Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
ค้นหานิยาย
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
Sign in Sign up

ทะลุมิติมาเปิดร้านอาหารอยู่ต่างโลก : GOURMET OF ANOTHER WORLD - บทที่ 439 สหายปู้... ข้าดีใจที่ยังรอดมาเจอเจ้าอีกครั้ง

  1. Home
  2. ทะลุมิติมาเปิดร้านอาหารอยู่ต่างโลก : GOURMET OF ANOTHER WORLD
  3. บทที่ 439 สหายปู้... ข้าดีใจที่ยังรอดมาเจอเจ้าอีกครั้ง
Prev
Next

ไม่เห็นนิยายอัปเดตใช่ไหม?
>>จิ้มที่นี่ได้เลย<<

บทที่ 439 สหายปู้… ข้าดีใจที่ยังรอดมาเจอเจ้าอีกครั้ง

“เปลี่ยนไปรึ ท่านหมายความว่าอย่างไร”

หยางเหม่ยจี๋อึ้งไปพลางมองภาพที่ปรากฏบนยันต์หยกด้วยสีหน้าสับสน

มันคือภาพของปรมาจารย์เสวียนเปย นักเล่นแร่แปรธาตุไตรเมฆาแห่งหอโอสถ

ปรมาจารย์เสวียนเปยมีท่าทางกระวนกระวายและว้าวุ่นใจไม่น้อย เขาไม่คิดต่อปากต่อคำแต่กลับพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “หยุดถามแล้วรีบกลับมาเร็วๆ ดินแดนเร้นลับทะเลเมฆาใกล้จะเปิดแล้ว เจ้าต้ องเตรียมตัวให้ดีเพราะครั้งนี้ข้าจะพาเจ้าไปด้วย”

หลังจากปรมาจารย์เสวียนเปยพูดจบ ภาพของเขาก็เริ่มวูบไหวก่อนจะหายไปอย่างสิ้นเชิง

หยางเหม่ยจี๋รู้ตัวว่าไม่มีทางเลือกอื่น นางมองปู้ฟางเหมือนอยากขอโทษ

“ข้าตั้งใจมาที่ร้านเพื่อช่วยท่าน… แต่คงทำไม่ได้แล้ว เขาเป็นอาจารย์ที่ข้านับถือ” หยางเหม่ยจี๋ยิ้มพลางเอ่ยแนะนำอาจารย์

ปู้ฟางพยักหน้า ชายชราคนนั้นค่อนข้างมีพลังแก่กล้า แม้จะเห็นเพียงภาพที่ควบแน่นจากยันต์พลังปราณ แต่ปู้ฟางก็สามารถสัมผัสได้ถึงรัศมีน่าเกรงขามที่แผ่ออกมาจากตัวของอีกฝ่าย

กล่าวได้ว่าชายแก่ผู้นี้คือบุคคลที่น่าหวั่นเกรงที่สุดที่ปู้ฟางเคยเจอ

“อาจารย์ของข้าคือยอดฝีมือที่ทำลายโซ่ตรวนขั้นเซียนเทพได้สามชิ้น เป็นนักเล่นแร่แปรธาตุไตรเมฆา แถมมีสถานะสูงส่งในเมืองหมอกนภา” หยางเหม่ยจี๋พูดอย่างร่าเริง ก่อนจ้องปู้ฟางเป็นก การขอโทษครั้งสุดท้าย

“ข้าต้องกลับหอโอสถแล้ว… อ้อ! จริงสิ อาจารย์บอกว่าเมืองหมอกนภากำลังจะเปลี่ยนไป แปลว่าต้องมีเรื่องสำคัญเกิดขึ้น เจ้าต้องระวังตัวด้วย”

ปู้ฟางพยักหน้าก่อนหาวอย่างเกียจคร้าน แล้วเดินกลับเข้าครัวเพื่อฝึกทักษะการทำอาหารต่อ

หยางเหม่ยจี๋ขำออกมาน้อยๆ ก่อนหันหลังแล้วเดินออกจากร้านอาหารหมอกเมฆามุ่งหน้าไปที่หอโอสถ นางกระวนกระวายใจเล็กน้อยเพราะจำสิ่งที่หนานกงอู๋เชวียพูดได้ขึ้นใจ ‘มุ่งมั่นและเป็นนัก กเล่นแร่แปรธาตุทวิเมฆาให้ได้ แล้ววันหนึ่งเราอาจจะได้ดวลกัน’

โอ้! น่าอายชะมัด!

