ฉัน....เป็นเจ้าสาวจอมปลอม / สามีอัปลักษณ์ของฉัน - บทที่ 692 ความจริงปรากฏ
มู่น่อนน่อนได้ยินดังนั้น ยิ้มแดกดัน “คุณก็รู้ว่ามู่หวั่นขีเดินหลงผิด ไม่เคยทำเรื่องดีด้วยเหรอ”
มู่หวั่นขีถึงแม้จะไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของเซียวชู่เหอ แต่ว่าเธอก็เป็นคนเลี้ยงจนโตมากับมือ ตอนนี้เธอก็ยังรักและเอ็นดูมู่หวั่นขี ก็ย่อมเป็นธรรมดาที่ไม่อยากจะฟังมู่น่อนน่อนว่ามู่หวั่นขีด้วยคำพูดแบบนี้
เธอจึงได้แก้ต่างให้กับมู่หวั่นขี “แกก็รู้ว่าหวั่นขีถูกตามใจมาตั้งแต่เด็กจนโต ต่อมาเธอเจอกับความล้มเหลวมากมายเช่นนี้ ตั้งแต่ที่แฟนของเธอเสียชีวิตไป สภาพจิตใจของเธอแย่ลงเรื่อย ๆ เธอก็แค่……”
มู่น่อนน่อนฟังเซียวชู่เหอคอยแก้ต่างให้กับมู่หวั่นขี ก็รู้สึกสะอิดสะเอียนมาก
เธอโมโหจนตัวสั่นเทา แล้วตะคอกใส่เซียวชู่เหอ “พอได้แล้ว!”
“ล้มเหลว? คุณคิดว่าสิ่งที่เธอเจอเหล่านั้นคือความล้มเหลว?” มู่น่อนน่อนพลางพูดพลางเข้าไปใกล้เซียวชู่เหอ
เซียวชู่เหอเห็นสีหน้าที่เย็นชาของมู่น่อนน่อน จึงได้ก้าวเดินถอยหลัง “หวั่นขีเธอ……”
สถานที่ที่ทั้งสองกำลังคุยกันอยู่นั้นเป็นมุมอับมุมหนึ่ง เซียวชู่เหอถอยหลังห่างออกไปได้เพียงเล็กน้อยก็ชนเข้ากับกำแพง ทำให้ไม่สามารถถอยหลังได้อีก
มู่น่อนน่อนพาเฉินมู่ออกมาจากบ้านนั้นไม่ได้ใส่รองเท้าส้นสูง แต่ก็ยังดูสูงกว่าเซียวชู่เหอที่ใส่รองเท้าส้นสูงอยู่หนึ่งถึงสองเซนติเมตร
เช่นนี้ ทำให้มู่น่อนน่อนสามารถกดดันเซียวชู่เหอจนไม่กล้าส่งเสียงออกมา
“มู่หวั่นขีทำตัวเองทั้งนั้น” มู่น่อนน่อนยกริมฝีปากขึ้นเบา ๆ น้ำเสียงนุ่มนวลสุดขีด “ส่วนฉันความล้มเหลวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต ก็คือการเกิดมาเป็นลูกสาวของคุณ”
เซียวชู่เหอช็อกไปทั้งตัว เงยหน้าขึ้นมองมาทางมู่น่อนน่อนทันที ริมฝีปากสั่นสองที แต่กลับไม่ได้พูดอะไรออกมา
“ตั้งแต่เล็กจนโต ไม่ว่ามู่หวั่นขีทำอะไรก็ถูกไปหมด แม้จะทำผิดก็ถูก ส่วนฉันทำผิดก็คือทำผิด แม้จะทำถูกก็ยังกลายเป็นผิด!” มู่น่อนน่อนสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ และสงบสติอารมณ์ ถอยหลังออกมายิ้มแล้วกล่าวขึ้น “พูดไปพูดมา ฉันยังต้องขอบคุณมู่หวั่นขีแน่ะ”
เซียวชู่เหอถูกคำพูดที่มาเป็นชุดของมู่น่อนน่อนทำให้ตกตะลึง เมื่อได้ยินมู่น่อนน่อนบอกว่ายังต้องขอบคุณมู่หวั่นขี จึงตอบโต้กลับอย่างมีเงื่อนไข “ในเมื่อแกรู้สึกขอบคุณเธอ แกก็ปล่อยเธอไปสิ!”
