เทพบุตร ทวงแค้น / เทพศึกมังกรหวนคืน - บทที่ 557 ตัดสิ้นความสัมพันธ์
พอฉินเฟิงกลับไปแล้ว สวี่ซวนซวนก็ร้องไห้ออกมาอีกครั้ง ร้องในร้านกาแฟนั่นแหละ
“ทำไม ทำไมคุณถึงยอมรับปาก”
สวี่ซวนซวนร้องไห้พูดออกมา
เวลานี้ เธอรู้ว่า วาสนาด้านความรักของเธอกับฉินเฟิงได้ถูกตัดขาดสิ้นจริงๆ แล้ว
ไม่มีโอกาสอะไรอีกแล้ว
เธอรู้ว่า ครั้งนี้มันเป็นหลุมพราง แต่ว่าเธอไม่มีทางเลือกที่จะปฏิเสธได้
จริงๆแล้ว จะบอกว่าเป็นหลุมพรางก็ไม่ผิด เพราะถ้าซืแก๊ปม่ากูโน้มน้าวฉินเฟิงไม่สำเร็จ เขาก็จะไม่ปล่อยไว้แน่นอน มีแค่สองทางเลือก ไม่ตาย ก็ต้องยอมรับใช้
……
พอฉินเฟิงออกมา ก็ไม่ได้เดินไปไหนไกล ชายหัวทองคนหนึ่งก็ถือรูปภาพ เดินออกมาขวางฉินเฟิงไว้ มองซ้ายมองขวา แล้วก็พูดว่า “หาตัวได้แล้ว ไอ้หนุ่ม เอ็งก็คือคนที่คุณหนูให้ตามจับ”
“คุณหนู ใครคุณหนู?”
ฉินเฟิงขมวดๆ คิ้ว
ใครมาตามตนเองอีกล่ะนี่
“เหอะ รอกูโทรหาคุณหนูก่อน เดี๋ยวมึงก็รู้เองว่าคือใคร?”
ชายหัวทองคนนั้นก็รีบโทรออกไป “คุณหนูครับ รีบมาเลยครับ……เอาคนมาเยอะๆ ด้วยครับ ไอ้หมอนี่ดูเหมือนว่าจะหนีครับ…….”
พอวางสาย ชายหัวทองก็กำหมัด มองไปยังฉินเฟิง “ไอ้หนู แน่จริงก็อย่าหนี รอให้คุณหนูมาก่อน”
เขารู้ว่าตนเองสู้ฉินเฟิงไม่ได้ ดังนั้นก็เลยขู่ฉินเฟิง
เพียงแต่ว่า ฉินเฟิงก็มองบนใส่ แล้วก็พูดว่า “กูมีธุระ”
เขาไม่อยากจะทนอยู่ที่นี่
เขาจะไปแล้ว
แต่ว่า เพิ่งเดินไปได้ก้าวเดียว ทางถนนฝั่งซ้ายก็มีกลิ่นอายการฆ่าพุ่งเข้ามา เป็นผู้หญิงสวมเสื้อกล้าม กางเกงขากระบอก ที่แขนมีรอยสักสีฉูดฉาด ด้านหลังมีลูกน้องอีกกลุ่มหนึ่ง
“ในที่สุดฉันก็หานายจนเจอ”
เติ้งเยว่หัวสายตาโกรธๆ จ้องมองคนตรงหน้า แล้วก็พูดด้วยน้ำเสียงโมโห
เธอโตมาขนาดนี้ ยังไม่เคยมีใครทิ้งเธอแบบนี้มาก่อน
อีกอย่าง ยังทิ้งเธอไว้ในโรงแรมแบบนั้นอีกด้วย
เธอถอดเสื้อผ้าไปแล้ว แต่ผู้ชายกลับหนีไปเสียนี่
มันเป็นการหยามกันมากเลย
เป็นการเหยียดหยามกันที่สุด
เธอใช้กำลังคนทั้งหมด เพื่อตามหาฉินเฟิงทั้งวัน
ประจวบเหมาะ ชายหัวทองโทรมาพอดี เธอกำลังตามหาอยู่ข้างๆ แถวนี้ ก็เลยรีบมาพอดี
“ที่แท้ก็คุณนี่เอง”
ครั้งนี้ฉินเฟิงก็รู้แล้ว ว่าคุณหนูที่ว่านั้นคือใคร ที่แท้ก็คือเติ้งเยว่หัวนี่เอง และดุจากท่าทางของเติ้งเยว่หัวเหมือนจะมาฆ่าตนเองอย่างนี้ ฉินเฟิงก็ขมวดคิ้ว แล้วเตรียมจะหนีไป
ไม่ใช่เพราะว่าเขากลัวเติ้งเยว่หัวหรอก
แต่ขี้เกียจวุ่นวาย
ผู้หญิง เป็นสิ่งมีชีวิตที่วุ่นวายมาก
ทันใดนั้น ฉินเฟิงก็กระโดด ฝีมือของเขานั้น พวกจิ๊กโก๋พวกนี้เทียบไม่ได้หรอก กระโดดสองสามที ก็หนีออกไปได้แล้ว จากนั้นก็วิ่งไปทางอื่น
พอเติ้งเยว่หัวเห็นดังนั้น ในใจก็แทบจะกระอักเลือดออกมา ตามหามาวันหนึ่งเต็มๆ แต่ยังจะหนีไปแบบนี้เสียได้ ดูเหมือนว่าจะหนีพ้นแล้วด้วย
“เห้ย อย่างน้อยนายก็บอกกันหน่อยสิ ว่านายชื่ออะไร?”
