ระบบสังหาร จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 600 หลี่เต้าคือหลี่เต้า!
เมื่อร่ายคาถาลับสุดท้ายเสร็จสิ้น ร่างของไป่อวิ๋นเปียนก็พลันสั่นสะท้าน สีหน้าที่เคยเปล่งปลั่งกลับซีดขาวลงอย่างเห็นได้ชัด หากมองที่โคนผมของเขาในตอนนี้ จะเห็นได้ว่าเส้นผมบางส่วนเริ่มเปลี่ยนเป็นสีขาวจากโคน นี่คือสัญญาณของการสูญเสียพลังชีวิต เมื่อจิตวิญญาณถูกสังเวย ภาพในโลกสีเลือดก็เริ่มเคลื่อนไหวต่อ เพียงพริบตาภาพอันงดงามวิจิตรก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
เมื่อมองเห็นชัดเจนแล้ว ไป่อวิ๋นเปียนก็ถึงกับชะงักงันไป เพราะภาพที่เห็นตรงหน้านี้ชัดเจนว่าเขาเคยพบมาก่อน นี่มิใช่ท้องพระโรงที่ฮ่องเต้ใช้จัดเลี้ยงขุนนางในวังหลวงหรอกหรือ ไป่อวิ๋นเปียนจ้องมองภาพตรงหน้าเขม็ง ไม่กล้าพลาดแม้แต่รายละเอียดเล็กน้อย ในภาพนั้น ชายหนุ่มในอาภรณ์หรูหรายับยู่ยี่ ใบหน้าแดงก่ำด้วยฤทธิ์สุรา ถูกองครักษ์สองนายกดตัวไว้กับพื้น และในภาพนั้นเขายังเห็นเหล่าขุนนางที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ด้านข้าง รวมถึงฮ่องเต้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรด้วยสีหน้าเดือดดาลด้วย แม้กระทั่งเขายังเห็นเงาร่างของตัวเองอยู่ที่มุมหนึ่งของงานเลี้ยง
“นี่มัน… งานเลี้ยงฉลองพิธีเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ขององค์หญิงหมิงเยว่” ในฐานะหัวหน้าสำนักโหรหลวง เขาแทบจะไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในราชสำนักเลย ดังนั้นงานเลี้ยงที่เขาต้องไปปรากฏตัวด้วยตนเองจึงมีไม่มากนัก และงานเลี้ยงฉลองนี้ขององค์หญิงหมิงเยว่ คือหนึ่งในงานที่เขาจดจำได้มากที่สุด เพราะว่าที่นั้นได้เกิดเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ผู้คนทั่วทั้งเมืองหลวงต่างโกรธแค้นยิ่งนัก ตอนนั้นชายหนุ่มผู้ที่ก่อเรื่องอุกอาจนี้คือผู้ใดกันนะ ไป่อวิ๋นเปียนนึกขึ้นได้อย่างรวดเร็ว หลี่เต้า…
เดี๋ยวก่อน! ทันใดนั้นสีหน้าของไป่อวิ๋นเปียนก็พลันเปลี่ยนไปทันที เขาเงยหน้าขึ้นมองไปยังคุณชายเสเพลที่ดูอเนจอนาถในภาพ อันหยวนป๋อ… หลี่เต้า!
