ขาดทุนไม่อั้น ขอแค่ฉันได้เป็นเศรษฐี - บทที่ 1118 นัยแฝงของตลาดร้านข้างทาง!
บทที่ 1118 นัยแฝงของตลาดร้านข้างทาง!
หลังจากทักทายแล้ว รุ่ยยู่เฉินก็แนะนําให้รู้จักกัน “นี่จางหยาฮุย เป็นผู้จัด การตลาดร้านข้างทางครับ เดี๋ยวเขาจะเป็นคนพาชมรอบๆ และเล่าเรื่องตลาดร้านข้าง ทางให้ฟงั” เขาลดเสียงลงเล็กน้อย “เขาเคยเป็นพ่อค้าขายบะหมี่เย็นย่างมาก่อน เราขุดลึก
เรื่องนี้ได้ครับ!” เห็นได้ชัดว่ารุ่ยยู่เฉินไม่คิดแย่งซีนและตั้งใจจะให้จางหยาฮุยได้หน้าไปคนเดียว จางลี่เสียนตาเป็นประกายเมื่อได้ยินแบบนั้น เขาเคยเป็นเจ้าของร้านแผงลอยมาก่อนเหรอ มีเรื่องให้เจาะลึกเยอะเลย!
เจ้าของรา้นแผงลอยธรรมดาๆ กลายมาเป็นผู้จัดการตลาดข้างทางได้ยังไง จางหยาฮุยดูเด็กมาก เป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะไต่เต้าขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง หรือว่าจะ
มีเรื่องราว ‘ความหลักแหลมของบอสเผย’ มาเล่าให้ฟังอีก เธอรู้สึกเลือดสูบฉีดเมื่อคิดถึงเนื้อหาน่าสนใจมากมายที่สามารถขุดคุ้ยได้
“ถ้างั้นมาเริ่มกันเลยดีกว่าค่ะ” จางหยาฮุยไม่คิดว่าจะมีนักข่าวจากช่องทีวีมาสัมภาษณ์ เขาเลยไม่ได้เตรียมตัว
อะไร แต่จะทิ้งโอกาสสําคัญแบบน้ีไปได้ยังไง เพราะสิ่งที่เขานําเสนอตอนนี้ไม่ใช่ตัวเขา แต่เป็นภาพลักษณ์ของเถิงต๋า หากในเวลาแบบนี้ยืนหยัดด้วยตัวเองไม่ได้ เขาจะมีคุณสมบัติพอที่จะรับหน้าที่
‘ผู้จัดการ’ ได้ยังไง จะทรยศต่อความไว้วางใจที่บอสเผยมอบใหเ้หรอ แถมเขาก็คุ้นเคยกับสถานการณ์ในตลาดร้านข้างทางเป็นอย่างดี ส่วนเรื่อง
ประสบการณ์ส่วนตัวก็แทบไม่ต้องคิด แค่อ้าปากก็เล่าได้เลย พอคิดได้แบบนั้น จางหยาฮุยก็พยักหน้า “ได้ครับ ระหว่างที่คุยกัน เราเดินชมไป
รอบๆ ด้วยเลยดีไหมครับ”
จางหยาฮุยพาจางล่ีเสียนกับช่างกล้องไปตามเส้นทางที่ดีท่ีสุด จางลี่เสียนเป็นนักข่าวมืออาชีพ แม้จะไม่เคยมาที่ตลาดร้านข้างทางมาก่อน แต่เธอ
ก็ยิงคําถามเกี่ยวกบัประเด็นสําคัญได้ทันทีที่อ้าปาก เพราะทันทีที่เข้ามาข้างใน เธอก็ตระหนักได้ว่าที่นี่แตกต่างจากสตรีตฟู้ดที่อื่นๆ! ในฐานะที่เป็นเมืองหลวงของมณฑล จิงโจวมีสตรีตฟู้ดหลายแห่ง แต่สตรีตฟู้ดในจิงโจวก็ไม่ได้แตกต่างไปจากในเมืองอื่นๆ ไม่มีจุดเด่นที่เห็นได้
ชัดเจน จางลี่เสียนเคยทําสกู๊ปเกี่ยวกับสตรีตฟู้ดท้องถิ่นในจิงโจวมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็
ต้องปวดหัวทุกครั้งเพราะเนื้อหาไม่มีประเด็นน่าสนใจเลย แต่พอเข้ามาในตลาดร้านข้างทางแห่งนี้ เธอก็ตระหนักว่าสไตล์การตกแต่ง บรรยากาศภาพรวม ราคาอาหาร เส้นทางการเดินจับจ่าย และกิจกรรมอินเทอร์แอ็ก ทีฟล้วนแตกต่างจากสตรีตฟู้ดทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด!
