ผมมีระบบย่อยสลายในวันสิ้นโลก - บทที่ 558 จิตใจที่ร้อนรน
บทที่ 558 จิตใจที่ร้อนรน
เหตุผลที่เฉินเฉียงส่งข้อความแบบนั้นไปก่อนหน้าเป็นเพราะเฉินเฉียงไม่ต้องการให้เว่ยฉิงเชินออกจากเขตทะเลสาบเข้าไปในพื้นที่หุบเขาเสียงกระซิบ
จนมาถึงตอนนี้ เฉินเฉียงก็ยังคงยืนจังก้าแข้งขาสั่นอยู่หน้าทางเข้าหุบเขาเสียงกระซิบอยู่เลย
การโดนสิ่งลึกลับโจมตีเขาก่อนหน้านี้กลายเป็นเงาในใจเขาไป
หากว่าเขาเข้าใจถูกต้อง ในทันทีที่เขาก้าวย่างเข้าเขตหุบเขาเสียงกระซิบไป เขาจะไม่อาจรอดพ้นจากเจ้าสิ่งลึกลับได้อีก
เมื่อได้นึกถึงการถูกโจมตีจากสิ่งลึกลับอย่างหนักหน่วงก่อนหน้า เฉินเฉียงก็ราวกับไร้เรี่ยวแรงที่จะต้านทาน
แล้วถ้าเขาให้เว่ยฉิงเชินขึ้นมาจากทะเลสาบแล้วไปพบเจอกับเจ้าสิ่งลึกลับนั่นล่ะ
เมื่อคิดได้แบบนี้ เฉินเฉียงทำได้เพียงแข็งใจแล้วพุ่งตรงมายังที่นี่
ที่ด้านนอกบริเวณทางเข้าหุบเขาเสียงกระซิบ เฉินเฉียงยังคงสงบสติอารมณ์พลางส่งกระแสจิตของตนตรวจสอบครอบคลุมไปทั่วทั้งหุบเขา
แน่นอนว่าในครั้งนี้ กระแสจิตของเขาพุ่งทะลุลงไปแม้แต่ใต้หุบเขาเสียงกระซิบ
อย่างไรก็ตาม ภายในหุบเขาเสียงกระซิบในตอนนี้ยังคงเงียบสงัด ดูลึกลับ และจะมีก็เพียงเสียงคำรามลั่นของสัตว์ปีศาจที่ดังออกมาจากด้านในของหุบเขา มีแม้กระทั่งเสียงคืบคลานของพวกมัน
แต่นอกจากนั้นแล้วไม่มีสิ่งใดอื่นอีก
แม้แต่เจ้าสิ่งลึกลับนั่นก็ไม่พบ
จะบอกว่าครั้งก่อนเขาเข้าใจผิดไปเองงั้นรึ
ไม่มีทางเป็นไปได้
เฉินเฉียงรู้ดีว่าในตอนนั้น ด้วยระดับบ่มเพาะของเขาที่เพิ่มขึ้นมา ทั้งพลังจิตและประสาทสัมผัสของเขาต่างก็เฉียบคมขึ้นมาอย่างที่สุด
และเจ้าสิ่งลึกลับนั่นต้องอยู่ในหุบเขาเสียงกระซิบนี้เป็นแน่ เพียงแต่ว่าด้วยระดับบ่มเพาะของเขาไม่อาจรับรู้ได้เสียมากกว่า
ที่ด้านในหุบเขา บริเวณก้นทะเลสาบ เฉินเฉียงเห็นได้อย่างชัดเจนว่านอกจากเว่ยฉิงเชินแล้ว คนที่มานั้นยังมีผู้อาวุโสลำดับที่สองของฮุยตู๋หรือก็คือหยางตู และคนของฮุยตู๋อีกสองคน
และนี่ทำให้เฉินเฉียงมั่นใจว่าบนโลกมนุษย์ต้องเกิดเรื่องขึ้นเป็นแน่
เมื่อคิดได้แบบนี้ เฉินเฉียงก็ได้กลั้นใจแล้วไม่คิดอิดออดอีกต่อไป ก่อนที่จะเปิดขอบเขตเจตจำนงแห่งการต่อสู้ระดับสอง พร้อมใช้ทักษะผ่ามิติเข้าไปในทะเลสาบ