มู่น่อนน่อนกอดอกแล้วกล่าวอย่างใจเย็น “ฉันรู้สึกขอบคุณเธอที่รับความทุกข์ทรมานแทนฉัน ความรักความเอ็นดูของคุณทำลายเธอทั้งชีวิต ถ้าหากว่าคนที่คุณชอบไม่ใช่เธอแต่เป็นฉัน อย่างนั้นฉันก็คงต้องตกอยู่ในสภาพเหมือนกับเธอ ไม่ใช่เหรอ”
“มู่น่อนน่อน แก……แก……” ชีวิตทั้งชีวิตของเซียวชู่เหอพึ่งพาอาศัยผู้ชาย เวลาครึ่งค่อนชีวิตใช้ไปกับการประจบประแจงมู่หวั่นขี เวลานี้ถูกมู่น่อนน่อนพูดทิ่มแทงว่าเธอเป็นคนทำลายชีวิตของมู่หวั่นขี จึงโมโหจนพูดอะไรไม่ออก
มู่น่อนน่อนรู้สึกว่า เซียวชู่เหอเป็นผู้หญิงที่ทั้งน่าโมโหและน่าเกลียดจริง ๆ
ต่อให้เซียวชู่เหอจะไม่ใช่แม่แท้ ๆ ของเธอ เป็นเพียงคนผ่านทาง มู่น่อนน่อนก็ยังคงน่าโมโหและน่าเกลียดเหมือนเดิม
ทั้ง ๆ ที่มีหน้าตาที่สะสวย มีทั้งมือและเท้า อย่างไรซะก็สามารถที่จะหาเลี้ยงตัวเองด้วยการพึ่งพาตัวเอง แต่เธอกลับพึ่งพาผู้ชายเพื่อให้มีชีวิตดำรงอยู่ ถึงแม้ต้องสูญเสียความเป็นตัวเองไปก็ตาม แม้แต่เรื่องที่ถูกผิดก็แยกแยะไม่ออก
“สำหรับข่าวคราวของ มู่หวั่นขี……คุณไปถาม ……” เดิมมู่น่อนน่อนอยากจะบอกว่าให้ไปหาเฉินถิงเซียว แต่เมื่อคำพูดมาถึงปลายลิ้น เธอก็ได้แหกโค้งเปลี่ยนเป็น “คุณก็ไปหาคนของคนที่ชื่อลี่จิ่วเชียนดู เขารู้ที่อยู่ของมู่หวั่นขี”
เซียวชู่เหอได้ยินดังนั้นแววตาก็เป็นประกาย “ลี่จิ่วเชียน”
มู่น่อนน่อนรู้สึกว่าเซียวชู่เหอไม่สามารถยารักษาได้แล้ว
“ใช่ เขาชื่อลี่จิ่วเชียน เขาเคยมีความสัมพันธ์กับมู่หวั่นขี คุณไปหาเขาก็จะได้ความคืบหน้า” ลี่จิ่วเชียนเคยหลอกใช้มู่หวั่นขีจริง ๆ เซียวชู่เหอไปหาเขา ก็ไม่ผิด
ปล่อยให้พวกสุนัขกัดกันเองแล้วกัน
……
ตั้งแต่พบกันครั้งนี้แล้ว เซียวชู่เหอ็ไม่ได้มาหามู่น่อนน่อนอีกเลย มู่น่อนน่อนรู้สึกสบายตาที่สุด แต่คิดไม่ถึงว่าหนึ่งเดือนหลังจากนั้น เซียวชู่เหอก็ได้มาหาเธออีก ครั้งนี้ ไม่ได้มาหามู่หวั่นขีแล้ว แต่เป็นการมาขอร้องให้มู่น่อนน่อนช่วยเหลือมู่หวั่นขี
“น่อนน่อน ขอร้องล่ะ ช่วย ๆ หวั่นขีเถอะ!” เซียวชู่เหอกล่าวอย่างนอบน้อม
มู่น่อนน่อนส่ายหน้า “ฉันช่วยไม่ได้” เมื่อพูดจบเธอก็ไม่ออกมาเจอเซียวชู่เหออีก
เธอครุ่นคิด ความคาดหวังสุดท้ายที่มีต่อแม่แท้ ๆ ของตัวเองคนนี้ไม่มีเหลือแล้ว แม่แท้ ๆ ของเธอคนนี้ช่างล้มเหลวมาก เธอควรตัดขาดความสัมพันธ์ตั้งแต่เนิ่น ๆ แล้ว
ต่อมาเธอทราบมาจากสือเย่ ว่าเฉินถิงเซียวได้ยกมู่หวั่นขีให้กับลี่จิ่วเชียน และลี่จิ่วเชียนจะปฏิบัติอย่างไรกับมู่หวั่นขี มู่น่อนน่อนก็พอจะคาดเดาได้