ดังนั้นเธอจึงจะใช้ประเด็นเหล่านี้เป็นตัวเกริ่นนํา ระหว่างแนะนําและชิมอาหารร้าน
แผงลอยก็จะถามคาํถามจางหยาฮุยไปด้วย จางหยาฮุยตอบคําถามไปเรื่อยๆ “สไตล์การตกแต่งตลาดร้านข้างทางคือสไตล์ไซเบอร์พังก์ครับ ซึ่งได้รับแรง บันดาลใจโดยตรงจากวันพรุ่งนี้ท่ีสดใส หนังดังของเฟยหวงสตูดิโอ
“ระหว่างการออกแบบ เราพิจารณาสองประเด็นนี้เป็นหลัก ประเด็นแรกคือเรา อยากสร้างความเชื่อมโยงกับหนัง เพื่อให้ทุกคนได้สัมผัสกับฉากในหนังระหว่าง เพลิดเพลินกับอาหารอร่อย ประเด็นที่สองคือเราอยากสร้างความแตกต่าง และไซเบอร์ พังก์ก็เป็นสไตล์ที่สอดคล้องกับแก่นหลักของตลาดร้านข้างทาง
“นอกจากนั้นการออกแบบตลาดร้านข้างทางยังได้รับการสนับสนุนจากเพื่อนผู้ กระตือรือร้นจากฝ่ายเกมเถิงต๋า เขาใช้แนวคิดการออกแบบเกมกําหนดเนื้อหาอินเทอ ร์แอ็กทีฟให้ตลาดร้านข้างทาง ไม่ว่าจะเป็นโซนลดราคาที่สุ่มใหม่เรื่อยๆ การปั๊ม แสตมป์เช็กอิน รวมถึงระบบอื่นๆ อีกมากมาย องค์ประกอบเหล่านี้ช่วยยกระดับการมี ส่วนร่วมในตลาดร้านข้างทางได้มากเลยครับ
“ผมอยากใช้พื้นที่ตรงนี้ขอบคุณเขาเป็นพิเศษ
“ส่วนทําไมราคาถึงถูกขนาดนี้… จริงๆ แล้วบอสเผยขอมาเป็นพิเศษครับ บอส เผยช่วยอุดหนุนเงินให้จํานวนมากจนลดราคาลงได้เท่านี้ครับ
“โปรโมชันช่วงเปิดรึเปล่า ไม่ครับ ไม่ใช่เลย ราคาเท่านี้ไปยาวๆ
“ส่วนหนึ่งเป็นเพราะราคานี้จะทําให้ทุกคนเอร็ดอร่อยกับอาหารได้อย่างสบาย กระเป๋า ลูกค้าจะไม่พลาดอาหารเด็ดเพราะรู้สึกว่าแพงเกินไป อีกส่วนเป็นเพราะกําไร ไม่ใช่เป้าหมายอันดบัหนึ่งของตลาดร้านข้างทางครับ
“พันธกิจของตลาดร้านข้างทางคือการตอบสนองต่อเสียงเรียกร้องขอให้พลิกโฉม โซนอุตสาหกรรมเก่า และนําเสนอวัฒนธรรมอาหารกินเล่นจากท่ัวประเทศ ไม่ได้มี เป้าหมายในเชิงพาณิชย์เพียงอย่างเดียว…” จางหยาฮุยพูดอย่างมั่นใจและลื่นไหลต่อหน้ากล้อง จางลี่เสียนอดไม่ได้ที่จะพยักหน้าตามบ่อยๆ พูดดีมาก!