อูอันกง… หลี่เต้า เป็นไปไม่ได้… เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด หลี่เต้าเป็นเพียงคุณชายเสเพลธรรมดาคนหนึ่ง จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะกลายเป็นอูอันกงในปัจจุบัน ยิ่งไปกว่านั้นเขายังจำได้ว่าตอนนั้นหลี่เต้าถูกฮ่องเต้จับขังคุกหลวง หากไม่ได้รับอนุญาตจากฮ่องเต้ เขาไม่มีทางรอดชีวิตออกมาจากคุกหลวงได้แน่ ถ้าหลี่เต้ายังมีชีวิตอยู่แล้ว จะเป็นไปได้อย่างไรที่ฮ่องเต้จะไม่รู้เรื่อง
แต่บางสิ่งยิ่งดูเหลือเชื่อก็ยิ่งเป็นความจริง ไป่อวิ๋นเปียนเองก็เริ่มไม่มั่นใจเช่นกัน สุดท้ายแล้วภาพตรงหน้านี้ก็คือสิ่งที่อูอันกงหลี่เต้าเคยประสบพบเจอมา การที่ภาพนี้ปรากฏขึ้นมาก็แสดงว่า นี่คือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิตของอูอันกงหลี่เต้า ยิ่งไปกว่านั้นนอกจากคุณชายเสเพลหลี่เต้าในภาพแล้ว ไป่อวิ๋นเปียนก็ไม่สามารถหาความเชื่อมโยงระหว่างคนอื่นในภาพกับอูอันกงหลี่เต้าได้อีก ทันใดนั้นความรู้สึกอ่อนแรงก็ได้ปรากฏขึ้นในร่างของไป่อวิ๋นเปียน
ความรู้สึกนี้ทำให้เขาได้สติกลับมา และรีบหยุดการใช้วิชาลับในทันที เมื่อวิชาลับถูกยุติลง โลกสีเลือดก็พังทลายและหายวับไป ไป่อวิ๋นเปียนกลับคืนสู่ความเป็นจริง เขารู้สึกว่าร่างกายของตนเองไม่สู้ดีนัก การสละอายุขัยทำให้เขารู้สึกว่าร่างกายถูกรีดเค้นออกไปจนหมดสิ้น
“ครั้งนี้ขาดทุนมหาศาลจริงๆ อายุขัยห้าสิบปีเชียว…” เพียงชั่วขณะเมื่อครู่นี้ อายุขัยของไป่อวิ๋นเปียนก็ถูกใช้ไปอย่างน้อยห้าสิบปี โชคดีที่วรยุทธ์ของเขาบรรลุถึงระดับเทพมนุษย์แล้ว ทำให้อายุขัยเพิ่มขึ้นมาก มิเช่นนั้นการกระทำครั้งนี้อาจพรากชีวิตของเขาไปเลยก็เป็นได้ เมื่อนึกถึงหลี่เต้าทั้งสอง ไป่อวิ๋นเปียนก็เอ่ยพึมพำกับตัวเอง “ต่อไปก็ต้องยืนยันให้แน่ชัดเสียที” การคาดเดาเพียงอย่างเดียวนั้นไม่ได้ ดังนั้นถึงแม้เขาจะเห็นบางสิ่งบางอย่างแล้ว แต่ก็ยังจำเป็นต้องพิสูจน์ให้แน่ชัดเสียก่อน ไป่อวิ๋นเปียนคิดวิธีพิสูจน์ที่ง่ายที่สุดออกแล้ว
เขาหลับตาลงเริ่มนับนิ้วคำนวณชะตา ครูหนึ่งผ่านไป…
พรวด! เลือดเก่าพลันพุ่งออกมาจากปาก คราวนี้ไป่อวิ๋นเปียนยังไม่ทันได้เช็ดออก ริมฝีปากก็พึมพำเบา ๆ แล้วว่า “ที่แท้ก็เป็นเขาจริงๆ!” วิธีการตรวจสอบของไป่อวิ๋นเปียนนั้นเรียบง่ายและรุนแรง หากหลี่เต้าทั้งสองคนไม่ใช่คนเดียวกัน เมื่อเขาใชวิชาลับแห่งสวรรค์ทำการคำนวณ ในกรณีที่หลี่เต้าเสียชีวิตแล้ว จะไม่ได้ผลลัพธ์อะไรออกมา
แต่ถ้าหลี่เต้าทั้งสองคนเป็นคนเดียวกัน ผลลัพธ์ก็จะออกมาเหมือนกับครั้งก่อน ผลที่ได้คือความรู้สึกคุ้นเคย สิ่งที่คุ้นเคย คราวนี้พิสูจน์ได้อย่างแน่ชัดแล้ว หลี่เต้าอูอันกง หลี่เต้าสองคนนี้แท้จริงแล้วเป็นคนเดียวกัน แม้จะรู้ผลลัพธ์อยู่แล้วแต่ไป่อวิ๋นเปียนก็ยังคงตกตะลึงจนไม่อาจตั้งสติได้เป็นเวลานาน