เติ้งเยว่หัวตะโกนเสียงดังออกไป
เธอโมโหจนจะร้องไห้
กว่าจะหาเจอ ก็หนีไปอีกแล้ว
“ชื่อฉินเทียน”
ฉินเฟิงพูดจบ ก็หัวตัวเดินเข้าไปอีกซอยหนึ่ง
“ฉินเทียน เขานั่นเอง!”
เติ้งเยว่หัวอึ้งๆ เธอรู้ว่าผู้ชายคนนี้คือใคร แถมยังมีชื่อเสียงด้วย ช่วงนี้มาปรากฏตัวในเปียนไห่ ฝีมือแข็งแกร่ง แถมข่าวที่เธอเพิ่งได้มานั้น บอกว่าชายคนนี้ฆ่าติงป่าวซานตาย
ก่อนหน้านี้เธอไม่เคยคิดถึงด้านนี้เลย แต่พอได้ดูรูปภาพ ก็จริงอย่างว่า
ถ้าเป็นฉินเทียนจริง งั้นฝีมือที่เก่งแบบนั้น ก็เป็นเรื่องปกติ
“แต่ คือฉินเทียนก็ฉินเทียนสิ มาหลอกฉันมันหมายความว่าไง!”
แต่เติ้งเยว่หัวก็ไม่ได้โกรธเพราะเรื่องเดียว
“ไม่ได้ ฉินเทียน ต่อให้นายคือฉินเทียน ฉันก็ต้องจับตัวมาให้ได้ อีกอย่างฉันเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป แค้นนี้ฉันต้องไปคิดบัญชีแน่ ฉันจะไปแก้แค้นนาย”
เติ้งเยว่หัวตะโกนไปทางนั้น
“ตามใจเลย”
ฉินเฟิงยังเดินออกไปได้ไม่ไกล ก็พูดออกมเบาๆ
สำเร็จภารกิจแล้ว
ความลับของตระกูลสวี ตัวตนของโจ้วเหวินหัว ความลับของตระกูลเติ้ง ฉินเฟิงล้วนจัดการได้เกือบหมดแล้ว
ที่เหลือ ก็คือเหลือไปติดต่อกับคุณชายน้อยคนนั้นของตระกูลซือหม่า เขารู้ว่า คุณชายน้อยคนนั้นจะต้องรู้แน่ๆ ว่าตระกูลซือหม่ามีที่ตั้งอยู่ไหน เพราะว่าพ่อของเขาอยู่ที่นั่น
พวกของซือหม่าเฉิน ถูกสั่งให้ออกไปหมดแล้ว
ถึงแม้จะเป็นผู้สืบทอดอันดับหนึ่ง แต่ตอนนี้ ผู้น้ำตระกูลซือหม่าก็ยังเป็นซือหม่าเจียฉื้ออยู่
“อีกสองวันที่ตึกเทียนฮัวใช่ไหม หลุมพรางใช่ไหม ผมชอบ”
ฉินเฟิงบ่นพึมพำ
ตึกเทียนฮัว เลี้ยวไปเลี้ยวมา สุดท้ายก็วนมาจนถึงนี่ได้สินะ
จากนั้น ฉินเฟิงก็เข้าไปในบาร์แห่งหนึ่ง
ฉีหยุนกำลังเปิดห้องให้ฉินเฟิง
พอถึงเวลา3ทุ่มของวันที่สอง ฉีหยุนก็อิดโรยกลับออกมา
“สืบได้เรื่องอะไรบ้าง?”
