เทพบุตร ทวงแค้น / เทพศึกมังกรหวนคืน - บทที่ 537 ปลากินเบ็ดแล้ว
“เพราะอะไร ทำไมผมถึงแพ้ตลอดเลย”
สวีเจี๋ยหน้าบึ้งไป กัดฟันพูด ในใจกลัดกลุ้ม
และในตอนนี้ ตาแก่คนหนึ่งก็เดินมาแตะไหล่เขา แล้วกระซิบว่า “คุณชายสวี ฝั่งตรงข้ามมียอดฝีมือ”
“มียอดฝีมืองั้นหรือ”
ประโยคนี้ ถึงจะทำให้สายตาของสวีเจี๋ยค่อยๆ ชัดเจนขึ้นมา จากนั้นก็มองไปฝั่งตรงข้าม มองไปทางฉินเฟิง
ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมถึงมองออกว่าเป็นฉินเฟิงได้ง่ายๆ แบบนี้ มันง่ายมาก อย่างไรเสียครั้งนี้ ก็เรียกผู้หญิงมากมายมาดูการแข่งขันครั้งนี้ ผู้ชายในนี้ก็มีไม่กี่คน ในนี้ก็มีเถ้าแก่คนเดียว เขากับโจ้วหล้าง แล้วก็ตาแก่คนนั้น
ข้างๆ โจ้วหล้าง ก็มีผู้ชายเพียงคนเดียว
มองออกได้ง่ายๆ
ต้องเป็นคนนี้แน่
“โจ้วหล้าง ว่าแล้ว ทำไมคุณถึงใจกล้าแบบนี้ ถึงกล้ามาท้าผมได้ ที่แท้ก็มีคนเก่งคอยช่วยนี่เอง ไม่ทราบว่า อาจารย์ท่านี้ มีชื่อแซ่ว่าอะไร?” สวีเจี๋ยถามไปทางฉินเฟิง
เขารู้แล้ว
ไม่ได้พนันกันต่อไปแล้ว เขารู้แล้วว่าทำไมตนเองถึงแพ้ ถ้าพนันกันต่อไป ก็คงแพ้ไปเรื่อยๆ
“คนผ่านทางมาเท่านั้น”
ฉินเฟิงพูดออกมาแค่นี้
“เหอะ ทำไมล่ะ คุณชายของเราไม่คู่ควรให้คุณเปิดเผยตัวตนหรือไง?”
ตาแก่ฟันเหลืองคนนั้นลุกขึ้น “พ่อหนุ่ม อย่าคิดว่ามีความสามารถนิดหน่อย แล้วจะไม่เห็นหัวคนอื่น เดี๋ยวผมจะขอประลองกับคุณหน่อย สั่งสอนคุณเสียหน่อย ให้คุณได้รู้ว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า”
“มาสเตอร์เซี่ย เชิญ”
สวีเจี๋ยออกมาจากเวที
เขารู้ว่า ตนเองสู้ไม่ได้แล้ว ก็เลยได้แต่ให้มาสเตอร์เซี่ยมาเล่นแทน
“อาจารย์ครับ เชิญ”
เช่นเดียวกัน โจ้วหล้างก็รู้กติกา เลยรีบถอยลงมา
จากนั้น ทั้งสองคนก็ประลองกัน
พวกเขาสอดมือเข้าไปช่วยไม่ได้
“แก่แล้ว ก็ควรไปนอนในโลงได้แล้ว จะออกมากระโดดโลดเต้นทำไมกัน? เป็นผีดิบหรือไง?” ฉินเฟิงหัวเราะเสียงเย็น
คำพูดนี้ ไม่ไว้หน้ากันเลย
พูดเจ็บมาก
ทันใดนั้น มาสเตอร์เซี่ยคนนั้นก็หน้าเปลี่ยนสีทันที
เขายังไม่เคยเห็นใครพูดเสียดแทงได้เจ็บแบบนี้มาก่อน
แต่ว่า มาสเตอร์เซี่ยก็เก็บอาการไป “วัยรุ่นสมัยนี้ ปากกล้าดีจริงๆ”
“ปากกล้าก็ยังดีกว่าไร้สมอง”
ฉินเฟิงยืนไพล่หลังพูด
“ตอนที่กูเล่นไพ่นี้แรกๆ ไม่รู้ว่ามึงกำลังไปเล่นขี้โคลนอยู่ที่ไหนเลย มาบอกว่ากูไร้สมอง เหอะ เซี่ยหยุนฉายาราชาพนันเซี่ยมณฑลปาเคยได้ยินไหม?” ตาแก่คนนั้นพูดด้วยความโมโห
