ฉัน....เป็นเจ้าสาวจอมปลอม / สามีอัปลักษณ์ของฉัน - บทที่ 669 คุณโกหก
ทั้งสองวิ่งออกไปไกลมาก วิ่งมาถึงตลาดนัดของหลังโรงเรียนถึงหยุดลงมา
ข้างตลาดนัดมีห้องน้ำสาธารณะอยู่ มู่น่อนน่อนกับเสิ่นเหลียงได้ไปถอดชุดนักเรียนในห้องน้ำ ด้านในของชุดนักเรียนได้ใส่เสื้อนวมกันหนาวเอาไว้
เก็บชุดนักเรียนเสร็จ ทั้งสองถึงออกมาจากข้างใน
ตอนที่เสิ่นเหลียงออกมาจากห้องน้ำสาธารณะ ได้ยืนมองรอบๆอยู่ข้างกำแพง จากนั้นถึงเดินออกมาข้างนอกอย่างสบายใจ
“เสียวจังเลย เกือบจะถูกจับแล้ว”
ถึงแม้ปากของเสิ่นเหลียงจะพูดแบบนี้ แต่มู่น่อนน่อนกลับไม่รู้สึกว่าน้ำเสียงของเธอมีความเสียวซ่านเธอเลย
“ถูกจับอ่ะเรื่องเล็ก”มู่น่อนน่อนเดินมาที่ข้างกายของเสิ่นเหลียงอย่างช้าๆ แล้วพูดอย่างเย็นชา “ถ้าถูกนักข่าวแอบถ่ายได้ พรุ่งนี้ก็จะขึ้นข่าวหน้าหนึ่งอีกแล้ว การค้นหายอดนิยมก็จะเป็นเธอหมดแน่นอน เดี๋ยวก็พาดหัวข่าวว่า‘ไม่นึกเลยว่านักแสดงหญิงเสิ่นเหลียงชอบosplay’ ‘ผู้หญิงที่ลับลอบเข้าไปในโรงเรียนกลางดึก’……”
เสิ่นเหลียงแสยะยิ้มมุมปาก “เธอหยุดพูดเลยนะ ฉันโรคจิตขนาดนี้นี่ไหน”
“สื่อไม่สนหรอกว่าเธอโรคจิตหรือเปล่า เพราะพวกเขาขอแค่มีกระแสมีคนคลิกดูก็พอแล้ว”
“แต่นี่ยังไม่ได้ถูกแอบถ่ายไม่ใช่เหรอ เฮ้อ หิวจังเลย หาอะไรกินกันก่อนเถอะ”
“ครั้งหน้าเธอ……”
“เอาล่ะๆ ฉันรู้แล้ว”
เสิ่นเหลียงขี้เกียจฟังมู่น่อนน่อนสั่งสอน ได้ดึงเธอวิ่งออกไปข้างนอกโดยตรง
เนื่องจากปิดเทอมฤดูหนาว อีกทั้งยังใกล้สิ้นปี ร้านในตลาดนัดปิดเยอะเลย มีแค่ไม่กี่ร้านที่ยังเปิดอยู่
ทั้งสองเลือกร้านอาหารร้านนึงแล้วเข้าไปสั่งอาหาร
โรงเรียนมีการเปลี่ยนแปลงไม่เยอะ แต่ตลาดนัดมีการเปลี่ยนแปลงเยอะมาก
เมื่อก่อนตอนที่พวกเธอยังเรียนอยู่ที่นี่ ตลาดนัดล้วนถูกพวกเธอกินหมดทุกร้านแล้ว
เถ้าแก่เป็นชายวัยกลางคน ดูแล้วเป็นผู้ชายแบบที่เงียบขรึม
เถ้าแก่ถือเมนูอาหารมาถามว่า “ลองดูครับว่าจะสั่งอะไรดี”
มู่น่อนน่อนเพิ่งรับเมนูอาหารมา จู่ๆเถ้าแก่ได้ก้มหน้าและเอียงตัวเล็กน้อยพร้อมพูดเสียงเบาว่า “พวกคุณมากันแค่สองคนเหรอ ”
พอเสิ่นเหลียงฟังคำพูดของเขาแล้ว พริบตาเดียวแววตาก็เต็มไปด้วยความระแวดระวัง
เถ้าแก่ไม่ได้เอามาใส่ใจ ได้พูดเสียงเบาต่อ “เมื่อครู่มีรถคันนึงตามหลังพวกคุณมาโดยตลอด ผมยังนึกว่ามากับพวกคุณเสียอีก ถ้าไม่ใช่คนรู้จักกัน พวกคุณรีบเรียกเพื่อนมารับ หรือว่าแจ้งความโดยตรงเถอะครับ”
“อะไรนะ คุณว่า……”เสิ่นเหลียงนั่งหันหลังให้กับประตู ทันใดนั้นรู้สึกว่าแผ่นหลังตัวเองค่อนข้างเย็นเฉียบขึ้นมาทันที เธอตระหนักได้ว่าพูดจาเสียงดังเกินไป ได้รีบเอามือปิดปากเอาไว้ไม่พูดจาอีก