และก็เป็นอย่างที่คิด เมื่อมู่น่อนน่อนเจอกับลี่จิ่วเชียนอีกครั้งนั้น ลี่จิ่วเชียนดูมีความสุขมากกว่าปกติ เขากล่าว “น่อนน่อน อาการป่วยของวานวานดีขึ้นมาก ผมได้เปลี่ยนอวัยวะให้กับเธอแล้ว คุณทายสิ ผมใช้ของใครมาเปลี่ยน”
มู่น่อนน่อน:“ของมู่หวั่นขี”
ลี่จิ่วเชียนยิ้ม “น่อนน่อน คุณช่างฉลาดมาก นี่คือเหตุผลที่ผมไม่อยากจะเอาอวัยวะของคุณมาเปลี่ยน ถึงอย่างไรมู่หวั่นขีก็มีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน พูดถึงเรื่องนี้ก็ต้องขอบคุณเฉินถิงเซียว”
มู่น่อนน่อนไม่ได้ตอบกลับ เธอไม่รู้จะตอบอย่างไร สำหรับมู่หวั่นขี เธอไม่มีความรู้สึกใด ๆ
และเพราะอาการของลี่วานวานดีขึ้น ลี่จิ่วเชียนดูเหมือนจะดีกับเฉินถิงเซียวแล้ว อย่างน้อยตอนนี้ก็ไม่ไปหาเรื่องตระกูลเฉิน
ส่วนเฉินถิงเซียวราวกับชอบซูเหมียนแล้วจริง ๆ และกำลังจะประกาศฤกษ์แต่งงานกับสาธารณชน
มู่น่อนน่อนบอกว่าไม่อิจฉาก็คงเป็นไปไม่ได้ เธอในเวลานี้กำลังหาวิธีจะปกป้องมู่มู่อย่างไร คิดไม่ถึงว่าเฉินจิ่งหยุ้นจะมาหาเธอ แล้วบอกว่าในมือของตัวเองมีคลิปหลักฐานการประพฤติมิชอบของซูเหมียน ในคลิปเป็นเรื่องราวของเธอกับผู้ชายในไนต์คลับสองสามคน
ครั้นแล้ว ในวันแต่งงานของเฉินถิงเซียวกับซูเหมียน มู่น่อนน่อนได้เปิดคลิปหลักฐานออกมา ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของซูเหมียนที่กำลังมั่วสุมกับชายหนุ่ม และในงานแต่งของทั้งคู่ก็ได้ล่มไม่เป็นท่า เฉินถิงเซียวโมโหแล้วจากไป
ซูเหมียนจึงเกลียดมู่น่อนน่อนมาก เลยจ้างคนมาสังหารมู่น่อนน่อน ต่อมามู่น่อนน่อนถูกเฉินถิงเซียวช่วยเหลือไว้ เพราะเหตุการณ์นี้ มู่น่อนน่อนตัดสินใจฟ้องซูเหมียนข้อหาจ้างวานฆ่า เธอเดิมทีคิดว่าเฉินถิงเซียวจะยื่นมือเข้ามาแทรกแซง เพราะถึงอย่างไรก็เป็นคู่หมั้นของตัวเอง แต่คิดไม่ถึงว่าเฉินถิงเซียวจะสนับสนุนให้เธอทำแบบนี้ แม้พ่อของซูเหมียนมาก็ไม่กลัว
ซูยู่เซิง พ่อของซูเหมียน
ตามข่าวลือ คนนี้เป็นผู้มีอำนาจ มีคนจำนวนนับไม่ถ้วนยังต้องไว้หน้าแก่พ่อของซูเหมียน
ตอนที่มู่น่อนน่อนได้ว่าจ้างทนายความเตรียมฟ้องซูเหมียนนั้น ทนายความได้บอกกล่าวให้เธอทราบเกี่ยวกับข้อมูลของซูยู่เซิง
เช่นตำแหน่งคร่าว ๆ ของซูยู่เซิง รวมไปถึงอายุของเขา
สำหรับเรื่องอย่างอื่น มู่น่อนน่อนไม่รู้เลย
ซูยู่เซิงฟังคำพูดของมู่น่อนน่อนแล้ว ก็ตกตะลึงไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็หัวเราะขึ้น “ในเมื่อคุณมู่รู้จักสถานะของผม อย่างนั้นก็น่าจะรู้การมาวันนี้ของผมสินะ?”