“ราชาพนันมณฑลปา แนเคยได้ยิน”
มีคนรู้จัก แล้วก็รีบพูดขึ้นมา “ฉันรู้จักราชาพนันมณฑลปา 10กว่าปีผ่านไปแล้ว ได้ยินว่าตอนนั้นมีความสามารถด้านการพนันอย่างมาก มีคนมาท้าทายมากมาย แต่ก็ไม่เคยพ่ายแพ้ มีชื่อเสียงมาก แต่ว่าต่อมาถูกคนหนึ่งเอาชนะได้ จากนั้นก็เป็นบ้าไป ต่อมาก็ไม่ได้ยินอีกเลยว่ามีคนคนนี้อยู่”
“แต่ว่า คนคนนี้ มีพลังที่แข็งแกร่งมากเลยนะ ตอนนั้นก็เลยได้ฉายาราชาพนัน”
“ดูเหมือนว่า ตาแก่คนนี้จะไม่ธรรมดา”
“การแข่งขันครั้งนี้ มีอะไรสนุกให้ดูแล้วล่ะ”
ทุกคนก็ซุบซิบกัน เริ่มมีความสนใจขึ้นมาแล้ว
แต่ไม่รู้ว่า คนฝั่งตรงข้าม เป็นใครมาจากไหน
ทุกคนก็มองไปยังตัวฉินเฟิง พวกเขาคิดว่า มาสเตอร์เซี่ยก็ได้ประกาศชื่อตนเองแล้ว อย่างนั้นคนทางด้านหลังของโจ้วหล้าง ก็ควรจะบอกชื่อตนเองมาได้แล้วนะ
“เอาชนะผมก่อน เดี๋ยวผมจะบอกชื่อ”
ฉินเฟิงยืนไพล่หลังพูดนิ่งๆ
ทึ่ม!
พูดประโยคนี้ออกไป ทั้งบ่อนก็อึ้งกันไปหมด
บ้าขนาดนี้เชียวหรือนี่?
ฝั่งตรงข้ามเป็นราชาพนันเชียวนะ!
ถึงได้กล้าพูดว่า เอาชนะก่อนถึงจะบอกชื่อ ไม่เห็นหัวฝั่งตรงข้ามเลยนะเนี่ย
ครั้งนี้ ทำเอาเซี่ยหยุนโมโหขึ้นมาจริงๆแล้ว ปีนั้นตอนที่เขาโด่งดังอยู่ ไอ้เด็กคนนี้ยังไม่รู้ว่าไปอยู่ในรูไหนเลย แล้วก็พูดออกมาว่า “ดีนักนะ มึงบ้านักใช่ไหม หวังว่ามึงจะเก่งนะ พวกนี้มันเป็นคนรุ่นหลัง พนันกันด้วยเงิน แต่เราจะพนันกันเล็กๆ แบบนั้นไม่ได้หรอก มันไม่สะใจ พวกเรามาพนันนิ้วมือกันดีกว่า นิ้วหนึ่งนิ้วเป็นประกัน แล้วเพิ่มเดิมพันไปทีละนิ้ว”
เขาร้ายขึ้นมาแล้ว
ถึงกับเอ่ยขึ้นมาว่าจะเดิมพันด้วยนิ้วมือ
เขาจะสั่งสอนเด็กรุ่นหลังคนนี้
ให้เด็กมันได้รู้ว่า อะไรคือราชาพนัน
ต่อให้เป็นตอนนั้นก็ตาม
คำพูดของเซี่ยหยุน ก็ทำเอาทุกคนตกใจกันหมด มีคนพูดขึ้นมาว่า “นิ้วมืองั้นหรือ? เอ่อ…..อย่าเลย โหดร้ายไป พวกคุณพนันกันด้วยเงินนั่นแหละดีแล้ว”
คนที่พูดเป็นผู้หญิง
ในนี้ส่วนมากเป็นผู้หญิง
แต่ว่า สวีเจี๋ยกลับยิ้ม “มาสเตอร์เซี่ย ใจใหญ่จริงๆ ตอนนี้ก็ได้รู้แล้ว ว่าใครแน่กว่าใคร สมกับเป็นราชาพนันจริงๆ ผมยกสองมือสองเท้าสนับสนุนมาสเตอร์เซี่ย”
อย่างไรเสีย ก็ไม่ได้มาตัดนิ้วมือของเขา
จะไปสนใจทำไม
ขอเพียงแค่ได้สั่งโจ้วหล้าง อะไรก็ได้หมด
เซี่ยหยุนยื่นไพล่หลัง เผยฟันเหลืองๆ ออกมา แล้วก็ทำท่าเหมือนเป็นคนเก่ง “ศักดิ์ศรีของกู จะให้ใครมาท้าทายง่ายๆ ไม่ได้ ในเมื่อมีคนมาท้าทายกู งั้นก็จะต้องมีอะไรแลกเปลี่ยน คนอย่างกูไม่ใช่จะให้อ้ายอีหน้าไหนมาท้าทายได้ง่ายๆ นะเว้ย”