เห็นได้ชัดว่าจางหยาฮุย ผู้จัดการตลาดร้านข้างทางมีความเข้าใจลึกซึ้งเกี่ยวกับ
ตลาดร้านข้างทาง เขาตอบคําถามได้ตรงจุด และอธิบายได้เข้าใจง่ายมากๆ
ต่อไปต้องยิงคําถามสําคญัเพื่อให้เข้าถึงประเด็นนี้ได้ง่ายขึ้น
“ดิฉันได้ยินมาว่าคุณเคยเป็นเจ้าของร้านแผงลอยมาก่อน ช่วยเล่าให้ฟังได้ไหมคะ ว่ามาเป็นผู้จัดการตลาดร้านข้างทางได้ยังไง” จางหยาฮุยถอนหายใจและเริ่มเล่าเกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิต เนื่องจากสภาพครอบครัวที่ยากจน เขาต้องลาออกจากโรงเรียนทั้งที่ยังเรียนไม่จบ
ชั้นมัธยมเพื่อมาช่วยเปิดร้านแผงลอย โชคดีที่เขาฉลาดและชอบค้นคว้าด้วยตัวเอง บะหมี่เย็นย่างของเขาจึงค่อนข้างมี
ชื่อเสียงในพื้นที่
ต่อมาพอสาวหน้านิ่งจัดงานแข่งขันสตรีตฟู้ด บะหมี่เย็นย่างของจางหยาฮุยก็ได้ รับคําชมเชยอย่างเป็นเอกฉันท์จากกรรมการ และได้รับว่าจ้างเข้ามาเป็นที่ปรึกษาด้าน อาหาร หลังจากนั้นบอสเผยก็ให้การยกเว้นและเลื่อนตําแหน่งให้เขามาเป็นผู้จัดการตลาด
ร้านข้างทาง ซึ่งนําไปสู่เหตุการณ์ในปัจจุบัน พอพูดถึงตรงนี้จางหยาฮุยก็ถอนหายใจ “พูดไปแล้วผมก็รู้สึกขอบคุณบอสเผย จริงๆ!
“ในฐานะเจ้าของร้านแผงลอยธรรมดาๆ ผมรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้เลื่อนขั้นมา เป็นผู้จัดการตลาดร้านข้างทาง และได้ดูแลโปรเจ็กต์ใหญ่ขนาดนี้ “แต่นี่ก็เป็นเพียงแง่มุมเดียวเท่านั้นครับ
“ที่สําคัญกว่านั้นคือ ตลาดร้านข้างทางทําให้เจ้าของร้านแผงลอยอย่างพวกเรา สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นของบา้น และได้รับการดูแลเป็นพิเศษอย่างมีมนษุยธรรม!
“แผงลอยริมถนนเล็กๆ เป็นช่องทางหาเลี้ยงชีพของพ่อค้าแม่ค้า ขณะเดียวกัน ธุรกิจร้านแผงลอยและร้านค้าขนาดเล็กก็ทําให้เกิดการจ้างงาน มันคือควันและไฟ ซึ่ง เป็นรสชาติชีวิตของคนธรรมดาท่ัวไป
“แต่พูดตามตรง การตั้งแผงลอยขายของมีความลําบากมากมายครับ!
