ครูเจ้าเสน่ห์คนนี้ประธานจอง - บทที่ 705 ชีวิตของคุณเป็นยังไงบ้าง
นีรดายังคงหลับสนิท จะตื่นตอนไหนก็ไม่รู้ เธอจะไปโรงพยาบาลเป็นระยะๆ
แต่ละวันผ่านไปอย่างธรรมดาน่าเบื่อ ปราศจากมรสุมใดใด แต่นาโนสามารถรับรู้ได้ชัดเจนว่ามีบางสิ่งบางอย่างกำลังเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาในร่างกายเธอ
เช่นความอวดดี เฉียบคม อีกทั้งท่าทางโหดร้ายน่ากลัวดั่งเก่า
ดึกคืนนี้ หลังจากที่ทำอาหารค่ำเสร็จก็เป็นเวลาสามทุ่มกว่าแล้ว อีกทั้งฝนยังตกกระหน่ำบาร์บี้ก็ไม่ได้พกร่มไปอีกด้วย
ดนัยเอ่ยปาก “ผมไปส่งคุณกลับบ้าน”
“ข้างนอกยังมีรถแท็กซี่ คุณไปส่งฉันที่ร้านอาหารหน่อยค่ะสมุดบัญชีตกอยู่ที่นั่น”
นาโนสวมกระโปรงสีแดงยาวเดินออกมา
ดนัยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยจ้องมองเธอ “บัญชีพรุ่งนี้ค่อยคิดก็ได้ ตอนนี้เรียกแท็กซี่ยากนะ”
บาร์บี้โบกมือเรียก
“ไม่เป็นไรค่ะ แค่ท่านประธานให้ฉันยืมร่มซักคันก็พอแล้วค่ะ ตอนนี้ยังไม่ดึกมากรถแท็กซี่ยังเรียกได้ง่ายอยู่ค่ะ”
ดนัยหยิบกุญแจรถเดินไปทางด้านนอกอพาร์ทเม้นท์ ความหมายที่ต้องการสื่อนั้นแสดงออกมาชัดเจน
ทว่าบาร์บี้ยังคงยืนอยู่ที่เดิม ลังเลใจไม่รู้ว่าทำอย่างไรถึงจะดี
นาโนยักคิ้ว รีบเดินไปอย่างรวดเร็วคว้ากุญแจในมือของดนัยพร้อมเผชิญหน้ากับเขา
บรรยากาศเครียดและหดหู่ขึ้นมาทันที บาร์บี้จึงรีบกล่าวลาและเดินจากไปคนเดียวทั้งที่ยังไม่ได้หยิบร่ม
ดนัยพูดว่า “ทำไมเธอถึงโหดร้ายน่ากลัวอย่างนี้”
“ฉันก็โหดร้ายแบบนี้มาตลอด คุณไม่รู้เลยหรือไง”
นาโนโยนกุญแจรถกลับไปบนโต๊ะกาแฟ หลังจากโยนไปก็เกิดเสียงดังชัดเจน
“ไม่มีเหตุผล!” ดนัยขมวดคิ้ว
“ทำไม ปวดใจหรือไง?”
นาโนยิ้มเยาะ พร้อมส่งกุญแจกลับไปให้เขา
“ไปตามสิ ตอนนี้ยังคงอยู่ใต้ตึกนั่นแหละ รีบไปซะ คุณจะได้ไม่ต้องเปียกฝนทำไมไม่ไปล่ะ หรือว่าจะให้ฉันไป?”
เธอเอามือกอดอก ชุดสีแดงพลิ้วไหว มองเขาด้วยรอยยิ้มหวาน กุญแจที่อยู่ในมือยังคงสั่นเบาๆ
เมื่อลืมตาขึ้น ดนัยไม่ได้หยิบกุญแจ และก็ไม่ได้ลงจากตึกไปตามบาร์บี้ แต่กลับหันกลับไปยังห้องอ่านหนังสือ
นาโนยิ้มเยาะ ทั้งยังไม่ยอมจบเรื่อง ย่างเท้าเดินตามดนัยไป
เขานั่งอยู่ที่โต๊ะเรียบร้อยแล้ว พร้อมหยิบเอกสารที่เอากลับมาจากบริษัท หยิบปากกาออกมาเซ็นชื่ออย่างกระฉับกระเฉง
“คืนนี้กลับมานอนที่ห้องนอนด้วย!”
นาโนยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงาน ดวงตาของเธอจับจ้องไปยังดนัยพร้อมเอ่ยพูด
“ผมจะนอนห้องหนังสือ”
ดนัยยังคงเซ็นชื่อไม่เงยหน้าขึ้น
นาโนยกขาเดินไป หยิบเอาเอกสารในมือดนัยโยนทิ้งไป
“คุณจะใช้ชีวิตแบบนี้ไปจนถึงเมื่อไหร่กัน?หนึ่งเดือน สองเดือน หรือหนึ่งปี หรือว่าสองปีกัน?”
ดนัยไม่พูดตอบ ยกแก้วน้ำบนโต๊ะขึ้นมาจิบน้ำอุ่น
“ความอดทนของฉันมันมีจำกัดนะ อีกอย่างนะที่คุณแม่เป็นลมสลบไปมันเป็นความผิดของฉันก็จริงอยู่ แต่ว่าฉันไม่ใช่ต้นเหตุของเหตุการณ์นี้ และฉันก็ไม่ใช่คนผิดด้วย ดนัยทำไมคุณถึงทำกับฉันอย่างนี้?”
อารมณ์ร้อนเหล่านั้นของนาโนในที่สุดก็ระเบิดออกมา
“ทุกวันที่ร้านอาหารตั้งแต่เช้าจรดเย็นฉันเหนื่อยมากจริงๆ แม้แต่ขาของฉันก็ยังแข็ง พอกลับมาถึงอพาร์ทเม้นท์ยังต้องมามองหน้าตายกับท่าทางไม่แยเสของคุณอีก ตกลงฉันทำผิดอะไรกันแน่?”
งานผสมวัตถุดิบที่ร้านอาหารนีรดาทำมาสิบกว่าปีแล้ว ไม่เคยจะเอ่ยถึงความลำบากหรือความเหนื่อยล้าเลยสักนิด แต่เธอมาทำได้เพียงเดือนเดียวเท่านั้น…
ดนัยยี่ตาเล็กน้อย หลังจากนั้นเอ่ยปากพูด “เธอไม่ได้ทำผิด คนที่ทำผิดน่ะคือผม ผมกำลังทำโทษตัวเองอยู่”
“คุณคิดว่าคุณพูดแบบนี้แล้วฉันจะเชื่อเหรอ ในใจของคุณยังเต็มไปด้วยการกล่าวโทษและต่อว่าฉัน เพียงแต่คุณแน่ใจใช่ไหมว่าต้องการให้ระหว่างเรามันเป็นแบบนี้ต่อไป?”
ต้องการให้มันเหินห่าง เย็นชา ใช้ชีวิตอย่างคนแปลกหน้าที่ยิ่งกว่าคนแปลกหน้าจริงๆเหรอ?
ในคืนนั้น ไม่รู้ว่าเพราะผลจากประโยคไหน ทั้งยังไม่รู้ว่าดนัยกำลังคิดอะไรอยู่กัน เอาเป็นว่าคืนนั้นทั้งสองคนก็ได้นอนบนเตียงเดียวกัน
แต่ก็แค่นอนบนเตียงเดียวกันเท่านั้น ไม่ได้พูดคุยหรือข้ามเขตใดใด
ใช้ชีวิตอย่างแสนธรรมดาน่าเบื่อ สถานการณ์ระหว่างทั้งสองคนถึงแม้จะมีการเปลี่ยนแปลง อาศัยในอพาร์ทเม้นท์ด้วยกัน แต่น้อยนักที่จะพูดคุยกัน
นาโนก็รู้สึกว่าช่วงเวลาที่ตัวเองได้เข้ามานี้ยิ่งนานวันก็ยิ่งเหนื่อย ไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่มีชีวิตชีวา งานในร้านเธอก็เริ่มที่จะทนไม่ไหวแล้ว
ยู่ยี่นัดเจอเธอที่ร้านอาหาร ช่วงนี้เธอกลับจากเฮทเคมายังเมืองS และแพลนว่าจะอยู่ที่นี่สักพัก
พอได้เห็นนาโนยู่ยี่ก็พูดอย่างประหลาดใจ “ทำไมเธอถึงผอมแห้งแบบนี้?”
“ถูกทารุณนะซิ!”
นาโนกัดริมฝีปากแดงพร้อมนั่งลง
“ถูกคุณดนัยของเธอทารุณหน่ะเหรอ?”
ยู่ยี่กะพริบตาแสดงความคิดอันชั่วร้าย ความหมายของสิ่งที่เธอพูดนั้นลึกซึ้ง
“ถุย!”
นาโนถ่มน้ำลายใส่เธอด้วยความโกรธอย่างไม่ลังเล
“ฉันก็อยากให้เขาทารุณฉันอย่างนั้นเหมือนกัน ถ้าจะให้ดีก็ทารุณจนฉันลงจากเตียงไม่ได้ไปเลย!”
ยู่ยี่ต่อว่าอย่างแผ่วเบาด้วยรอยยิ้ม “หน้าไม่อาย”
แต่นาโนกลับไม่คิดเช่นนั้น “ดูจากหน้าที่แดงก่ำเหมือนดอกท้อของเธอแล้ว คุณฉันทัชให้ความสบายกับเธอไม่น้อยเลยใช่ไหม?”
เธอยิ้มอ่อนตีเธอเบาๆ แล้วยื่นถุงให้เธอ “นี่ของเธอ”
ด้านในเป็นเดรสยาวสีขาวตัวหนึ่ง ผ้าคลุมบางยังประดับไปด้วยพู่อยู่ข้างบน สวยงามมาก
“โอ้โห สวยจริงๆ”
นาโนชอบมาก ยู่ยี่ก็ดีใจ “ตอนที่เห็นชุดนี้ตอนแรกนะก็คิดเลยว่าถ้าเธอใส่จะต้องสวยมากแน่นอน เพราะงั้นฉันก็เลยตั้งใจซื้อมาให้เธอ”
นาโนยิ้มพูด “ยังคงเป็นที่รักที่รู้ใจฉัน ถ้าใส่เดรสนี้แล้วจะต้องเหมือนเทพธิดาแน่ๆ”
จากนั้นเชอร์รีนก็โทรศัพท์เข้ามาบอกว่า “คืนนี้ไปเจอกันหน่อยเถอะ ไม่ต้องดื่มก็ได้นะ”
ทั้งสองคนตอบตกลงในทันที
นาโนถาม “ใช้ชีวิตที่เฮทเคเป็นอย่างไรบ้าง”
ยู่ยี่ตอบ “ดีมากๆเลย”
ลูกฉันก็แทบจะไม่ต้องอุ้มเองเลย ทั้งตระกูลยศณะราคินประคบประหงมอย่างกับไข่ในหิน ประคองไว้ในมือกลัวว่าจะตกแตก
พอได้ฟังเพื่อนซี้มีความสุขแบบนี้ นาโนก็มีความสุขไปด้วย ตอนนั้นที่เตะหัสดินชายชั่วไปจากชีวิตดูท่าแล้วจะคิดถูกจริงๆ
นั่งอยู่ที่ร้านอาหารสักพักหนึ่ง นาโนก็พายู่ยี่ไปที่ร้านอาหาร งานที่ร้านอาหารเธอก็ยังทำไม่เสร็จ หมดหนทาง
สรุปแล้วยู่ยี่ก็นั่งอยู่ที่นั่นดูทีวีผ่านแท็บเล็ต แต่นาโนก็คือต้องนั่งบดส่วนผสม หยาดเหงื่อปรากฏบนหน้าผากเธอเนื่องจากความร้อน
ยู่ยี่ไม่เคยเห็นมาก่อนว่านาโนก็มีด้านนี้อยู่เหมือนกัน เธอแอบเศร้าและเจ็บปวดในใจเล็กน้อย
ส่วนผสมเยอะมากๆ แม้แต่จะยืดเอวให้ตรงนาโนก็ยังทำไม่ได้ ใช้เวลาตั้งนานกว่าจะฟื้นคืนกลับมาได้ แล้วเธอยังจะต้องรีบเอาไปแจกจ่ายให้แต่ละสาขาอีก
ผู้จัดการหยิบใบเสร็จรับเงินมาให้เธอตรวจเช็ก นาโนคิดจะตรวจเช็กช้าสักวันหนึ่ง เพราะนานๆทีกว่ายู่ยี่จะกลับมาสักครั้ง
หลังจากนั้นเธอจึงขับรถพายู่ยี่ไปร้านเสริมสวย แต่งหน้าทำผม
นาโนเป็นลูกค้าประจำของที่นี่มานาน พอเห็นเธอจึงประหลาดใจมากว่าช่วงนี้นาโนกำลังยุ่งอะไรอยู่ถึงไม่ได้มาที่นี่นานหลายเดือนแล้ว