ฉัน....เป็นเจ้าสาวจอมปลอม / สามีอัปลักษณ์ของฉัน - บทที่ 680 นี่คุณพ่อเป็นคนซื้อมา
ผ่านไปครู่หนึ่ง มู่น่อนน่อนถึงได้เปล่งเสียงอย่างช้า ๆ “เธอคิดว่า มีความเป็นไปได้?
เสิ่นเหลียงเงียบไปครู่หนึ่ง: “ฉัน…คิดว่า ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้……”
—— ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
แต่ว่า ความเป็นไปได้นี้เป็นแค่การคาดการณ์ของเสิ่นเหลียงเท่านั้น
ช่วงเวลาที่แยกทางกับเฉินถิงเซียวนั้น มู่น่อนน่อนเฝ้ารอความหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่แล้วก็ต้องสิ้นหวัง
เธอจึงไม่ต้องการที่จะเดาใจของเฉินถิงเซียวอย่างลม ๆ แล้ง ๆ ไม่มีเหตุผลอีก
เช่นนั้นมันเหนื่อยเกินไป
“เธอรู้ไหม ตอนที่บริษัทเฉินซื่อเกิดไฟไหม้ ฉันก็อยู่ในตึกบริษัทเฉินซื่อ”
มู่น่อนน่อนนิ่งไปครู่หนึ่ง เสิ่นเหลียงไม่ได้พูดแทรก เธอรู้ว่ามู่น่อนน่อนยังพูดไม่จบประโยค
“ทุกคนต่างวิ่งกรูกันหนีเอาชีวิตรอด ฉันนึกขึ้นได้ว่าเขากับมู่มู่ยังอยู่ในห้องทำงาน จึงได้ขึ้นตึกไปหาพวกเขา แล้วก็บังเอิญเจอเขาที่ทางบันได เขาทิ้งฉันแล้วก็จากไป”
และนั่นก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เฉินถิงเซียวทิ้งเธอแล้วจากไป
มู่น่อนน่อนสาธยายสิ่งที่เกิดขึ้น ด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ ราบเรียบชนิดที่ว่าประหนึ่งกำลังพูดเรื่องของคนอื่น
เสิ่นเหลียงฟังจนจบแล้วก็แทบไม่อยากจะเชื่อ “บอสใหญ่เขาเป็นคนแบบนี้จริงเหรอ”
“อืม” มู่น่อนน่อนตอบกลับแล้วถอนหายใจเบา ๆ
เสิ่นเหลียงไม่รู้จะพูดอะไรเพื่อปลอบใจมู่น่อนน่อน
มู่น่อนน่อนเปลี่ยนหัวข้อในการสนทนา “ฉันกำลังล้างถ้วยชามอยู่ อีกสักครู่มู่มู่ก็จะตื่นแล้ว”
“นั้นเธอยุ่งไปเถอะ บ๊ายบายนะ!”
เสิ่นเหลียงวางสายและรู้สึกอึดอัดในใจเล็กน้อย จึงหยิบโทรศัพท์ออกมาโทรหากู้จือหยั่น
แต่ไหนแต่ไรมากู้จือหยั่นนั้นรับสายโทรศัพท์ของเสิ่นเหลียงอย่างรวดเร็ว ราวกับว่าพร้อมรับใช้ตลอดเวลา
ต่อสายติด ดังเพียงครั้งเดียว กู้จือหยั่นก็กดรับสาย
“เสิ่นเสี่ยวเหลียง นายน้อยของคุณกำลังติดประชุมอยู่ มีอะไรหรือเปล่า” ตอนที่กู้จือหยั่นคุยกับเธอนั้น พูดจาอย่างพ่อพวงมาลัยไม่จริงจัง
เสิ่นเหลียงคุ้นเคยจนรู้สึกชิน “ติดประชุมแล้วยังจะรับโทรศัพท์อีก อย่างนั้นแค่นี้นะ”
“อ๊ะ เดี๋ยวก่อน……” เสียงเรียกของกู้จือหยั่นดังขึ้นจากโทรศัพท์ ไม่ให้เสิ่นเหลียงวางสาย “ที่รัก มีอะไรก็พูดมาสิ จะวางสายทำไม”
เสิ่นเหลียงถ้าไม่มีเรื่องก็จะไม่มีทางโทรหาเขา ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ สามารถรับโทรศัพท์ของเสิ่นเหลียง เขาก็รู้สึกดีใจมาก
