เทพบุตร ทวงแค้น / เทพศึกมังกรหวนคืน - บทที่ 469 สงครามใหญ่ จะระเบิดแล้ว
เวลานี้ เฉินฉายที่อยู่ในชายแดนเซาเทิร์นแลนด์เองก็กำลังกังวลอย่างหนัก
ยืนอยู่บนกำแพงเมือง มองดูพื้นที่ราบด้านนอกอยู่ตลอด เขากลัวว่าจะมีทหารม้าโจมตีเข้ามา โดยเฉพาะทหารม้าหมาป่ากองทัพนั้น เพราะว่าเขาได้รับรายงานมาว่าเป้าหมายของเทพสงครามต้าหัว มีโอกาสเป็นไปได้อย่างมากว่าจะเป็นชายแดนเซาเทิร์นแลนด์แห่งนี้ของเขา
“หัวหน้าเฉินครับ ไม่จำเป็นต้องเครียดหรอกครับ ตอนนั้นจอมพลโจงออกคำสั่งไว้ว่าเหลือทหารไว้ให้กับคุณเพียงห้าหมื่นนายเพื่ออารักขาเซาเทิร์นแลนด์ แต่ความเป็นจริงแล้ว เหลือทหารไวให้หนึ่งแสนนาย แล้วยังทิ้งองครักษ์อินทรีเหล็กไว้เพื่อสำรวจอยู่ด้วยไม่น้อย ถ้าหากไม่ได้มีตำแหน่งสูงเหมือนกันกับเราโดยปกติแล้วจะไม่มีทางไม่รู้ คนทั่วไปไม่สามารถสังเกตเห็นได้ ยิ่งไปกว่านั้น ที่ด้านนอก ยังมีทหารสี่หมื่นนายของนายพลฟางถัวอยู่อีกด้วยครับ…..”
จาวฉิวพูดถึงตรงนี้แล้วก็รู้สึกโมโห
เขาเองก็ได้รับข่าวสารแล้ว ทหารเจ็ดหมื่นนายของฟางถัวถูกกำจัดทิ้งไปสามหมื่นนาย แล้วยังเป็นกองทัพทหารใหม่กำจัดทิ้งด้วย ถ้าตอนนี้ไม่ใช่ช่วงภาวะฉุกเฉินของสงคราม ฟางถัวคงจะต้องใช้ความตายมาชดใช้ความผิด
ถึงแม้จะไม่ได้ใช้ความตายชดใช้ความผิด แต่ทั้งชีวิตนี้ ฟางถัวก็ต้องแบกรับความอัปยศนี้ไปทั้งชีวิต
อับอายเหลือเกิน การถูกทหารใหม่กำจัดทิ้ง
ทำให้เขารู้สึกโมโหจริงๆ
“ทหารต้าหัวจัดการยาก”
เฉินฉายถอนหายใจทีหนึ่ง ฟางถัวเป็นอย่างนี้ แล้วเขาไม่เป็นอย่างนี้ตรงไหน ตอนนี้เขายังมีความผิดติดตัว ครั้งก่อนที่ถูกเทพสงครามต้าหัวหยอกล้อเล่นอยู่ในกำมือ จากนั้นก็ถูกส่งมาเฝ้าอารักขาที่เซาเทิร์นแลนด์
พวกเขาน่าขายหน้าทั้งสองคน
ดังนั้น เฉินฉายไม่หัวเราะเยาะฟางถัว แต่กลับกันที่ยังรู้สึกเข้าใจ
ทั้งสองคนต่างก็ถูกทหารต้าหัวจัดการมามากแล้ว