หยางเหม่ยจี๋คิดเรื่องนี้แล้วเผลอกำหมัดแน่นพลางยกขึ้นปิดใบหน้าแล้ววิ่งออกไป

หลายคนบนถนนเห็นท่าทางของนาง ทั้งหมดรู้สึกขนลุกขนชัน คนผู้นี้… ไม่เต็มเต็งหรืออย่างไร

….

ภายในวงแหวนปราณเคลื่อนย้ายของเมืองหมอกนภา ลำแสงวูบวาบปลดปล่อยรัศมีรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป

คนแปลกหน้าจำนวนมากเดินออกจากวงแหวนปราณเคลื่อนย้าย ทุกคนแผ่รัศมีทรงพลังอย่างยิ่งยวดซึ่งดูเหมือนจะสามารถแหวกอากาศออกจากกันได้ สายตาของพวกเขาเย็นเยียบ ในรูม่านตาเหมือนมีประกายแสงวู บวาบเล็กๆ

“นี่คือหอโอสถของเมืองหมอกนภารึ เป็นเมืองที่โชคดีจริงๆ มีวงแหวนปราณเคลื่อนย้ายเพื่อไปยังดินแดนเร้นลับตั้งอยู่ด้วย” คนเดินนำหน้าเอ่ยปาก รัศมีที่แผ่ออกมาน่าเกรงขามอย่างยิ่ง

ชายคนนี้สวมเสื้อคลุมสีขาวและสีน้ำเงิน เขามีปอยผมสีขาวบนหน้าผากซึ่งตัดกับผมสีดำสนิทอย่างชัดเจน

“ในเมื่อสำนักพลับพลาวายุและอสนีของข้ามาถึงที่นี่แล้ว ข้าเซียวจ่างอวิ้น ต้องชิงสิทธิ์เข้าดินแดนเร้นลับมาได้อย่างแน่นอน”

เขายกมุมปากขึ้นยิ้มยิงฟัน

สำนักพลับพลาวายุและอสนีคือหนึ่งในสำนักชั้นนำของทวีปมังกรซ่อนเร้น เป็นสำนักที่ไม่อ่อนด้อยไปกว่าวังโอสถและสำนักมหาพิภพเลย

หลังออกจากวงแหวนปราณเคลื่อนย้าย คนกลุ่มนี้ก็เดินหน้าเข้าเมืองด้วยท่าทางน่าเกรงขาม

ไม่นานหลังจากนั้น วงแหวนปราณเคลื่อนย้ายก็ส่องแสงออกมาอีกครั้ง รัศมีน่าขนลุกชวนชิงชังระเบิดออกจากวงแหวนปราณ จากนั้นคนกลุ่มหนึ่งก็ก้าวเท้าออกมา

คนเหล่านี้สวมเสื้อคลุมสีดำสนิทจนดูเหมือนถูกความมืดมิดห่อหุ้มกลืนกิน สีหน้าของพวกเขาคลุมเครือมองเห็นไม่ชัด แต่ละคนแบกหีบใบใหญ่ไว้บนหลัง หีบเหล่านี้สลักวงแหวนปราณที่มีควา ามลึกลับและล้ำลึกมากมาย ก่อเกิดเป็นคลื่นพลังผันผวนแปลกประหลาด

ฟิ้ว! ฟิ้ว!