“พ่อค้าแม่ค้าต้องตื่นแต่เช้า ขายของจนดึกดื่น หาเช้ากินค่ํา ต้องเตรียมของแต่ เช้าตรู่ กว่าจะกลับถึงบ้านก็ดึกมาก
“หลายๆ ร้านตั้งขวางทางเท้า คุณภาพอาหารแตกต่างกันไป บางคนไม่ซื่อสัตย์กับ ลูกค้าและทิ้งขยะเกลื่อนถนน หลายคนจึงมีอคติกับร้านแผงลอย
“อย่างการลงพื้นที่สัมภาษณ์ที่ผ่านมา คนส่วนใหญ่บอกว่าสนับสนุนร้านแผงลอย และตลาดกลางคนื แต่ต้องเปิดในเขตอาคารของตัวเอง
“เพราะง้ันถึงรายได้จากการเปิดแผงลอยแต่ก่อนจะค่อนข้างดี แต่ผมก็รู้สึก ขัดแย้งในใจมาตลอดว่าสิ่งที่ผมทําไม่ใช่สิ่งท่ีคนให้การยอมรับ
“สิ่งที่ผมทํามีความหมายรึเปล่า ผมมีเป้าหมายอย่างอื่นอีกไหมนอกจากการหาเงิน ผ่านไปอีกสิบยี่สิบปีผมจะยังเปิดร้านแผงลอยอยู่อย่างนี้หรือเปล่า
“ผมมักสับสนและหลงทางอยู่บ่อยๆ
“ตลาดร้านข้างทางไม่ได้แค่ช่วยมอบชีวิตที่มั่นคงให้กับพ่อค้าแม่ค้า แต่ยังแสดง ให้เราเห็นถึงการเปิดร้านแผงลอยที่เป็นระเบียบ ถูกสุขอนามัย และมีอารยธรรม! “ที่นี่เราไม่ต้องกังวลเรื่องการเสี่ยงชีวิต ไม่ต้องคัดสรรวัตถุดิบเอง และไม่ต้อง กลัวว่าจะโดนเข้าใจผิด ที่เราต้องทําก็แค่ตั้งใจทําอาหารออกมาให้ถูกปากลูกค้า
“เราได้รับความเคารพและสัมผัสได้ถึงอนาคตอันสดใสซึ่งเต็มไปด้วยความหวัง เราเห็นภาพในอนาคตได้ว่าร้านแผงลอยจะไม่หายไป แต่จะผสมผสานเข้ากับวิถีชีวิต แบบเมืองสมัยใหม่ในรูปแบบที่เจริญและมีอารยธรรมมากขึ้น และกลายเป็นส่วนหนึ่ง ของวัฒนธรรมอาหารของเมือง
“ผมคิดวา่บอสเผยอยากสื่อสารแนวคิดนี้ผ่านตลาดร้านข้างทางครับ!” ตั้งแต่ได้มาดูแลตลาดร้านข้างทาง จางหยาฮุยก็คิดเกี่ยวกับความหมายเบื้องลึก
ของบอสเผยมาตลอด ระหว่างการเตรียมการ ความคิดเหล่านี้ค่อยๆ ผุดขึ้นผ่านการติดต่อประสานงาน
กับพ่อค้าแม่ค้า เห็นได้ชัดว่าบอสเผยไมไ่ด้เปิดตลาดร้านข้างทางขึ้นมาเพื่อทําเงิน ตามที่รุ่ยยู่เฉินวิเคราะห์ บอสเผยน่าจะกําลังสร้างอาณาจักรธุรกิจอาหารและ เครื่องดื่ม โดยตลาดร้านข้างทาง สาวหน้านิ่ง และสารคดีร้านข้างทางจะรวมกัน กลายเป็นแบรนด์อาหารกินเล่น แต่จางหยาฮุยเชื่อมั่นมากว่านอกจากเป้าหมายเชิงพาณิชย์แล้ว มันต้องเกี่ยวข้อง
กับองค์ประกอบด้านมนุษยนิยมด้วยแน่นอน องค์ประกอบด้านมนุษยนิยมที่ว่าคือ การอนุรักษ์และเผยแพร่วัฒนธรรมอาหาร กินเล่นที่โดดเด่น การวางบรรทัดฐานและให้คําแนะนําแนวทางที่ถูกต้องให้กับเจ้าของ ร้านแผงลอย จะทําให้พวกเขาอยู่รอด พัฒนาเติบโต และผสานเป็นส่วนหนึ่งกับชีวิต ผู้คนได้ ควันและไฟนี้จะลุกโชนในมหานครที่หนาวเย็นข้ึนเรื่อยๆ ระหว่างการให้สัมภาษณ์ จางหยาฮุยได้แสดงอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ โดยบอกเล่า
ถึงความยากลําบากและความรู้สึกของการเป็นเจา้ของร้านแผงลอยมาหลายปี จางลี่เสียนตาเป็นประกาย ดูสิๆ! พูดดีมากเลย!