ฉินเฟิงพิงหน้าต่าง แล้วก็รินน้ำให้ฉีหยุนพร้อมกับถามออกมา
“มีปัญหาครับ”
ฉีหยุนรีบพูดออกมา “พี่ใหญ่ครับ ที่ให้ผมไปสืบเรื่องกองทัพเปียนไห่ แต่ผมพบว่า ในนั้นมีคนไม่น้อยผิดปกติ ตามที่ผมได้สืบมา ในนั้นจะต้องมีคนที่รวมหัวกับตระกูลซือหม่าแน่นอน”
“ตระกูลซือหม่า”
ฉินเฟิงเคาะๆ โต๊ะ “ตระกูลซือหม่า พวกมึงนี่แน่จริงๆ ที่ไหนๆ ก็มีคนของตัวเองไปหมด ในกองทัพก็ทำได้ ไปเตรียมตัว เดี๋ยวผมจะไปกองทัพเปียนไห่ มันมีบางคน มือไม้ไม่สะอาด”
ฐานทัพทหาร!
ที่ฉินเฟิงจะใช้กองทัพเปียนไห่ ไม่ใช่เพราะว่าเขาคนเดียวจะไม่สามารถบุกล้อมตระกูลซือหม่าได้ แต่เพราะว่าตระกูลซือหม่าเป็นตระกูลใหญ่ มีคนมาก ถ้ามีคนหนีรอดไปได้ แล้วอนาคตก่อความวุ่นวายกับต้าหัวล่ะก็
มันก็จะเป็นความผิดของฉินเฟิง
อย่างไรเสีย ตระกูลซือหม่าให้กำเนิดคนเก่ง นี่เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ตั้งแต่โบราณแล้ว
ถ้าไม่ใช่เพราะว่าตระกูลนี้ไปร่วมมือกับคนนอกประเทศ ฉินเฟิงก็จะไม่ถึงขั้นจะกวาดล้างแบบนี้หรอก
นี่มันคือขีดจำกัด
รุกล้ำขีดจำกัด ก็อย่าโทษว่าฉินเฟิงจะกลายร่างเป็นปีศาจร้ายแล้วกัน
เพราะว่าคนเป็นแม่ทัพ ไม่ใช่คนที่ใจอ่อนจะรับหน้าที่ได้
“ครับ”
ฉีหยุนก็ออกไป
ตอนบ่ายเขาก็ขัรถจี๊ปมาคันหนึ่ง จากนั้นฉินเฟิงก็สวมหมวกแก๊ป แล้วขึ้นรถคันจี๊ปคันนั้นไป รถคันนี้ก็มุ่งหน้าไปยังฐานทัพทหาร
ผ่านไป5ชั่วโมง ฉินเฟิงก็มาถึง
“ไม่ต้องเข้าไป”
ฉินเฟิงสั่งการ จากนั้นฉีหยุนก็จอดรถที่บริเวณใกล้ๆ จากนั้นฉินเฟิงก็แอบลักลอบเข้าไป ฝีมือของเขาไม่มีทางให้พวกทหารยามพบได้แน่นอน
รวมทั้งฉีหยุนด้วย
ฐานทัพทหารแห่งนี้อยู่ที่ชานเมือง อยู่ในป่าแห่งหนึ่ง คนนอกจะมองไม่ออก แต่ฉินเฟิงเกิดมาในตระกูลทหาร คุ้นเคยกับเรื่องแบบนี้ดี
เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาก็ถึงแล้ว
ฉินเฟิงยืนมองเหล่าทหารฝึกซ้อมอยู่บนต้นไม้
“ฮื่อ!ฮ่า!”
“หนึ่งสองหนึ่ง……หนึ่งสองหนึ่ง……จ้วง……แทง……”
“ยิง……ปังๆๆ ……”
ที่ด้านล่าง มีทหารเรียงแถวกันฝึกซ้อมอยู่ ฉินเฟิงมองดู แล้วสายตาก็เผยความพอใจออกมา “ล้วนเป็นต้นกล้าของทหารที่ดีทั้งนั้น”
เขาเป็นเทพสงคราม และเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพต้าหัว
ถึงแม้จะชั่วคราว
แต่ก็นับเหมือนกัน
ดังนั้น ทหารเหล่านี้ก็ถือว่าเป็นทหารของฉินเฟิงเหมือนกัน เขาชอบทหารพวกนี้มาก
“ทหารน่ะดี แต่ไม่ชอบพวกหัวหน้าที่พาลูกน้องเสีย!”
“ไป”
ฉินเฟิงพาฉีหยุนแอบลักลอบเข้าไปด้วยกัน
ฐานทัพขนาดใหญ่ ปล่อยให้สองคนนี้เดินเข้าไปอย่างง่ายๆ ไม่มีใครพบเห็นพวกเขาเลยสักคน