“บุ๋งงงง…”
เฉินเฉียงในตอนนี้ได้เข้าไปอยู่ในทะเลสาบ และรีบเร่งว่ายน้ำตรงไปหาเว่ยฉิงเชิน
และเพียงชั่วพริบตา เฉินเฉียงก็ได้ไปยืนอยู่ข้างหน้าเว่ยฉิงเชินและคนอื่นๆ
“พี่ใหญ่เฉินเฉียง”
เว่ยฉิงเชินกล่าวทักทายเฉินเฉียงในทันที
อย่างไรก็ตาม เป็นตอนนี้ที่เว่ยฉิงเชิน หยางตู และคนของฮุยตู๋อีกสองคนได้ยินเสียงผ่านจิตวิญญาณ “ทุกคน รีบเข้ามาในโลกใบเล็กของข้าให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วไปได้”
เว่ยฉิงเชินและคนอื่นๆเมื่อได้ยินก็ถึงกับสับสน แต่ด้วยที่ที่นี่เป็นสถานที่ที่พวกตนไม่คุ้นเคย ทุกคนจึงทำได้เพียงปล่อยให้เฉินเฉียงนำพาทุกคนเข้าโลกใบเล็กของเขาไป
หลังจากพาเว่ยฉิงเชินและอีกสามคนเข้าไปในโลกใบเล็กของตนแล้ว เฉินเฉียงก็รีบใช้ทักษะผ่ามิติออกจากหุบเขาเสียงกระซิบไปในทันที
-เอาล่ะ รีบไปดีกว่า-
แต่เป็นตอนที่เฉินเฉียงก้าวขึ้นมาพ้นช่วงทะเลสาบที่ประสาทสัมผัสของเขารับรู้ได้ถึงสิ่งที่มองไม่เห็นกำลังจับจ้องมาที่เขา
มันเป็นความรู้สึกแปลกประหลาดที่ทำให้เขาถึงกับต้องขนหัวลุก
ราวกับว่าหากเขายังคงคิดจำย่ำเดินอยู่ในหุบเขาเสียงกระซิบแม้เพียงสักก้าวเดียว เขาจะต้องโดนเจ้าสิ่งลึกลับนี่โจมตีใส่อย่างแน่นอน
ต่อให้เขาจะไม่เป็นอันตราย แต่ก็คงจะยากที่เขาจะออกไปได้อย่างไร้ร่องรอย
มันทำให้เขาถึงกับต้องรู้สึกขนพองสยองเกล้า
นี่จึงให้เฉินเฉียงรีบพาเว่ยฉิงเชินและคนอื่นๆออกจากหุบเขาฟานหยินด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่จะเร็วไม่ได้โดยไม่คิดจะเหลียวกลับไปมอง พอมาหยุดอีกทีก็ตอนที่อยู่บนท้องฟ้าเหนือแม่น้ำตงเตียน
“เฉินเฉียง เกิดอะไรขึ้นกับเจ้าน่ะ”
เมื่อเห็นท่าทางของเฉินเฉียงในตอนนี้ หยานเสวี่ยที่เห็นก็รีบถามออกมาในทันที
หลังจากนิ่งเงียบอยู่นาน เฉินเฉียงในที่สุดก็ค่อยๆหันหน้ากลับไปยังทิศทางที่หุบเขาเสียงกระซิบตั้งอยู่ ก่อนที่จะถอดถอนลมหายใจออกมาได้ในที่สุด
ด้วยการที่ก่อนหน้านี้ที่หุบเขาเสียงกระซิบ เฉินเฉียงสัมผัสได้ว่ามีบางสิ่งจับจ้องมาที่เขา ทำให้เขาทำได้เพียงรีบหนีออกมายังไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับเว่ยฉิงเชินและคนอื่นๆ