มู่น่อนน่อนได้นั่งหันหน้าเข้าหากับประตูพอดี เธอเหลือบมองนอกประตูแวบนึง พร้อมชี้เมนูอย่างนึงแล้วพูดกับเถ้าแก่ว่า “พวกเรารู้แล้วค่ะ ขอบคุณเถ้าแก่มากนะคะ”
พอสั่งอาหารเสร็จ มู่น่อนน่อนก็ได้โทรหาฉีเฉิง
ก็ไม่รู้ว่าฉีเฉิงกำลังทำอะไรอยู่ ผ่านไปสักพักถึงรับสายเธอ
“ฉีเฉิง พวกเราอยู่ข้างนอกเหมือนจะมีเรื่องนิดหน่อย รู้สึกมีคนสะกดรอยตามพวกเรา นายมาตอนนี้ได้มั้ย ”
ฉีเฉิงถามอย่างรวบรัด “ที่อยู่ครับ”
มู่น่อนน่อนได้แจ้งที่อยู่ให้กับฉีเฉิง
เสิ่นเหลียงฟังคำพูดของมู่น่อนน่อนได้อย่างชัดเจนหมด พอมู่น่อนน่อนวางสายแล้ว เธอก็ขมวดคิ้วถาม “เธอโทรหาบอดี้การ์ดของเธอ หรือไม่เราแจ้งความโดยตรงเลยดีกว่ามั้ง ”
เท่าที่เสิ่นเหลียงดู บอดี้การ์ดอย่างมากก็แค่สามารถบดบังหน่อย เรื่องแบบนี้แจ้งความดีที่สุด
มู่น่อนน่อนส่ายหัว “เมื่อครู่พวกเราออกมาจากโรงเรียนถึงตลาดนัด ระยะทางไม่ใกล้ ถ้าคนที่สะกดรอยตามพวกเราแอบวางแผนชั่ว พวกมันมีโอกาสมากมายสามารถลงมือ แต่เราไม่แน่ใจพวกว่ามันอยากทำอะไรกันแน่ แจ้งความผลีผลามก็ไม่มีประโยชน์”
“ก็ได้ ในรถจะมีสักกี่คนกันเชียว อย่างมากก็แค่ให้ฉันได้ยืดเส้นยืดสายหน่อยเท่านั้นแหละ”ระหว่างที่เสิ่นเหลียงพูด ก็พยายามที่จะถกแขนเสื้อตัวเองขึ้นมา
แต่เสื้อหนาเกินไป เธอถกแขนเสื้ออยู่หลายทีก็ถกไม่ขึ้น……
มู่น่อนน่อนยิ้มและทำเป็นเหมือนไม่เห็น ได้ลุกไปเข้าห้องน้ำที่ด้านหลังของร้านอาหาร
ในห้องน้ำมีหน้าต่างบานเล็กอยู่บานนึง สามารถมองเห็นท้องถนนของด้านนอกพอดี
ตอนที่มู่น่อนน่อนเข้าไปไม่ได้เปิดไฟ ได้ยืนมองข้างนอกอยู่ริมหน้าต่าง
เธอเห็นรถยนต์สีดำคันนึงจอดอยู่ตรงทางที่ห่างออกไปไม่ไกลจริงๆด้วย
ตำแหน่งที่รถคันนั้นจอดอยู่ค่อนข้างบังเอิญ อยู่ในมุมมืดพอดี หน้ารถมีร้านค้าอยู่ร้านนึง แสงไฟของในร้านสาดส่องออกมา ก็มองไม่เห็นคนในรถอยู่ดี
คนที่อยู่ในรถไม่มีความเคลื่อนไหวสักที มู่น่อนน่อนก็ยืนอยู่ในห้องน้ำตลอด
เธอดูนาฬิกา คนในรถนั่งได้นั่งอยู่ในนั้นสิบกว่านาทีแล้ว
เธอรู้สึกไม่มีทางเป็นคนของเจียงซ่ง คนของเจียงซ่งล้วนเป็นพวกไร้สมอง ถ้าพวกเขาอยากรับมือกับเธอ ก่อนหน้านี้มีโอกาสลงมือถมเถไป
มู่น่อนน่อนคาดเดา คนที่อยู่ในรถอาจจะไม่ได้อยากทำอะไรเธอกับเสิ่นเหลียง
เธอออกมาจากห้องน้ำ แล้วไปที่ห้องครัว
“เถ้าแก่ ประตูหลังอันนั้นเปิดได้มั้ยคะ ”ตอนที่เธอเพิ่งมา พบว่าร้านค้ามีประตูหลัง แต่ได้ล็อกเอาไว้
เถ้าแก่เงยหน้าถามเธอ “คุณจะทำอะไรครับ ”
