เทพบุตร ทวงแค้น / เทพศึกมังกรหวนคืน - บทที่ 478 ไส้ศึกมาแล้ว
“อะไรนะ บุกไปทางหน่วยทหารจอมพลงั้นหรือ”
ทุกคนทางฝั่งของหูหรงก็อึ้งไปกันหมด
เกิดอะไรขึ้น
บุกไปทางหน่วยทหารจอมพลหรือนี่
ตัวล่อพวกนั้น ไม่ไปช่วยกองทัพเพลิงไฟหรือไง?
“กองทัพเพลิงไฟพวกนี้จะทำอะไรกันแน่ ถึงได้บุกไปทางหน่วยทหารจอมพล พวกมันคิดว่าด้วยกำลังทหารอันน้อยนิดของพวกมัน จะทำอะไรหน่วยทหารจอมพลได้งั้นหรือ?”
“ทหารพวกนี้จะทำอะไรได้? ไปตายที่หน่วยทหารจอมพลงั้นรึ?”
“กูคิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่ากองทัพเพลิงไฟจะบุกไปยังหน่วยทหารจอมพล พวกมันคิดว่าพวกมันจะเอาชนะหน่วยทหารจอมพลได้หรือไง”
แม่ทัพทั้งหลายก็หัวเราะออกมา
สงครามก่อนหน้านี้ ทำให้พวกเขาเสียความระแวงต่อทหารอ่อนแอพวกนี้ไปแล้ว
แต่ว่า หูหรงกลับไม่ได้เป็นอย่างนั้น “กองทัพเพลิงไฟกองนี้ ไม่ได้เสียกำลังการต่อสู้ พวกเอ็งลืมทหารหนานเยว่ที่ตายไป3หมื่นคนแล้วหรือไง? ก็เพราะว่าดูถูกกองทัพเพลิงไฟ กูไม่อยากให้พวกเราทำผิดแบบนี้ อาหลาง เอ็งพาทหารหมื่นคนตามพวกมันไป”
หูหรงให้อาหลางตามไป
ก่อนหน้านี้ไม่ได้ให้คนของฟางถัวไป เพราะว่าคนของฟางถัว ยังอยู่ที่ทางใต้ ยังจะต้องเฝ้าระวังการลอบโจมตีของกองกำลังทางชายแดนเซาเทิร์นแลนด์ ดังนั้นก็เลยจะให้ขึ้นมาไม่ได้
ได้แต่ให้อาหลางตามไป
“ครับ”
แต่ว่า อาหลางยังไม่ได้ทันได้บัญชาการทหารหน่วยตัวเองเลย ก็มีรายงานเข้ามา ว่าทหารของซูหมิงเจ๋อเริ่มเคลื่อนไหว เหมือนว่าจะฝ่าวงล้อมออกมา
“อาหลาง ยังไม่ต้องไป ทางนี้สำคัญกว่า”
หูหรงโบกมือ แล้วก็มีสีหน้าจริงจัง
กองทัพเพลิงไฟก็เป็นแค่ตัวประกอบ
ตัวหลักมันอยู่ที่นี่ ขอเพียงสกัดกั้นทหารของซูหมิงเจ๋อได้ กองทัพเพลิงไฟพวกนั้นต่อให้เก่งแค่ไหนก็ทำได้แค่ก่อความวุ่นวายเท่านั้น ถ้าอาหลางนำทหารหมื่นคนตามไป พวกเขาก็อาจจะล้อมทหารทางนี้ไว้ไม่อยู่
แต่ว่า ข่าวนี้ เขาก็ยังรายงานเบื้องบนขึ้นไป
ไม่นาน
หน่วยทหารจอมพลกลัวว่ากองทัพเพลิงไฟกองนี้ขะมาก่อความวุ่นวาย ดังนั้นก็เลยส่งทหารหมื่นคนเข้ามา เพื่อสกัดทหารกองนี้ไว้ คนนำทัพคือฝางจงเทียน เป็นแม่ทัพเก่งกาจคนหนึ่ง
ในพื้นที่ห่างหน่วยทหารจอมพล30ลี้ ฝางจงเทียนถือกระบองเขี้ยวหมาป่ากำลังมองกองทัพเพลิงไฟทางด้านหน้า ยิ้มเผยฟันหน้าออกมา แต่กลับมีพลังการฆ่าพุ่งออกมาเต็มเปี่ยม “ไอ้พวกอัปลักษณ์ คิดจะมาบุกรุกหน่วยทหารจอมพลของกูงั้นรึ กล้าไม่เบานะพวกมึง มึงว่ามึงจะตายด้วยมือของกูไหม”
ด่ากองทัพเพลิงไฟว่าอัปลักษณ์ ก็ไม่ผิด
เพราะว่า เดินทางมาตลอด คนพวกนี้ก็เหนื่อยหอบกันจนหายใจไม่ทัน สภาพย่ำแย่มาก กระบวนทัพก็เดินไม่เป็นระเบียบแล้ว พอฝางจงเทียนเห็น ก็จะดูถูกเป็นธรรมดา
นี่คือทหารงั้นหรือ?
