีกำแพงแสงอีกต่อไป ก่อนที่จะพุ่งเข้าใส่เฉินเฉียงอย่างสุดกำลัง
ดาบดั้นเมฆของเฉินเฉียงที่กำลังกวัดแกว่งในมือตอนนี้เต็มไปด้วยพลังแห่งสายฟ้า นี่ทำให้ยามที่เขาเคลื่อนไหว ท่าร่างของเขาหลงเหลือไว้เพียงภาพติดตา
เพียงชั่วพริบตา หุ่นเชิดโลหิตนับสิบที่พุ่งเข้าหาเฉินเฉียงได้ตกตายลงไปในทันที
เมื่อหุ่นเชิดโลหิตที่ตนเลี้ยงดูเอาไว้ดียิ่งกว่าพ่อแม่ของตนได้ตกตาย คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่สูญเสียหุ่นเชิดโลหิตของตนไปก็ได้พุ่งเข้าใส่เฉินเฉียงด้วยดวงตาที่แดงฉาน
และนี่จึงทำให้ คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่เหลืออยู่รับรู้ได้ในทันทีว่า ชายหนุ่มตรงหน้าพวกมัน แม้จะอยู่ในระดับราชาเหนือราชาขั้นต้น แต่ทักษะความสามารถไม่ได้ด้อยค่าอย่างที่คิด
อย่างไรก็ตาม ทุกคนต่างก็มั่นใจในความทรงพลังของหุ่นเชิดโลหิตของตน ก่อนที่จะส่งหุ่นเชิดโลหิตของตนออกไปจัดการ นั่นก็เพราะ ไม่ว่าชายหนุ่มคนนี้จะแข็งแกร่งขนาดไหน กับอีกแค่คนคนเดียวจะทำอะไรได้หากหุ่นเชิดโลหิตของพวกมันโจมตีพร้อมกัน