พวกเขาไม่พูดจาพาที แต่ลำแสงสีแดงสดก็แผ่พุ่งออกมาจากใบหน้า มันสะท้อนออกมาจากดวงตาของพวกเขานั่นเอง

รัศมีอันน่าขนลุกและมืดมนทำให้คนที่อยู่รอบๆ วงแหวนปราณเคลื่อนย้ายรู้สึกอึดอัด

เหล่ายอดฝีมือของสำนักหุ่นเชิด… มาถึงแล้ว

กลุ่มคนที่สวมเสื้อคลุมสีดำเดินออกมา แต่ละคนแผ่รัศมีสีดำทะมึนซึ่งทำให้สิ่งรอบข้างมืดมนไป เหล่ายอดฝีมือของสำนักหุ่นเชิดกวาดดวงตาสีแดงมองไปรอบๆ ทันทีที่เห็นหอสูงตระหง่านในเมือง งหมอกนภา พวกเขาก็หัวเราะออกมาด้วยเสียงแหบห้าว

เสียงหัวเราะของพวกเขาฟังเหมือนเสียงโลหะเสียดสีกัน ทำให้ผู้ที่ได้ยินขนลุกขนชันด้วยความกลัว

ไม่นานหลังจากเหล่ายอดฝีมือของสำนักหุ่นเชิดเดินออกไป วงแหวนปราณเคลื่อนย้ายก็เปล่งแสงอีกครั้ง มีคนอีกกลุ่มหนึ่งปรากฏตัว คนกลุ่มนี้มีร่างกายกำยำและแข็งแรง พวกเขาแผ่รัศมีทรงพลั งออกมา

เหล่ายอดฝีมือของสำนักมหาพิภพมาถึงแล้ว

ผู้นำทัพของเหล่ายอดฝีมือสำนักมหาพิภพแบกกระบี่ศิลาเล่มใหญ่ไว้บนหลัง กระบี่ศิลาไร้คมก็จริง แต่ทุกคนล้วนสัมผัสได้ถึงพลังกระบี่ที่แผ่พุ่งออกมา เสมือนว่ามันสามารถฟันทุก กอย่างสะบั้นได้

…..

บรรดายอดฝีมือของตระกูลหลินและตระกูลจางมายืนหน้าทางเข้าเมืองหมอกนภาสักพักแล้ว ยอดฝีมือกลุ่มนี้สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อยเมื่อเห็นคนกลุ่มใหม่หลายกลุ่มเร่งรุดมายังทางเข้าเมือง ง

พวกเขาล้วนเป็นยอดฝีมือของสำนักชั้นนำทั้งสิ้น แม้ว่ายอดฝีมือเหล่านี้จะไม่ใช่ระดับชั้นนำในสำนักตัวเอง แต่ยังถือว่ามีสถานะที่โดดเด่น

ตระกูลหลินต้อนรับเหล่ายอดฝีมือของสำนักพลับพลาวายุและอสนีอย่างสมเกียรติและอบอุ่นเพราะชื่อเสียงของสำนักนี้เป็นที่เลื่องลือไปทั่วทวีป

ยิ่งกว่านั้น หนึ่งในยอดฝีมือก็คือเซียวจ่างอวิ้น อัจฉริยะรุ่นเยาว์จากของสำนักพลับพลาวายุและอสนี ที่ทำลายโซ่ตรวนขั้นเซียนเทพไปได้แล้วถึงสองชิ้น

ส่วนตระกูลจางให้การต้อนรับสำนักหุ่นเชิด

ตระกูลจางค่อนข้างกริ่งเกรงความร้ายกาจและน่าเกรงขามของยอดฝีมือจากสำนักหุ่นเชิดที่หลงใหลในการใช้หุ่นเชิด

มีข่าวลือว่ายอดฝีมือของสำนักหุ่นเชิดสร้างหุ่นเชิดที่แกร่งกล้าจากซากศพของยอดฝีมือคนอื่นๆ ลือกันถึงขนาดที่ว่าเพื่อทำให้หุ่นเชิดเหล่านี้แข็งแกร่ง ยอดฝีมือของสำนักหุ่นเชิดจึงอ ออกขุดสุสานของยอดฝีมือที่จากไปเกือบทุกคนบนทวีป ซากศพของพวกเขาถูกลากขึ้นมาแล้วหลอมเป็นหุ่นเชิด

ช่างอำมหิตและชั่วร้ายเหลือเกิน

แม้ว่าวังโอสถจะไม่ได้มีความสัมพันธ์อันดีกับเหล่ายอดฝีมือของสำนักมหาพิภพ แต่ตระกูลใหญ่บางตระกูลของเมืองหมอกนภาก็มาต้อนรับพวกเขาอย่างอบอุ่น