ถึงแม้ว่านั่นจะทำให้เขาต้องเปิดเผยความลับในโลกใบเล็กของเขา แต่เขาไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริงๆ
เขาคิดเพียงว่าแค่พอทั้งสี่คนออกมาจากหุบเขาเสียงกระซิบได้ แค่นั้นก็ถือได้ว่าดีที่สุดแล้ว
เมื่อมาถึงตอนนี้ ประสาทสัมผัสของเฉินเฉียงก็ไม่ได้รับรู้ถึงความรู้สึกจับจ้องอีกต่อไป
“ไม่เป็นไรหรอก” เฉินเฉียงได้ฝืนยิ้มออกมาเพื่อไม่ให้เพราะไม่อยากให้หยานเสวี่ยต้องกังวล
หากว่าหยานเสวี่ยและคนอื่นๆในกองกำลังรู้ว่ามีเจ้าสิ่งลึกลับนั่นอยู่ในหุบเขาเสียงกระซิบ นั่นคงทำให้พวกเขากดดันกว่าในตอนนี้ขึ้นไปอีก
ยิ่งไปกว่านั้นคือเมื่อนึกถึงเรื่องที่ว่าเจ้าสิ่งลึกลับนั่น ไม่ว่าจะยังไงแล้วก็เป็นศัตรูแน่ๆ การให้ทุกคนรู้ว่ายังมีศัตรูที่มีตัวตนสูงล้ำเช่นนั้นดีไม่ดีจะเสียงานเอา
นี่จึงทำให้เฉินเฉียงคิดว่า ตราบใดที่สิ่งที่พวกตนกำลังกระทำอยู่ไม่ได้ไปยิ่งเกี่ยวถึงในหุบเขาเสียงกระซิบ สิ่งลึกลับนั่นคงไม่ทำอะไรพวกเขา
เมื่อพูดจบ เฉินเฉียงได้เปิดโลกใบเล็กของตนแล้วให้เว่ยฉิงเชิน หยางตู และคนของฮุยตู๋อีกสองตนออกมา
“น้องฉิงเชิน”
เมื่อเห็นเว่ยฉิงเชินในชุดคลุมปรากฏขึ้นอยู่ตรงหน้า หยานเสวี่ยก็รีบเข้าไปจับมือพลางเหวี่ยงไปมาด้วยรอยยิ้มกว้าง ก่อนที่จะเริ่มพูดคุยกัน
“เอ้อใช่ น้องฉิงเชิน จู่ๆทำไมเจ้าถึงได้มาที่โลกปีศาจกันล่ะ”
เว่ยฉิงเชินมองหน้าหยางตูและคนของฮุยตู๋อีกสองคนในทันที
หยางตูได้ผายมือไปที่คนของฮุยตู๋อีกสองคนแล้วพูดออกมา “ท่านนายเหนือหัว ข้ามาที่นี่ตามคำสั่งของผู้อาวุโสสูงสุด ผู้อาวุโสสูงสุดต้องการให้ข้าพาผู้คนจากทั้งสามเผ่าพันธุ์ที่อยู่ในโลกใบเล็กของทั้งสองคนนี้มาที่นี่”
“และเมื่อมาถึงที่นี่ ผู้อาวุโสสูงสุดได้สั่งให้ข้าพาทั้งสองคนมาพบกับท่านนายเหนือหัว มอบให้นายเหนือหัวเป็นผู้จัดการต่อ”
เฉินเฉียงเมื่อได้ยินก็แสดงออกมาด้วยท่าทางมีความสุข
ในที่สุดเขาก็สามารถเริ่มงานส่วนสำคัญได้สักที
“ทั้งสองคนเข้าไปในโลกใบเล็กของข้าแล้วให้คนของทั้งสามเผ่าพันธุ์ออกมาจากโลกใบเล็กของพวกเจ้าซะ”