เสิ่นเหลียงจึงกล่าวตรง ๆ “คืนนี้เจอกันที่โรงแรมจีนติ่ง”
“ได้” กู้จือหยั่นตอบรับไปโดยที่ไม่ได้ถามว่าเธอต้องการทำอะไร
……
หลังจากที่มู่น่อนน่อนวางสายโทรศัพท์แล้ว ก็นึกถึงคำพูดของเสิ่นเหลียง
ความจริงคำพูดของเสิ่นเหลียงก็ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล
คนอย่างฉีเฉิง ที่ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร มาเป็นบอดี้การ์ดให้เธอถือว่าเป็นเกียรติแล้วจริง ๆ
แต่จะให้เธอเชื่อว่าเฉินถิงเซียวเป็นคนให้ฉีเฉิงมา ก็ยิ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
หลังจากประสบกับความสิ้นหวังครั้งแล้วครั้งเล่า มู่น่อนน่อนไม่มีทางที่จะให้ตัวเองมีจินตนาเกี่ยวกับเฉินถิงเซียวอีกต่อไป
แต่เธอก็รู้สึกว่าจำเป็นต้องทดสอบฉีเฉิงสักหน่อย
มู่น่อนน่อนจึงเกิดความคิดและตัดสินใจว่าคืนนี้จะทำอาหารและเชิญฉีเฉิงมาทานด้วยกัน
ใกล้พลบค่ำ เธอได้เตรียมวัสดุอาหารไว้เสร็จสรรพ และไปเคาะประตูบ้านของฉีเฉิง
ฉีเฉิงก็ไม่รู้ว่าทำอะไรอยู่ในบ้าน เขายังคงสวมเสื้อคลุมที่หนา ดูไม่เหมือนคนอยู่บ้านตลอดเวลา กลับกันดูเหมือนคนเพิ่งจะกลับมาจากด้านนอกมากกว่า
เมื่อเห็นมู่น่อนน่อนมองสำรวจเขาและไม่พูดไม่จา ฉีเฉิงถึงได้เอ่ยปากขึ้นก่อน “คุณมู่ มีธุระ?”
“ขอบคุณที่คุณเอากระถางต้นไม้ให้ฉัน ฉันอยากเชิญคุณมาทานข้าวที่บ้านฉัน” มู่น่อนน่อนยกริมฝีปากขึ้นเบา ๆ ทำให้ตัวเองดูเป็นซื่อตรงและจริงใจ
ฉีเฉิงปฏิเสธออกไปโดยไม่แม้แต่จะไตร่ตรอง “ไม่ต้อง ผมไม่ไป”
ปฏิเสธตรง ๆ ไปแบบนี้ สามารถตัดความเป็นไปได้ที่ว่าฉีเฉิงจะจีบเธอ
“ไม่เป็นไร นายส่งอาหารให้ฉัน และส่งฉันไปที่บริษัทเฉินซื่อ ฉันรู้สึกซาบซึ้ง คุณทำแบบนี้จะทำให้ฉันรู้สึกติดหนี้บุญคุณ” มู่น่อนน่อนกล่าวจบ หันหลังไปมองประตูบ้านของตัวเองแวบหนึ่ง “ขอให้คุณมาหลังจากอีกหนึ่งชั่วโมง”
“มู่……”
ฉีเฉิงกำลังจะอ้าปาก มู่น่อนน่อนก็ได้หันหลังจากไปแล้ว แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินคำพูดของเขา แล้วก็ไม่ให้โอกาสเขาได้พูด
ฉีเฉิงเสียงพูดชะงักค้าง จ้องแผนหลังของมู่น่อนน่อนอยู่สองวินาที ขมวดคิ้วแล้วก็ปิดประตูเข้าบ้านไป จากนั้นก็หยิบโทรศัพท์ออกมาโทรหาหมายเลขหนึ่ง
หลังจากที่มู่น่อนน่อนกลับไป ก็ได้เริ่มการทำอาหาร
ความสนใจในการ์ตูนของเฉินมู่ลดลงทุกวัน นอกจากการ์ตูนที่ต่อสู้เพื่อความยุติธรรมแล้ว การ์ตูนอย่างอื่นที่เด็กสาวทั่วไปชอบดู เธอนั้นจะไม่ค่อยชอบดูสักเท่าไหร่
ขณะที่มู่น่อนน่อนทำอาหารอยู่นั้น เธอก็ได้เอนตัวเข้ามาหามู่น่อนน่อน ต้องการที่จะช่วยทำอาหารด้วย
มู่น่อนน่อนได้หยิบข้าวโพดหนึ่งฝักให้เธอได้แกะ