ยังจะมีหน้ามาลงสนามรบอีกนะ?
น่าขำ
ต้าหัวไม่มีทหารแล้วหรือไง
“หยุด”
จูหงเยียนชูมือ แล้วสั่งการไป ถูกล้อมไว้แล้ว ห่างจากหน่วยทหารจอมพลอีก30ลี้ พวกเขาถูกขวางไว้ จะฝ่าออกไปก็ไม่ได้
ต่อให้ศัตรูมีแค่หมื่นคน ก็ฝ่าออกไปไม่ได้
พวกเขาอ่อนแอมาก
“พักผ่อนกันตรงนี้”
จูหงเยียนออกคำสั่ง ทันใดนั้นคนที่ยังพอทนไหว ก็เริ่มทนไม่ไหวกันแล้ว เริ่มล้มลงพื้นกันเต็มไปหมด สภาพยากจะบรรยาย
พอฝางจงเทียนเห็นเข้า ก็คิดจะบุกทันที เพื่อฆ่าทหารพวกนี้
แต่ว่า มันไร้ประโยชน์
ทหารต้าหัวพวกนี้ จะว่าอ่อนแอก็อ่อนแออยู่ แต่ว่าวิ่งเร็วมาก พวกเขาอาจจะตามไปไม่ทัน แถมพวกเขาก็ตามไปไม่ได้ด้วย พวกเขาเป็นแนวป้องกันสุดท้ายของหน่วยทหารจอมพล ไม่อาจให้ใครฝ่าโจมตีเข้าไปได้เด็ดขาด
ดังนั้น ต่อให้เขาอยากจะกำจัดศัตรูเพียงใด ก็ยังสั่งทหารว่าไม่ให้บุก
เฝ้าอยู่ที่เดิม
ป้องกันไม่ให้เกิดอะไรผิดสังเกต
ส่วนกองทัพเพลิงไฟ ก็อยู่ตรงหน้าทหารหนานเยว่ไม่กี่ร้อยเมตร เป็นระยะที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่ว่าทหารหนานเยว่ไม่คิดจะบุก กองทัพเพลิงไฟเองก็เหนื่อยเกือบตาย ไม่อยากขยับไปไหนแล้ว
ดังนั้น สถานการณ์ก็แปลกๆ ขึ้นมา
ในกองทัพเพลิงไฟ มีคนไม่น้อยมองไปยังจูหงเยียนด้วยสายตาแปลกๆ เพราะว่าหน้าที่ของพวกเขาคือเป็นตัวล่อ คิดหาวิธีเพื่อส่งกองทัพของซูหมิงเจ๋อจนมาถึงหน่วยทหารจอมพลของฝ่ายศัตรู
แต่ไม่ใช่ให้พวกเขามาถึงเสียเอง
ตอนแรกพวกเขายังคิดว่ากองทัพของตนเองก็แค่บุกเข้าไปตี แล้วล่อให้ทหารหนานเยว่ตามมา เพื่อลดแรงกดดันให้กับซูหมิงเจ๋อ แต่พอกองทัพตนเองวิ่งออกไปแล้วนั้น ทหารหนานเยว่กลับไม่ได้ตามมา
พวกเขาคิดว่าพวกเขายังจะต้องกลับไปหาเรื่องทหารพวกนั้นต่อ
อย่างไรเสีย หน้าที่ที่ต้องทำมันอยู่ตรงนั้น
แต่ว่า จูหงเยียนกลับม่ได้ออกคำสั่งให้ถอย แต่สั่งให้เดินหน้าบุกไป จนกระทั่งมาถึงที่นี่ พวกเขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่พวกเขาก็ไม่ได้ถาม
ทหารต้องเชื่องฟังคำสั่งเป็นที่สุด
คำสั่งของจูหงเยียน พวกเขาจำเป็นต้องรับฟัง ถึงแม้พวกเขาจะเป็นทหารใหม่
แต่ว่าหลายวันนั้น ทางกองทัพก็ได้สอนไว้หมดแล้ว
ดังนั้น เลยไม่มีใครถาม
จูหงเยียนก็นั่งอยู่บนม้า มือข้างหนึ่งก็ถือฟางเทียนฮว่าจี่ ท่าทางเย็นชา อยู่ที่ด้านหน้ากองทัพ ราวกับเป็นแม่ทัพสูงใหญ่ ที่ทำให้คนรู้สึกว่าปลอดภัย