เมื่อได้ยินแบบนี้ ราชาจอมพลขั้นสูงทั้งสองคนได้มองหน้ากัน ก่อนที่จะพยักหน้ารับคำสั่งแม้จะยังลังเลใจอยู่ก็ตาม
ด้วยการที่เฉินเฉียงคือนายเหนือหัวของฮุยตู๋ ทั้งสองย่อมทำตาม
แต่ที่พวกเขาลังเลกันก็เพราะเฉินเฉียงเป็นเพียงราชาจอมพลขั้นต้นเพียงเท่านั้น แล้วโลกใบเล็กของเขาจะไปใหญ่ได้สักเท่าไหร่
เป็นเพียงตอนที่ทั้งสองได้เข้าไปในโลกใบเล็กของเฉินเฉียงอีกครั้ง แล้วใช้กระแสจิตของพวกตนตรวจสอบดู นี่ทำให้พวกเขารับรู้แล้วว่า ขนาดพวกเขาที่เป็นราชาจอมพลขั้นสูงที่มีพลังจิตที่สูงล้ำ ก็ยังไม่อาจตรวจสอบได้ว่าโลกใบเล็กของเฉินเฉียงมีขนาดเท่าไหร่กันแน่
ทำไมถึงได้ใหญ่นัก
ขนาดพวกเขาที่เป็นราชาจอมพลขั้นสูงยังมีโลกใบเล็กรวมกันแล้วก็ไม่อาจจะเทียบได้
ไม่แปลกใจเลยจริงๆว่าทำไมเฉินเฉียงถึงได้กลายเป็นนายเหนือหัวแห่งฮุยตู๋ด้วยระดับบ่มเพาะและอายุเพียงเท่านี้
ในทันทีที่ทั้งสองได้นำคนจากสามเผ่าพันธุ์ออกมาจากโลกใบเล็กเสร็จสิ้น เฉินเฉียงก็ได้พาทั้งสองออกมาจากโลกใบเล็ก
เหตุผลที่เฉินเฉียงต้องการให้คนจากทั้งสามเผ่าพันธุ์มารวมกันอยู่ในโลกใบเล็กของเขาก็เพราะโลกใบเล็กของเขามันใหญ่เกินพอที่จะจุคนทั้งโลกเอาไว้
และด้วยการที่สองคนนี้เป็นเพียงผู้บ่มเพาะระดับราชาจอมพลขั้นสูง หากต้องพบเจอศัตรู ก็คงจะเป็นการยากหากทั้งสองต้องต่อสู้โดยไม่ใช่พลังฟ้าดินจากโลกใบเล็กของตนไปได้
หลังจากที่แก้ปัญหาใหญ่ที่ยังคงค้างคาใจอยู่ได้ เฉินเฉียงก็ได้มีท่าทางเบาใจลงอย่างเห็นได้ชัดเจน
“ท่านนายเหนือหัว ผู้อาวุโสสูงสุดส่งข้ามาเพราะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นที่โลกมนุษย์”
เป็นตอนนี้ที่หยางตูเอ่ยปากพูดออกมา และมันเป็นไปตามที่เฉินเฉียงคาดการณ์เอาไว้
“เกิดอะไรขึ้น พูดมา”
เฉินเฉียงถามออกมาด้วยน้ำเสียงที่นิ่งลึก
“เมื่อประมาณหนึ่งเดือนก่อน ผู้บ่มเพาะที่ทรงพลังของโลกปีศาจกลุ่มใหญ่ได้ปรากฏตัวที่โลกมนุษย์ แล้วถามพวกเราเกี่ยวกับเขตแดนจักรพรรดิในทันทีที่พบเจอ”
“นี่ทำให้ผู้อาวุโสสูงสุดกังวลถึงสถานการณ์ของท่านนายเหนือหัวอย่างที่สุด จึงได้ส่งข้ามาเพื่อตรวจสอบสถานการณ์ฝั่งนี้”
“แต่เท่าที่ดูแล้ว เห็นท่านมีท่าทางสบายดี ผู้ใต้อาณัติผู้นี้ก็รู้สึกเบาใจ”