เฉินมู่นั่งแกะะข้าวโพดอยู่ข้าง ๆ อย่างเชื่อฟัง เมื่อมู่น่อนน่อนผัดอาหารสองจานเสร็จ แล้วหันกลับมาดู เห็นเฉินมู่นั้นได้แกะข้าวโพดเกือบจะหมดฝักแล้ว แถมยังแกะได้อย่างเรียบร้อยอีกด้วย
มู่น่อนน่อนสังเกตเห็นว่า ถึงแม้เฉินมู่จะไม่กระฉับกระเฉงเหมือนแต่ก่อน แต่เหมือนจะดูฉลาดกว่าแต่ก่อน
เมื่อก่อนเฉินมู่ก็ฉลาด แต่เป็นความฉลาดของเด็กธรรมดาทั่วไป แต่ว่าตอนนี้ เฉินมู่นั้นฉลาดกว่าเด็กในวัยเดียวกัน
อาจเป็นเพราะมู่น่อนน่อนจ้องเธอนานเกินไป เฉินมู่จึงเงยหน้าขึ้นมองมาทางเธอ “แม่ แม่จะทำข้าวโพดแล้วเหรอ”
“ใช่จ้ะ อีกเดี๋ยวก็จะใช้ข้าวโพดแล้ว” มู่น่อนน่อนได้สติขึ้นมา จึงหันมายิ้มให้กับเฉินมู่เบา ๆ
เฉินมู่แกะข้าวโพดที่เหลืออีกไม่มีเม็ดออกมา แล้วก็หยิบไหมข้าวโพดที่อยู่ในเม็ดข้าวโพดออกมาด้วย จากนั้นยื่นค่อยยื่นให้กับมู่น่อนน่อน
มู่น่อนน่อนรับมา “ขอบใจจ้ะมู่มู่”
“ไม่เป็นไรค่ะ” เฉินมู่ลุกยืนขึ้น ยื่นหน้ามามองดูมู่น่อนน่อนทำอาหาร
เวลานี้กริ่งประตูได้ดังขึ้น
เฉินมู่ชี้ไปทางประตู พูดกับมู่น่อนน่อน “มีคนมาเคาะประตู”
“แม่ไปเปิดประตูก่อนนะ” มู่น่อนน่อนล้างมือแล้วหันหลังไปเปิดประตู
คนที่มาก็คือฉีเฉิง
มู่น่อนน่อนเปิดประตูแล้วยืนไปข้าง ๆ “มาแล้วเหรอ เข้ามาก่อนสิ”
ฉีเฉิงเดินเข้าไปด้วยสีหน้าที่ไร้ความรู้สึก ท่าทางที่ไม่เต็มใจ
มู่น่อนน่อนสังเกตดูปฏิกิริยาของเขา แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
เฉินมู่เดินออกมาจากด้านหน้า
เธอไม่ค่อยสนิทกับฉีเฉิง ดังนั้นจึงจ้องมองอยู่นาน
ฉีเฉิงหยิบตุ๊กตาผ้าจากด้านหลังแล้วยิ้มให้กับเฉินมู่ : “ให้หนูจ้ะ”
เฉินมู่มองฉีเฉิงด้วยสายตาปริบ ๆ แล้วก็มองตุ๊กตาผ้าในมือของฉีเฉิง จากนั้นก็พูดหนึ่งประโยค “ตุ๊กตาน่ารักจังเลย”
เธอยื่นมือไปรับมา
มู่น่อนน่อนเห็นดังนั้นจึงกล่าวขึ้น “คุณนั่งลงก่อน ยังเหลืออีกจานหนึ่งก็จะสามารถทานได้แล้ว”
ฉีเฉิงพยักหน้า เดินไปนั่งลงที่โซฟา ใบหน้ายังคงไร้ความรู้สึก
หลังจากที่มู่น่อนน่อนเข้าไปในห้องครัว พบว่าเฉินมู่ไม่ได้ตามเข้ามา
เธอจึงชำเลืองมองออกไปด้านนอกแวบหนึ่ง ก็เห็นเฉินมู่นั่งอยู่บนโซฟาข้าง ๆ ฉีเฉิง
ฉีเฉิงที่ตัวใหญ่ เฉินมู่จึงดูตัวเล็ก เป็นภาพที่ดูน่ารักอย่างอธิบายไม่ถูก
เฉินมู่ชอบฉีเฉิง?
นี่ทำให้มู่น่อนน่อนรู้สึกประหลาดใจ เสียงน้ำมันในกระทะดึงความคิดของเธอกลับมา เธอจึงหันไปผัดอาหารต่อ
ในห้องรับแขก เฉินมู่เอียงศีรษะของตุ๊กตาผ้าที่เล่นอยู่ในมือไปทางฉีเฉิง และพูดอ้อแอ้ขึ้น “ตุ๊กตาตัวนี้หยิบมาจากบ้านของหนู”
ฉีเฉิงได้ยินดังนั้น ก็หรี่ตาจ้องมองเธอ
เฉินมู่กล่าวต่อ “นี่คุณพ่อเป็นคนซื้อมา”