“อีกอย่าง ทหารห้าหมื่นนายของนายพลหูหรง ถ้าหากศัตรูทำการโจมตีชายแดนเซาเทิร์นแลนด์จริงๆ ถึงแม้จะเป็นทหารม้าหมาป่า แต่ทหารม้าหมาป่าก็สูญเสียไปกว่าครึ่งแล้ว กำลังการต่อสู้ลดลงอย่างมาก ทางเรายังมีทหารอีกหนึ่งแสนนาย แล้วยังยึดครองพื้นที่เสี่ยงของชายแดนไว้ สามารถอารักขาไว้ได้แน่นอนครับ ถ้าหากอีกฝ่ายเพิ่มกำลังทหาร อย่างนั้นก็เคลื่อนย้ายทหารของนายพลฟางถัวมา ดังนั้นจะต้องไม่เป็นอะไรแน่นอนครับ นี่คือแผนผังของจอมพลโจง เพื่อรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ จอมพลโจง สมแล้วที่เป็นนายพลใหญ่เพียงหนึ่งเดียวของประเทศหนานเยว่ของเรานะครับ” จาวฉิวพูด
ประเทศหนานเยว่โชคดีจริงๆ มีจักรพรรดิคนแรก จักรพรรดิแห่งหนานเยว่ แล้วก็ยังมีนายพลที่ไม่มีใครเทียบได้อีกคน จงชิว นี่ถึงได้รักษาประเทศหนานเยว่ไว้ได้ แล้วยังขยายประเทศหนานเยว่อีกด้วย
สิ่งเดียวที่โชคร้ายก็คือ ต้าหัวทางทวีปเหนือที่ขัดขวางพวกเขา ยุคสมัยนี้เองก็มีนายพลที่ไม่มีใครเทียบได้อยู่คนหนึ่งเช่นกัน
ฉินเฟิง ภายในประเทศต้าหัวมีฉายานามว่าเทพสงคราม แต่นอกประเทศมีฉายานามว่า ‘เพชฌฆาต’ และ ‘เทพสังหาร’ ทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดกลัว
แล้วฉินเฟิงยังได้รับความเชื่อมั่นจากต้าหัวเป็นอย่างมาก
ถ้าไม่ใช่เพราะฉินเฟิง พวกเขาคงครอบครองหนานโจวไปนานแล้ว ร่วมมือกับประเทศรอบด้านทั้งสี่ ทำการจู่โจมต้าหัว แผนการเดิมคือสิบห้าวันเข้าครอบครองหนานโจว และสามสิบวันทำลายต้าหัวทิ้งจนหมด
ในแผนการของพวกเขา สิ่งนี้สามารถทำได้
แต่ว่า มีตัวประหลาดฉินเฟิงคนนี้อยู่ เดิมทีสู้กันอยู่ดีๆ แต่แล้วกลับทำให้ทหารหนานเยว่ติดอยู่ในหนานโจว ขยับเคลื่อนไหวไม่ได้ อย่าว่าแต่สิบห้าวันเลย สามสิบวันก็อาจจะไม่สามารถครอบครองหนานโจวได้
“นายว่า เป้าหมายของเทพสงครามต้าหัวคนนี้ จะเป็นที่แห่งนี้ของเราจริงหรอ?” เฉินฉายพูดเสียงเบา
“ไม่ทราบครับ มีความเป็นไปได้ครับ”
จาวฉิวเองก็ถอนหายใจทีหนึ่ง
เดิมทีเขาเป็นนายพลใหญ่ของชายแดนเซาเทิร์นแลนด์แห่งนี้ รับผิดชอบอารักขาชายแดน ต่อมาเฉินฉายมาที่นี่ ถึงแม้เฉินฉายจะถูกลงโทษมา แต่ตำแหน่งก็สูงกว่าเขา จึงขึ้นสู่ตำแหน่งหัวหน้าชายแดนแห่งนี้
แต่ตำแหน่งของจาวฉิวเองก็ไม่ต่ำ ดังนั้นเรื่องส่วนมาก จึงเป็นพวกเขาสองคนคอยปรึกษากัน
แน่นอนว่า ก็ยังเป็นเฉินฉายที่เป็นผู้ตัดสินใจ
“ช่างเถอะ ช่างเถอะ ไม่สนใจแล้ว”