บรรดายอดฝีมือที่มาใหม่จากหนึ่งในสำนักชั้นนำของทวีปเข้าพักที่มุมหนึ่งของเมืองหมอกนภา

บรรยากาศของเมืองหมอกนภาเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมและตึงเครียด เมืองโอสถอีกสองแห่งคือเมืองโอสถนภาและเมืองแสงนภาก็ส่งยอดฝีมือมาด้วยเช่นกัน นั่นเพราะเหตุการณ์สำคัญครั้งนี้เกี่ยวข้อ องกับดินแดนเร้นลับ

พวกเขาจำต้องส่งคนมาเพราะดินแดนเร้นลับมีสมบัติเหลือคณานับ ทั้งโอสถพลังปราณที่ไม่มีสิ่งใดเทียบเท่า ทั้งเหมืองผลึก ทั้งวัตถุดิบชั้นเซียน สมบัติโลก และน่าจะมีแม้กระทั่ง… เปลวเพ พลิงอัคนีแห่งสวรรค์และปฐพี

ดังนั้นทุกคนจึงไม่อาจปล่อยผ่านสถานที่แห่งนี้ได้ เพราะเกือบทุกสิ่งอาจพบได้ในดินแดนเร้นลับ

วงแหวนปราณเคลื่อนย้ายส่องสว่างอีกครั้งก่อนจะเปล่งแสงอร่ามออกมา

ทว่าครั้งนี้ผิดจากครั้งก่อนๆ วงแหวนปราณเคลื่อนย้ายเจิดจ้าขึ้นด้วยแสงที่เย็นเยียบน่าขนลุก แสงนั้นมีสีแดงเหมือนเลือด ภายในวงแหวนปราณเคลื่อนย้ายปรากฏร่างสองร่าง ทั้งคู่สวมเสื้อค คลุมสีแดงเลือด กลิ่นคาวเลือดแผ่ออกมาจากพวกเขาและอบอวลไปทั่ว

“หมีซา… เจ้าแน่ใจหรือว่ารัศมีของหอคอยอสุราปรากฏอยู่ภายในดินแดนเร้นลับจริงๆ” คนสวมเสื้อคลุมสีแดงเลือดทางซ้ายมือถามคนข้างๆ

คนถูกถามเพียงยิ้มน้อยๆ ก่อนตอบว่า “ประสาทสัมผัสของข้าไม่เคยพลาด หลังจากเจ้าคนทรยศต้วนหลิงขโมยหอคอยอสุราไป เขาก็ปิดรัศมีของหอคอย ไม่นานมานี้รัศมีของหอคอยเล็ดลอดออกมาครั้ งหนึ่ง แต่หลังจากนั้นข้าก็ไม่อาจแกะรอยมันได้อีก

“ทว่าเมื่อหลายวันก่อน ตอนอยู่ในเมืองโบราณอสุรา ข้าสัมผัสได้ถึงความผันผวนรุนแรงจากหอคอยอสุรา นั่นหมายความว่าหอคอยอสุราอยู่ในดินแดนเร้นลับ”

หมีซาเงยหน้าขึ้น ผมสีดำสนิทของเขาสยายเบาๆ

…

ในคุกใต้ดินที่มืดมิดและอับชื้นของตระกูลหนานกง ร่างร่างหนึ่งถูกตรึงไว้กับตะแลงแกงโลหะ โซ่เย็นเฉียบบนตะแลงแกงเจาะทะลุร่างของคนผู้นี้ ทำให้มีเลือดหยดเป็นทาง

ศีรษะของหนานกงอู๋เชวียห้อยต่องแต่ง ผมสีแดงลู่ติดอยู่กับผิวหนัง เขาหอบหายใจแผ่วและลืมตาได้เพียงครึ่งเดียว หนานกงอู๋เชวียสัมผัสได้ว่าพลังรัศมีของตนกำลังอ่อนแรงลง พลัง ปราณเที่ยงแท้ในจุดตันเถียนพลุ่งพล่านไม่หยุดอยู่ ทำให้เขาเจ็บปวดเหลือใจ เสมือนว่าร่างกายกำลังถูกแทงด้วยเข็มจำนวนนับไม่ถ้วน