มู่น่อนน่อนยิ้มอ่อนๆ แล้วพูดอย่างอ่อนโยนสุดขีดว่า “เพื่อนของฉันใกล้จะมาถึงแล้ว ฉันอยากให้พวกเขามารับที่ประตูหลังโดยตรง จะได้ไปดูกับพวกเขาหน่อยว่าคนที่สะกดรอยตามพวกเราคือใครกันแน่”
“ก็ได้ครับ”เถ้าแก่เชื่อใจมู่น่อนน่อนมาก ได้ช่วยมู่น่อนน่อนเปิดประตู
มู่น่อนน่อนออกไปจากประตูหลัง ได้วนอยู่รอบใหญ่ ถึงวนมาถึงถนนเส้นที่อยู่หน้าประตูของร้านค้า
ข้างถนนมีรถจอดอยู่ประปราย มู่น่อนน่อนได้แน่ใจตำแหน่งของรถคันที่สะกดรอยตามเธอกับเสิ่นเหลียงตั้งนานแล้ว เธอเดินไปหารถคันนั้นโดยตรง
มู่น่อนน่อนเดินไปด้วยและกำอิฐก้อนนึงไว้ในมือแน่นๆด้วย
เมื่อครู่ตอนที่เธอออกมาจากประตูหลังของร้านอาหาร ได้ถือโอกาสเก็บก้อนอิฐมาก้อนนึงเอาไว้ป้องกันตัว
ตอนที่เดินไปถึงจุดที่ห่างจากรถคันนั้นแค่สองเมตร มู่น่อนน่อนได้เพิ่มความเร็ว วิ่งไปเปิดประตูรถของฝั่งคนขับอย่างไว
ในรถไม่ได้เปิดไฟ สามารถเห็นแค่เค้าโครงของคนๆนึงอย่างเลือนราง
ถึงจะเป็นแค่เค้าโครงก็ตาม มู่น่อนน่อนก็ดูออกทันทีว่าคนในรถคือใคร
ดูเหมือนคนที่อยู่ในรถก็คาดไม่ถึงเหมือนกันว่าเธอจะโผล่มากะทันหัน ทันใดนั้นไม่มีปฏิกิริยาใดๆเลย
ผ่านไปครึ่งค่อนวัน มู่น่อนน่อนได้พูดพึมพำว่า “เฉินถิงเซียว ”
เขามาโผล่อยู่ที่นี่ได้ยังไง
เธอเคยคิดความเป็นไปได้จนนับไม่ถ้วน แต่หนึ่งเดียวที่ไม่เคยคิด คนที่อยู่ในรถจะคือเฉินถิงเซียว
ขณะนี้ เฉินถิงเซียวได้ผลักประตูออก แล้วลงมาจากในรถโดยตรง
ตอนที่เขาอยู่ในรถ มู่น่อนน่อนยังไม่มีความรู้สึกอะไร แค่รู้สึกประหลาดใจเฉยๆ
แต่พอเฉินถิงเซียวลงจากรถปุ๊บ ความได้เปรียบของส่วนสูงและออร่าที่ทรงพลัง ความดุร้ายที่คุ้นเคยแบบนั้นได้โผล่มาอีก
เขามองมู่น่อนน่อนด้วยสีหน้าเรียบเฉย น้ำเสียงเย็นชา “ขับผ่านมาทางนี้ ไม่ได้หรือไง ”
“คุณโกหก”มู่น่อนน่อนกำก้อนอิฐในมือไว้แน่นโดยที่ไม่รู้ตัว “เจ้าของร้านร้านบอกว่าคุณสะกดรอยตามพวกเรามาโดยตลอด”
“ถนนเส้นนี้เป็นของคุณหรือไง มีแค่คุณเท่านั้นที่มาเดินได้เหรอ ”เฉินถิงเซียวเอามือสองข้างล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง น้ำเสียงแฝงด้วยการเหน็บแนม
“แล้วแต่คุณ ”มู่น่อนน่อนโยนก้อนอิฐในมือลงบนพื้นโดยตรง จากนั้นได้หันหลังเดินไปทางร้านอาหาร
ถ้าอยู่ถนนย่านธุรกิจ เจอเฉินถิงเซียวกลางดึกก็ไม่มีอะไรน่าแปลก แต่เฉินถิงเซียวจะขับผ่านสถานที่แบบนี้
มู่น่อนน่อนเชื่อเขาก็แปลกแล้ว
ใครจะไปรู้ว่าเขาปรากฏตัวอยู่ที่สถานที่แบบนี้กลางดึกคือทำอะไร
มู่น่อนน่อนเถียงเขาไม่ไหว ก็เลยไม่สนใจเขาซะเลย