เฉินฉายมองดูแล้วพูดว่า “ยังเหลืออีกครึ่งวัน หน่วยทหารจอมพลก็จะไปถึงเมืองฉางซานแล้ว จัดเตรียมความพร้อมหนึ่งวัน พรุ่งนี้ ไม่สิ ตอนเช้าเวลาตีห้า ก็จะทำการโจมตี ภายในครึ่งวัน ก็จะถล่มเมืองฉางซานได้ จากนั้น….แล้วในครึ่งวันนี้ อาจจะเป็นเวลาที่ทหารม้าหมาป่าเข้ามาโจมตีเมือง ถึงแม้ทหารม้าจะมาโจมตีเมือง ดูจะไร้สาระอยู่บ้าง แต่ว่าทหารม้าหมาป่าแข็งแกร่งมากเกินไป ไม่แน่อาจจะเป็นกองทัพนี้จริงๆก็ได้”
ประโยคนั้น เขาไม่ได้พูด
ไม่อยากพูด
เขาเป็นทหาร ที่จริงแล้วไม่เต็มใจจะเข่นฆ่าพวกชาวบ้านธรรมดา โดยเฉพาะพวกคนชราและหญิงสาวหรือเด็กๆ แต่ว่านี่เป็นการทำสงครามของสองประเทศ เขาไม่มีสิทธิ์ที่จะออกความเห็น พูดไปก็แก้ไขอะไรไม่ได้
ส่วนชายแดนเซาเทิร์นแลนด์แห่งนี้ พวกเขาได้เตรียมความพร้อมไว้แล้ว ถึงขั้นที่กำลังรอศัตรูมา
ถ้าหากว่าเป้าหมายเป็นที่ของพวกเขาจริงๆ อย่างนั้นพวกเขาก็จะโล่งใจไปบ้าง
หวังว่าจะใช่
ส่วนทำไมถึงได้เป็นเวลาเช้าตีห้า เพราะว่าในเวลานั้นพวกทหารยังอยู่ในภาวะสะลึมสะลือ กำลังการต่อสู้จะไม่แกร่งมากนัก ดังนั้นในเวลานั้น จึงเป็นช่วงเวลาการโจมตีที่ดีที่สุด
เวลาผ่านไปเรื่อยๆ บนท้องฟ้า แสงสว่างก็ค่อยๆลดลง กองทัพใหญ่ที่เหมือนกับว่าเยอะจนมองไม่เห็นสุดขอบฟ้า ปรากฏขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกับยักษ์ใหญ่ตัวหนึ่งปรากฏอยู่ตรงหน้าเมืองฉางซาน
ตึกๆ
เดิมทีทหารหนานเยว่มีอยู่เก้าแสนนาย แต่ว่าถูกฉินเฟิงฆ่าทิ้งเหลือเพียงหกแสนนาย แล้วก็ถูกแบ่งส่งออกไปอีกมากมาย ตอนนี้เหลือกำลังทหารอยู่เพียงเกือบห้าแสนนายเท่านั้น
แล้วกำลังทหารห้าแสนนายนี้ก็ทำให้รู้สึกหวาดกลัวแล้ว
พวกนี้เป็นทหารเก่งกาจของหนานเยว่ทั้งนั้น
ไม่ใช่สิ่งที่กองทัพเพลิงไฟจะสามารถเทียบได้
แต่ทหารหนานเยว่ไม่ได้ทำการโจมตี แต่หยุดลงที่หน้าเมืองฉางซาน ไม่ได้โจมตี และก็ไม่ได้ตะโกนก้องฟ้าหรือทำร้ายผู้คน แต่กลับนิ่งสงบอย่างมาก นี่คือความเงียบสงบครั้งสุดท้ายก่อนจะเข้าสู่ความมืดมน
สถานการณ์กดดัน
ความมืดมนครอบคลุมอยู่บนหัวของทุกคนในเมืองฉางซาน ทุกคนต่างก็มองท้องฟ้า ต่างก็มีความรู้สึกกดดัน
สงครามใหญ่ ใกล้จะระเบิดแล้ว
…….