แต่ว่าพวกเขาไม่ต้องการความปลอดภัย
ตอนนี้พวกเขาเป็นทหาร
ไม่ใช่ประชาชนธรรมดา
……
สงครามกำลังดำเนินไป
ที่เมืองฉางซาน
กลิ่นดินปืนแล้วคาวเลือด ลอยคละคลุ้งมาเตะจมูกเป็นระยะ
ที่ด้านล่างกำแพงเมืองของเมืองฉางซาน เต็มไปด้วยศพนอนเกลื่อนมากมาย แต่ก็ด้วยเพราะศพที่กองกันสูงขึ้นมา ทำให้ทมหารหนานเยว่บุกกันขึ้นมาง่ายขึ้น
ส่วนด้านบนกำแพงเมือง ก็บาดเจ็บล้มตายกันไปมากเหมือนกัน
แม่แต่ทหารกองหนุนที่มีก็เกือบจะเรียกใช้หมดแล้ว
“ป้องกันไว้ได้นาน……เท่าไรแล้ว?”
หลี่เจิ้งหยางเสียงแหบ ถามผู้ช่วยคนข้างๆ
“3……3ชั่วโมง……แล้วครับ……”
ผู้ช่วยยิ้มแหยรายงานออกมา
“3ชั่วโมง……พวกเราต้องป้องกันไว้จนถึงเช้า……..10ชั่วโมง……ยังขาดอีก7ชั่วโมง……”
หลี่เจิ้งหยางพูดออกมาด้วยดวงตาที่แดงเป็นเลือด
เขามองไปที่บนกำแพงเมือง ทหารทั้งหลายเริ่มเหนื่อยกันมากแล้ว เวลาแค่3ชั่วโมง มันยาวนานเหมือนทั้งชีวิต แต่ทหารหนานเยว่ทางด้านล่างก็บุกกันเข้ามาเป็นระยะๆ
เหมือนไม่มีวันหมด เหมือนจะต้องรบกันไม่จบไม่สิ้น
3ชั่วโมงมานี้ เขาไม่ได้พักระบบประสาทเลย 3ชั่วโมงนี้ เหมือนได้ใช้สมองทั้งชีวิตไปแล้ว
ไม่เคยเหนื่อยแบบนี้มาก่อน
“อย่างมาก ก็ยังป้องกันได้อีก1ชั่วโมง”
หลี่เจิ้งหยางมองดูสถานการณ์
ยังป้องกันได้อีก1ชั่วโมง
แต่ว่า เทพสงครามให้คำสั่งมาว่า10ชั่วโมง ตอนนี้ยังขาดอีกเยอะ
“รายงาน ศัตรูบุกเข้ามาอีกแล้วครับ”
ทหารหนานเยว่ทางด้านล่าง ตั้งทีมกันบุกเข้ามาอีกแล้ว แถมยังเยอะกว่าครั้งก่อน ทำให้หลี่เจิ้งหยางเห็นแล้ว ก็ตะโกนออกมาว่า “ทหารทุกคนเตรียมพร้อม รักษากำแพงเมืองเอาไว้ให้ได้”
“ครับ”
ทหารบนกำแพงเมือง พูดเป็นเสียงเดียวกัน
บางทีใน1ชั่วโมงก็อาจจะป้องกันไว้ไม่ได้
หลี่เจิ้งหยางก็กังวลขึ้นในใจอย่างมาก
ทหารหนานเยว่พวกนี้ มันบ้าคลั่งมาก
แต่ว่า ตอนที่ทุกคนกำลังกังวลว่าจะป้องกันไว้ไม่ได้แล้วนั้น ก็มีข่าวเข้ามา ท่านชีนำกองกำลังในเมืองฉางซาน มาช่วยที่กำแพงเมือง มาปกป้องเมือง
ข่าวนี้ ทำให้ทหารต้าหัวทุกคนบนกำแพงเมืองต่างพากันดีใจ
มีทัพเสริมมาช่วยแล้ว
ทางฝั่งหนานเยว่เองก็ดีใจ พวกเขาก็มีทัพเสริมเข้ามา ในกองกำลังพวกนั้น มีไส้ศึกที่เป็นของพวกเขาและตระกูลซือหม่า