ร่างของเขาถูกตรึงกับตะแลงแกงโลหะ โซ่เจาะทะลุตัวของเขาทำให้หมดสิ้นพลังทั้งปวง

เมื่อเปลวเพลิงอัคนีแห่งสวรรค์และปฐพี เปลวเพลิงราชันเก้าโลกันตร์ซึ่งอยู่ภายในแก่นพลังของเขาถูกหนานกงเสวียนเฮ่ออถอนออกไป พลังปราณของเขาก็แทบจะง่อยเปลี้ย

บัดนี้สภาพของหนานกงอู๋เชวียไม่เหลือพลังรัศมีและเค้าความเกรียงไกรเฉกเช่นในอดีตอีกต่อไป

ตอนนั้นเองประตูคุกใต้ดินก็เปิดออกพร้อมเสียงดังเอี๊ยด แสงสว่างลอดเข้ามาส่องกระทบร่างของหนานกงอู๋เชวีย ทำให้เขาระคายเคืองตาจนต้องร้องครางออกมา หลายคนเดินผ่านประตูเข้ามา

หนานกงหวั่นรู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่าเมื่อเห็นสภาพของบุตรชายคนโตแห่งตระกูลหนานกงในตอนนี้ นางรู้สึกเหมือนมีเลือดหยดจากหัวใจเพราะความเจ็บปวด เขายังเป็นพี่ชายที่เย่อหยิ่งและชอบ บทำตัวตลกไร้สาระของนางอยู่หรือเปล่า เหตุใดคนพวกนั้นจึงทำกับเขาเช่นนี้

หนานกงหวั่นโกรธจนแทบระเบิดออกมา

กระนั้นก็ดีหนานกงเสวียนอิงที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ไม่คนที่นางจะเอาชนะได้

นางรู้สึกท้อแท้และเศร้าใจ ได้แต่เพียงมองหนานกงอู๋เชวียด้วยดวงตาแดงก่ำ

หนานกงอู๋เชวียเหมือนสัมผัสถึงสายตาของนางได้ เขาเงยหน้ามองใบหน้าที่งดงามอย่างสุดซึ้งของหนานกงหวั่น และอดไม่ได้ที่จะแอบโล่งอกอยู่ในอก

ใบหน้าซีดเซียวและมีเลือดโชกเผยรอยยิ้มฝืดฝืน

มันเหมือนเขาพยายามบอกอีกฝ่ายว่าตนยังเป็นพี่ชายตัวตลกของนางดังเดิม

อย่างไรก็ดีในตอนนี้สองพี่น้องเองก็ไม่แน่ใจว่ามันยังเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่

“ผู้อาวุโสลำดับสอง ข้าขอพูดกับเขาตามลำพังได้หรือไม่” หนานกงหวั่นเอ่ยถามหนานกงเสวียนอิงอย่างเย็นชา แอบซ่อนความเศร้าโศกและเสียใจเอาไว้

หนานกงเสวียนอิงขมวดคิ้วตั้งใจจะปฏิเสธคำขอร้องนั้น

“หึๆ เขามีสภาพเช่นนี้ไปแล้ว ยังมีอะไรให้ต้องกลัวอีก” หนานกงหวั่นพูดพลางมองหนานกงเสวียนอิงด้วยสายตาเดียดฉันท์

“เจ้าพูดถูก ตระกูลหนานกงอยู่ในเงื้อมมือของพวกเราสามพี่น้องแล้ว มีอะไรให้ต้องกลัวอีก”

หนานกงเสวียนอิงขยับยกยิ้มปากแล้วเดินจากไปโดยไม่พูดจา หลังออกจากคุกใต้ดิน เขาก็ถอนหายใจเบาๆ ยืนเอามือไพล่หลังอยู่ตรงนั้น มีร่องรอยความเหนื่อยล้าปรากฏให้เห็น