ถึงแม้ว่าตอนนี้เขาจะอับจนมาก แต่ความทะนงตัวยังมีอยู่
กล้ามาท้าทายเขา ก็ต้องมีอะไรแลกเปลี่ยน
“เอ่อ……”
แต่ว่า โจ้วหล้างไม่เหมือนกับสวีเจี๋ย เขาไม่ได้ใจร้ายแบบนี้ เขารู้ว่าผู้ชายคนนี้มาช่วยเขา ก็เลยพูดขึ้นมาว่า “อาจารย์ ช่างเถอะครับ ผู้ใหญ่ไม่ถือสาเด็กๆ พวกนี้หรอกนะครับ ไม่ต้องไปพนันกับพวกนั้นแล้ว เงินเท่านี้พอแล้วครับ”
เขาขี้ขลาดขึ้นมาแล้ว
แล้วหันหน้าไปพูดกับสวีเจี๋ยว่า “การพนันของเราในวันนี้ ก็จบเพียงเท่านี้แหละ ถือว่าผมแพ้ก็แล้วกัน”
เขาไม่เอาแล้ว
โจ้วหล้างไม่ใช่คนจิตใจชั่วร้าย กลับกัน เขาเป็นคนที่ยึดมั่นในคุณธรรม และตอนนี้ เขาไม่ยอมที่จะให้ฉินเฟิงมาลำบากไปด้วย
“ฮ่าๆ โจ้วหล้าง ยอมแล้วหรือไง? ไม่เอาไหนจริงๆ แค่นี้ก็ยอมเสียแล้ว แต่ว่าก็ได้ดิ ผมจะยอมให้คุณขี้ขลาดต่อไป ขอเพียงวันนี้คุณเรียกผมว่า พ่อ ต่อหน้าทุกคน แล้วผมจะปล่อยคุณไป”
สวีเจี๋ยยกไม้ยกมือ แล้วมุมก็เผยรอยยิ้มอำมหิตออกมา
เขาได้คืบจะเอาศอก
คิดจะไป ไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก
“นี่คุณ!”
โจ้วหล้างขมวดๆ คิ้ว ในใจก็เริ่มเดือด สวีเจี๋ยคนนี้ คิดจะเป็นศัตรูกับเขาจริงๆ จะให้เรียกว่า พ่อ ไม่มีทางหรอก เสียศักดิ์ศรีแบบนี้
ในเมื่อไม่เรียก อย่างนั้นก็มีเพียงให้อาจารย์คนนี้แสดงฝีมือแล้วล่ะ
เขายึดถือคุณธรรม แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับระดับความกดดันด้วย
คุณชายอย่างเขา ศักดิ์ศรีมันสำคัญมาก
แต่ว่า ในตอนนี้ ฉินเฟิงก็เอ่ยขึ้นมา
“ในเมื่อเขาจะสู้ งั้นผมก็พร้อมเล่นด้วย”
สองคนนี้ไม่ใช่คนที่ขี้ขลาด
ทันใดนั้น ไฟสงครามก็แพร่ออกมา
“” เอ่อ…….ก็ได้ครับ
สุดท้าย โจ้วหล้างก็ไม่มีทางเลือก ก็เลยทำท่าเหมือนไม่อยากให้ฉินเฟิงไปแข่ง แต่ว่าก็พูดเบาๆ ว่า “เอาชนะให้ได้ ผมยอมให้ทุกอย่าง”
เขาไม่ใช่คนโง่ เขารู้ว่า ผู้ชายคนนี้มาโผล่อยู่ข้างตัวเขา คงจะต้องการอะไรสักอย่างแน่นอน
แต่ว่า ก็คงเป็นพวกเงินทอง อำนาจ หรือไม่ก็เส้นสายนี่แหละ
พวกนี้ล้วนเป็นเรื่องเล็ก
พี่ชายเขาจัดการได้แน่
ดังนั้น เขาก็เลยตอบรับไปอย่างมั่นใจ
“ได้”
ฉินเฟิงพยักหน้า ในใจก็คิดว่าปลากินเบ็ดแล้ว จากนั้นก็มองไปยังฝั่งตรงข้าม แล้วก็พูดอย่างเย็นชาว่า “ไอ้แก่ แก่แล้วก็กลับไปนอนในโลงเสีย อย่ามาเพ่นพ่านที่นี่ ระวังจะกลับไปไม่ได้”