“ท่านไม่พูดให้ชัดเจน ฉันจะทราบได้อย่างไรคะ” มู่น่อนน่อนหรี่ตาลง ยื่นมือมาจับถ้วยกาแฟแล้วหมุนเขย่า แสร้งทำเป็นฟังไม่เข้าใจความหมายของซูยู่เซิง
ซูยู่เซิงมาหาเธอ ย่อมต้องมาด้วยเรื่องของซูเหมียน
ในเมื่อซูยู่เซิงมาหาเธอก่อน ก็ควรแสดงท่าทีของการขอร้องออกมาก่อน
ถ้าให้มู่น่อนน่อนพูดจุดประสงค์การมาของซูยู่เซิงออกมาก่อน นั่นจะทำให้สูญเสียการเป็นฝ่ายรุกไม่ใช่เหรอ
ถ้าพูดอีกนัยหนึ่ง คือมู่น่อนน่อนมีอคติต่อซูยู่เซิง
เพราะเธอเป็นพ่อของซูเหมียน
เรื่องที่ซูเหมียนเคยทำ มีเรื่องไหนบ้างที่ไม่น่าขยะแขยง?
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ มู่น่อนน่อนก็ยิ่งไม่มีทางไว้หน้าให้กับซูยู่เซิง
เธอมองซูยู่เซิงด้วยสีหน้าเย็นชา และรอฟังคำพูดของเขา
ซูยู่เซิงสังเกตเห็นสีหน้าของมู่น่อนน่อน จึงยิ้มแล้วกล่าวขึ้น “คนหนุ่มสาวมักจะใจร้อนเสมอ”
“ซูเหมียนคงจะระงับอารมณ์ได้สินะ สามปีก่อนร่วมมือกับเฉินจิ่งหยุ้นหลอกเฉินถิงเซียว สามปีต่อมาเพราะความแค้นส่วนตัว ก็ทำร้ายคนอื่นจนขาหัก ยังถือมีดชี้มาทางฉันต่อหน้าผู้คนว่าจะตายไปพร้อมกับฉัน”
มู่น่อนน่อนพูดด้วยสีหน้าถากถางแดกดันจนจบ สังเกตเห็นสีหน้าของซูยู่เซิงที่เปลี่ยนไปจนดูแย่มาก ๆ
เริ่มตั้งแต่ที่เธอเข้ามา ซูยู่เซิงก็ทำตัวเชิด ใช้หน้าที่ตำแหน่งใหญ่โต ความเป็นผู้อาวุโสมาสั่งสอนเธอ!
ถ้าหากเขามาเธอในฐานะพ่อคนหนึ่ง อยากจะเจรจากับเธอ บางทีมู่น่อนน่อนสามารถรับฟังความคิดของเขา
แต่ว่าสถานการณ์ตอนนี้ อย่าว่าแต่มู่น่อนน่อนจะฟังคำพูดของเขาเลย แม้แต่นั่งก็ไม่อยากจะนั่งแล้ว
“ฉันรู้ว่าคุณซูงานยุ่งมาก ส่วนฉันก็มีเรื่องที่ต้องไปทำเช่นกัน ขอตัวค่ะ” มู่น่อนน่อนพูดจบก็ดื่มชาที่อยู่ตรงหน้าจนหมด แล้วก็จะจากไป
“เดี๋ยวก่อน!”