ไม่นานหลังจากนั้น ประตูคุกใต้ดินก็เปิดออก หนานกงหวั่นเดินออกมา

“ไปเถอะ” นางพูดด้วยสีหน้าไร้อารมณ์

หนานกงเสวียนอิงมองหญิงสาวด้วยสายตาล้ำลึกก่อนเดินออกจากคุกใต้ดิน หลังจากผู้คุมเข้ามาในคุกใต้ดินและเห็นหนานกงอู๋เชวียยังถูกตรึงด้วยตะแลงแกงโลหะ พวกเขาก็สบายใจขึ้นแล้วกล ลับไปทำงานต่อ

หนานกงอู๋เชวียเงยหน้าเล็กน้อย ก่อนจะแสยะยิ้มมุมปาก

“น้องรัก… เพลิงสังเคราะห์ของเจ้าก้าวหน้าไปมากจริงๆ”

กร้วม…

หนานกงอู๋เชวียกัดโอสถที่อยู่ในปาก หลังจากนั้นพลังปราณในโอสถก็ปะทุออกมาและขยายใหญ่ขึ้น มันส่งพลังฉีกทึ้งที่น่าสะพรึงกลัวออกมาและทำให้ร่างกายของเขาย่ำแย่ลงยิ่งกว่าเดิม

วงแหวนปราณเคลื่อนย้ายที่ซ่อนอยู่ในโอสถเม็ดนี้มีพลังรุนแรงมหาศาล

นี่คือแผนการที่อันตรายที่สุด แต่หนานกงหวั่นก็ต้องใช้วิธีนี้เพราะไม่เหลือทางเลือกอื่น

ไม่มีใครรู้ว่าหนานกงอู๋เชวียจะถูกพลังปราณฉีกกระชากร่างเป็นชิ้นๆ ระหว่างการเคลื่อนย้ายหรือว่ารอดออกไปได้

แสงเข้าปกคลุมภายในวงแหวนปราณเคลื่อนย้าย หนานกงอู๋เชวียกระอักเลือดอย่างต่อเนื่องแต่ยังคงหัวเราะเบิกบาน แววตาของเขามีความบ้าคลั่งเจืออยู่

แสงสว่างหายวับไปพร้อมเสียง ‘หวือ’ ดังสนั่น ร่างของหนานกงอู๋เชวียหายไปพร้อมตะแลงแกงโลหะเย็นยะเยือก

ตอนนั้นเองเหล่าผู้คุ้มคุกใต้ดินต่างก็แตกตื่นกับภาพที่เห็นก่อนส่งเสียงเอะอะโวยวายดังลั่น

หนานกงอู๋เชวีย… หนีไปแล้ว!

ในร้านอาหารหมอกเมฆา หลังจากฝึกทักษะการทำอาหารแล้ว ปู้ฟางก็ยืดเส้นยืดสายก่อนเดินออกจากครัว ทันใดนั้นก็เกิดความผันผวนรุนแรงไปทั่วทั้งร้าน

ปู้ฟางตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันนี้ เขาเงยหน้ามองต้นตอของความผันผวน

วงแหวนปราณปรากฏขึ้น ร่างสภาพดูไม่จืดตกลงมาฟาดกับพื้นเสียงดังสนั่น

ปู้ฟางตกตะลึง มันเกิดบ้าอะไรขึ้น

ชายผู้นั้นขยับตัวเล็กน้อย เสียงอ่อนแรงเล็ดลอดออกมา

“สหายปู้… ข้าดีใจที่ยังรอดมาเจอเจ้าอีกครั้ง”

>กลับหน้าหลักHOMEจิ้ม<

Prev
Next

Comments for chapter "บทที่ 439 สหายปู้... ข้าดีใจที่ยังรอดมาเจอเจ้าอีกครั้ง"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Aileen Novel
  • หน้าหลัก HOME
  • COOKIE POLICY

© 2020 - 2023 ไอรีนโนเวล นิยายอ่านฟรีทุกวัน เว็บอ่านนิยาย pdf ไอรีนโนเวล “aileen-novel.online” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน นิยายชื่อดัง ตอนล่าสุด "ฮณ๊ฯดฯฌซ, อ่านฟรี อ่านเพลินอ่านทั้งวันกับไอรีนโนเวลออนไลน์

Sign in

Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Sign Up

Register For This Site.

Log in | Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Lost your password?

Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย