ครูเจ้าเสน่ห์คนนี้ประธานจอง - บทที่ 649 จะต้องผ่านบททดสอบนี้ไปให้ได้
บทที่ 649 จะต้องผ่านบททดสอบนี้ไปให้ได้
คิดอยู่สองสามวินาที ในที่สุดอาคิระก็ส่งเสียงออกมา : “ได้ครับ”
พนาวันพูดขึ้นมา : “สาบาน”
อาคิระจ้องมองเธอ : “จะต้องสาบานด้วยเหรอ?”
“ใช่ค่ะ”
“โอเค ผมสาบาน ไม่ว่าครั้งนี้พนาวันจะฝืนต่อได้หรือเปล่า ผมก็จะมีชีวิตอยู่ต่อไป ดูแลหมีพูลให้ดี จะไม่มีความคิดอื่นๆ ไม่อย่างนั้นขอให้ฟ้าผ่าตาย!”
และไม่นาน พนาวันก็หลับไปอีกครั้ง
อาคิระนั่งพิงอยู่ตรงหัวเตียง ไม่ได้หลับเลยทั้งคืน
หมีพูลทั้งรู้สึกดีใจและเสียใจ ดีใจที่เขามีแม่แล้ว และเสียใจที่แม่ไม่สบาย
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ฟ้าเพิ่งจะสว่าง เขาก็ลากตัวอาคิระไปวัดที่อยู่ใกล้ๆ ไปขอยันต์คุ้มครองให้ปลอดภัย
และยังขอพรจากพระโพธิสัตว์อีกด้วย!
ขอเพียงแค่แม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ เขาจะมาไหว้ในทุกๆปีอย่างแน่นอน
หลังจากนั้น อาคิระก็ได้มาเห็นกับความร้ายกาจของอาการป่วยโรคมะเร็งกับตาของตัวเอง
ในเวลาเพียงสั้นๆ พนาวันก็ผอมลงไปมาก แม้แต่แก้มก็ตอบลงมากอีกด้วย
ไม่ว่าจะเป็นตอนกลางวันหรือตอนกลางคืน เขาไม่กล้าหลับเลย คอยจ้องมองเธออยู่ตลอดเวลา
แม้กระทั่ง เวลาส่วนมากก็จะกอดเธอจนหลับไป เพียงแค่เธอมีการเคลื่อนไหวเพียงนิดเดียว ก็จะตื่นขึ้นมาทันที
พนาวันรู้สึกสงสารจับใจ จะเกลี้ยกล่อมอย่างไร เขาก็ไม่ฟัง
ดวงตาหมองคล้ำของอาคิระนั้นนับวันยิ่งหนักขึ้นเรื่อยๆ และผอมลงไปไม่น้อยเลยด้วยเช่นกัน
ฉันทัชเห็นแล้ว
ก็ทำได้เพียงให้คนรับใช้คอยส่งของบำรุงมาให้ในทุกๆวัน พลางกำชับ : “คนที่หมีพูลจะสามารถพึ่งพิงได้ก็มีเพียงแค่พวกนายสองคนเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม
จะต้องยืดหยัดไปให้ได้จนถึงที่สุด จะล้มไม่ได้นะ”
ริมฝีปากของอาคิระโค้งขึ้น : “วางใจเถอะ”
พนาวันเองก็หัวเราะออกมาเบาๆเช่นกัน : “ฉันจะสู้นะ!”
ทั้งสองคนผ่านในทุกๆวันไปอย่างเงียบสงบ มีลงไปข้างล่างบ้างเป็นบางครั้งบางคราว ชีวิตเป็นไปอย่างสบายใจและอิสระ
ค่อยๆเป็นค่อยๆไป แม้แต่อารมณ์ของพนาวันก็ดีขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน
วันนี้ศาสตราจารย์เข้ามาในห้องพักผู้ป่วยพลางเอ่ยขึ้น :
“ตอนนี้มีการค้นคว้าวิจัยยาชนิดนึง เป็นยาภูมิคุ้มกันตัวล่าสุด เพียงแต่ยังไม่ได้มีการเอามาทดลอง
คุณอาคิระจะลองเสี่ยงดูไหมครับ?”
คิ้วของอาคิระขมวดเข้าหากัน ไม่สามารถตัดสินใจได้เลย
แต่พนาวันนั้นกลับตรงไปตรงมาเป็นอย่างมาก : “ได้ค่ะ”
“ถ้าหาก มีผลข้างเคียงล่ะครับ?”
พนาวันเอ่ยขึ้น : “ฉันเชื่อพวกเขาค่ะ”
อาคิระไม่ยอม ถ้าหากเกิดปัญหาขึ้นมา ถึงตอนนั้นจะมาเสียใจทีหลัง เขาอยากจะรักษาเอาไว้
แต่พนาวันมีความมุ่งมั่นมาก อาคิระทำใจไม่ได้แต่ก็ทำได้เพียงต้องยอม
เป้าหมายของเขาในตอนนี้ก็คือทำให้ทุกๆวันของเธอผ่านไปอย่างมีความสุข
และนับตั้งแต่วันที่พนาวันทานยาไปนั้น อาคิระก็ไม่ได้หลับอีกเลยเช่นกัน ทุกๆวันล้วนแต่รู้สึกอกสั่นขวัญหาย
ในที่สุดก็ผ่านมาจนถึงเดือนสี่
ศาสตราจารย์มาตรวจเช็ค
ตรงประตูห้องพักผู้ป่วยนั้น หน้าผากของอาคิระนั้นเต็มไปด้วยเหงื่อ กลัวว่าจะได้รับข่าวไม่ดี
หลังจากนั้นเป็นเวลานาน
ประตูห้องพักผู้ป่วยก็เปิดออก ศาสตราจารย์เดินออกมา พลางเอ่ยขึ้น : “การตรวจสอบด้วยภาพเห็นได้ชัดว่า
เซลล์มะเร็งในร่างกายของเธอได้รับการควบคุมเอาไว้แล้ว และยังสามารถอยู่รอดมาได้จนถึงตอนนี้”
สิ้นเสียงนั้นก็ได้ยินเพียงเสียงตุ้บดังขึ้น อาคิระล้มลงไปที่พื้น
ช่วงเวลานี้ เขาจะต้องรวบรวมจิตใจเอาไว้เป็นอย่างมาก เอาชีวิตมาฝืนประคับประคองเอาไว้
รอจนกระทั่งตื่นขึ้นมาแล้ว พนาวันก็เฝ้าอยู่ข้างๆ
เมื่อเห็นเธอ ขอบตาของอาคิระก็ร้อนผ่าวขึ้นมา แล้วเอาร่างของเธอเข้ามากอดไว้
ศาสตราจารย์เอ่ยขึ้น
: “ช่วงต่อจากนี้ไปก็ไม่สามารถชะล่าใจไปได้นะครับ ยังต้องพักอยู่ที่โรงพยาบาลคอยสำรวจดูก่อน อาการของโรคมะเร็งจะเกิดขึ้นอีกหรือเปล่านั้นใครๆก็ไม่สามารถรู้ได้
ดูว่าสามารถจะยืนหยัดต่อไปได้อีกนานขนาดไหน”
พนาวันยิ้ม
: “ไม่ว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกนานแค่ไหน
ฉันก็พอใจแล้วค่ะ สามารถอยู่กับพวกคุณได้อีกนานแค่ไหนก็แค่นั้น”
ก่อนหน้านี้เธอเคยเห็นมาแล้ว สามารถต่อต้านกับโรคมะเร็งได้ก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้อีกยี่สิบปี และยังมีบางคนที่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ไม่กี่ปีอีกด้วย
เวลานี้แสงอาทิตย์กำลังสวยงามพอดี ผ่านช่วงฤดูหนาวไปก็จะเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิแล้วไม่ใช่หรือ?
ไม่ว่าจะเป็นหนึ่งปี สองปี เธอก็พอใจแล้ว
อาคิระกอดเธอเอาไว้
เขามั่นใจว่าจะรักษาเธอให้หายได้ ถึงแม้จะเป็นการควบคุมได้เป็นการชั่วคราว เขายังคงไม่ละความพยายามที่จะให้ทางทีมแพทย์นั้นทำการวิจัยและพัฒนากันอีกครั้งเพื่อเตรียมความพร้อม
เรื่องเงินเขาไม่ขาดอยู่แล้ว
เขาต้องการเพียงแค่คนเท่านั้น
“ดีจัง!”
เขาโอบกอดร่างของเธอเอาไว้แน่นขึ้น จนร่างกายแนบชิดกัน
จากนั้นก็จูบต่ออย่างลึกซึ้ง และเกี่ยวริมฝีปากของเธอ
เวลานี้ไม่มีใครสนใจสายตาและคำวิพากษ์วิจารณ์ของคนรอบๆข้างอีกแล้ว
ในดวงตาของทั้งสองคนมีเพียงแต่อีกฝ่ายหนึ่ง เฝ้าปรารถนาความอบอุ่นและความหวานของอีกฝ่าย
ยู่ยี่เองก็พิงอยู่ในอ้อมกอดของฉันทัชด้วยเช่นกัน เธอยิ้มออกมาอย่างเต็มไปด้วยความสุข
แต่หมีพูลกลับเป็นปิศาจตัวน้อย เขาลุกขึ้นยืน แล้ววิ่งมาตรงหน้าของเด็กน้อย เอามือปิดตาเด็กน้อยเอาไว้ : “อย่าดูๆ คุณพ่อเป็นคนบ้ากาม!”
ว่าแล้ว ดวงตาของเขากลับหมุนไปมา จากนั้นก็หัวเราะออกมา แล้วเอ่ยพูดกับเด็กน้อยด้วยน้ำเสียงที่เบามาก : “ต่อไปเราก็มีพ่อแม่แล้ว มีความสุขจัง!”
การกอดด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้ง ก็เหมือนกับมีโลกทั้งใบ
การจูบที่อบอุ่น ก็เหมือนกับโลกทั้งใบนี้เหลือเพียงแค่คนสองคนเท่านั้น
เวลานี้ ช่วงเวลาเงียบๆและความอบอุ่น อาคิระกอดพนาวันเอาไว้ แล้วโบกมือให้กับหมีพูลทางหน้าต่าง และหมีพูลก็ตอบกลับด้วยความตื่นเต้นดีใจ
แสงอาทิตย์ในช่วงบ่ายค่อยๆเปลี่ยนฝั่งไป ยิ่งรุนแรงมากขึ้น ก็เหมือนความรู้สึกที่สั่งสมนี้ มีเพียงความเข้มข้น ความลึกซึ้ง นี่ก็คือความสุขระหว่างพวกเขา…..
หรือบางทีความเจ็บปวดเมื่อก่อนเป็นการฝึกฝนสำหรับพวกเขา
แต่นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ระหว่างพวกเขาล้วนเป็นความสุขทั้งสิ้น ต้นร้ายไปดี มีเพียงการผ่านความรู้สึกที่วกวนถึงจะสามารถผ่านบททดสอบไปได้