ตระกูลซือหม่า พื้นที่ตระกูล
ในนั้นมีหอบรรพบุรุษแห่งหนึ่ง มีป้ายวิญญาณบรรพบุรุษและตำราโบราณบางส่วนวางอยู่ทั่ว ภายในนั้น มีธูปปักไว้ทั่วในแต่ละป้าย ทำให้หอบรรพบุรุษเต็มไปด้วยควัน และในนั้น มีชายคนหนึ่งกำลังคุกเข่าอยู่
ซือหม่าเฉิน
นั่นก็คือซือหม่าเฉิน สวมหมวกไว้อาลัย ดวงตาแดงก่ำ กำลังคุกเข่าอยู่ในหอบรรพบุรุษ ที่ตรงหน้าของเขา มีป้ายวิญญาณบรรพบุรุษป้ายหนึ่ง บนป้ายเขียนไว้ว่าซือหม่าเทียนฮุ่ย
ซือหม่าเทียนฮุ่ยตายแล้ว นี่คือสิ่งที่ซือหม่าเฉินรายงาน
ฉะนั้น ตอนนี้เขากำลังไว้อาลัย กลับมาได้หนึ่งวันแล้ว เขาคุกเข่าอยู่ที่นี่มาหนึ่งวันหนึ่งคืนได้แล้ว
“เฮ้อ เฉินเอ๋อ”
เวลานี้ ด้านนอกมีผู้อาวุโสคนหนึ่งที่สวมใส่เสื้อคลุมยาวเดินเข้ามา มองซือหม่าเฉิน ในแววตามีความซับซ้อนแวบเข้ามา เขาคือผู้นำตระกูลแห่งสายเลือดของซือหม่าเฉิน เห็นซือหม่าเฉินมีพรสวรรค์มาแต่เด็ก จึงปลูกฝังสั่งสอนอย่างดี
จนสุดท้ายใช้ความสามารถแข่งขันกับผู้สืบทอดสายเลือดโดยตรง
เป็นสิ่งโชคดีของตระกูลพวกเขา
แต่ว่า ครั้งนี้กลับเป็นการทำลายสิทธิ์ของการได้สืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูลของซือหม่าเฉิน และเป็นความโชคร้าย แต่เขารู้ดีว่าซือหม่าเฉินนั้นพบเจอกับเทพสงครามอันดับหนึ่งของต้าหัว
พบเจอกับปีศาจตนนั้น ใครก็ไม่สามารถขวางไว้ได้
“คุณทวดครับ”
ซือหม่าเฉินหันหลังกลับมา มองดูผู้อาวุโสท่านนี้ ดวงตาแดงก่ำ เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย แล้วยังมีน้ำตาอยู่เต็ม กัดฟันไว้แน่น กำหมัดไว้ โมโหและเศร้าโศกเป็นอย่างมาก
“เฮ้อ ตระกูลให้นายไปเมืองฉางซาน เพื่อช่วยเหลือหนานเยว่ ทำภารกิจที่หนานเยว่โจมตีเมืองให้สำเร็จ ครั้งนี้ตระกูลจะให้ทรัพยากรกับนายจำนวนมาก ถือเป็นการให้นายทำความดีชดเชยความผิดพลาด”
ผู้อาวุโสค่อยๆพูดช้าๆ
“ไปเมืองฉางซาน!ครับ!”
ซือหม่าเฉินกัดฟันพูด มีความเกลียดอยู่มากมายก่ายกอง ตะโกนเสียงดังว่า “ฉินเฟิง ครั้งนี้ แกกล้าฆ่าพ่อของฉัน ครั้งนี้ฉันจะทำให้นายตายทั้งเป็น!