นอกจากจะเล่าประสบการณ์ชีวิตที่ติดดินและเข้าถึงได้ง่ายให้ฟังแล้ว เขายัง
นําเสนอการวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจและมนุษยนิยมเชิงลึกอีกด้วย! เธอถอนหายใจด้วยความทึ่ง สามร้อยหกสิบอาชีพ ทุกๆ อาชีพมีจอหงวน เจ้าของรา้นแผงลอยธรรมดาๆ พูดจาได้ฉะฉานขนาดนี้ น่าทึ่งจริงๆ แน่นอนว่าเป็นไปไดว้่าอิทธิพลของเถิงต๋าจะช่วยขยายมมุมองของเขาให้กว้างขึ้น สรุปแล้วการสัมภาษณ์ตลาดร้านข้างทางออกมาสมบูรณ์แบบมาก!
ก่อนอื่นเธอจะใช้รูปแบบและสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์เป็นตัวเรียกความสนใจ จากนั้นก็นําเสนออาหารอร่อยในราคาที่เข้าถึงได้ไปพร้อมกับคุยเรื่องที่มาและ ความสําคัญของตลาดร้านข้างทาง ก่อนจะยกระดับไปสู่ประเด็นที่ใหญ่ขึ้น อย่าง เศรษฐกิจของร้านแผงลอย การวางผังเมือง และวัฒนธรรมอาหาร ระหว่างเดินกลับ จางหยาฮุยผ่านร้านบะหมี่เย็นย่างเลยทําให้ชิมหนึ่งจาน ทําเอา
จางลี่เสียนชมเขาไม่ขาดปาก หลังจากเดินวนหนึ่งรอบ พวกเขาก็กลับมาที่ทางเข้า จางหยาฮุยหยิบสมุดปึกหนึ่งจากร้านขายของชํายื่นให้จางลี่เสียนกับช่างภาพ และ
ฝากไปถึงทีมงานในสถานีโทรทัศน์เป็นท่ีระลึก “ขอบคุณมากค่ะ! “ดิฉันรู้สึกไม่ดีเลยที่ทุกครั้งที่มาสัมภาษณ์จะได้หอบของกลับไปตลอด…
“แต่ยังไงก็ขอบคุณมากๆ นะคะที่ให้เราสัมภาษณ์!” หลังจากยืนยันกับช่างกล้องว่าเก็บเนื้อหาครบหมดแล้ว จางลี่เสียนก็กลับออกไป
อย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก ถึงจะมีอาหารมากมายล่อตาล่อใจอยู่ แต่เธอค่อยกลับมากินทีหลังได้ เพราะยังไงเธอก็อยู่ที่จิงโจวอยู่แล้ว สามารถมาได้ทุกเมื่อ ต้องรีบกลบัไปตัดต่อสกู๊ปนี้ให้เร็วที่สุด!
จางลี่เสียนรู้สึกว่าข่าวนี้น่าจะได้กระแสตอบรับดีเหมือนสกู๊ปสัมภาษณ์โมหยูเดลิเ
วอรี่และบอสหลี่!
จางหยาฮุยถอนหายใจด้วยความโล่งอกหลังส่งจางลี่เสียนกับช่างภาพเสร็จ
“เฮ้อ อย่างน้อยฉันก็ไม่ทาํให้บอสเผยขายหน้า!”