จวบจนบัดนี้ เขายังจำภาพของหลี่เต้าในตอนที่ยังเป็นอันหยวนป๋อได้อย่างแจ่มชัด ดวงตาที่มองอย่างงุนงงไร้ทางออกขณะถูกกดลงกับพื้นท้องพระโรง รวมถึงความสิ้นหวังหลังจากที่ฮ่องเต้ตัดสินประหารชีวิต ช่างแตกต่างราวฟ้ากับดินเมื่อต้องมาเทียบกับอูอันกงในปัจจุบัน แม้เขาจะพูดความจริงออกไปก็ไม่แน่ว่าจะมีผู้ใดเชื่อ
“เขาต้องการทำอะไรกันแน่…” หลังจากที่ตั้งสติได้แล้ว ไป่อวิ๋นเปียนก็เริ่มครุ่นคิดถึงปัญหานี้ แม้ว่าตอนนี้จะยืนยันตัวตนของหลี่เต้าได้แล้ว แต่ก็ยังมีเรื่องยุ่งยากอีกหนึ่งอย่าง นั่นก็คือจุดประสงค์ของหลี่เต้า ดูจากสถานการณ์ในตอนนี้ เขาก็เข้าใจได้แล้วว่าทำไมหลี่เต้าถึงมุ่งเป้าไปที่จวนอัครเสนาบดี แม้เขาจะอยู่ในสำนักโหรหลวงมาโดยตลอด แต่ก็พอจะรู้เรื่องความแค้นระหว่างจวนอัครเสนาบดีกับจวนอันหยวนป๋ออยู่บ้าง แต่ในขณะเดียวกัน ต้าเฉียนก็ถือเป็นศัตรูของหลี่เต้าเช่นกัน งั้นทำไมเขาถึงไม่นั่งรอดูความเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์เล่า เดี๋ยวก่อน…
ทันใดนั้น ร่างขององค์หญิงหมิงเยว่ก็แวบผ่านเข้ามาในสายตาของไป่อวิ๋นเปียน เป็นเพราะนางหรือ… หลังคิดไปคิดมาแล้ว ไป่อวิ๋นเปียนก็ไม่อาจหาคำตอบที่สมบูรณ์ได้ ด้วยเขาเป็นนักพรต การให้เขาทำนายโชคชะตาและวาดคาถานั้นทำได้ แต่การให้เขาหยั่งรู้จิตใจผู้อื่นนั้นคงจะยากไปสักหน่อย ในตอนนั้นเองได้มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นจากด้านนอกห้องโถงใหญ่ของสำนักโหรหลวง
“มีอะไรหรือ?” หลังจากที่ได้ล่วงรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของหลี่เต้า ไป่อวิ๋นเปียนก็ปลงตกกับความกังวลที่ค้างคาใจมาตลอด ทำให้จิตใจของเขาผ่อนคลายลงมาก เสียงจากด้านนอกดังขึ้นอย่างรวดเร็ว
“ท่านหัวหน้าโหร ฝ่าบาททรงฟื้นแล้ว ทางวังหลวงส่งคนมาเชิญท่านไปเข้าเฝ้า”
ฝ่าบาททรงฟื้นแล้วหรือ? ไป่อวิ๋นเปียนพลันสะดุ้งโหยงก่อนจะเอ่ยถามว่า “ฝ่าบาททรงเรียกข้าไปเข้าเฝ้าคนเดียวหรือ?”
คนด้านนอกตอบว่า “ดูเหมือนจะเชิญท่านอูอันกงและท่านไท่ผิงกงมาด้วย”
ที่หน้าห้องโถงสำนักโหรหลวง ศิษย์น้อยยังไม่ทันได้ตั้งตัว จู่ ๆ ก็พบว่าประตูถูกเปิดออก ไป่อวิ๋นเปียนวิ่งพรวดพราดออกมาจากด้านใน
“ท่านหัวหน้าโหร…” เมื่อศิษย์น้อยเห็นสภาพของไป่อวิ๋นเปียนในตอนนี้ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป ไม่รู้ทำไมแต่เขารู้สึกว่าคนตรงหน้านี้ดูเหมือนจะแก่ชราลงไปมาก ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้ตั้งตัว ไป่อวิ๋นเปียนก็คว้าไหล่เขาแล้วถามว่า “ท่านอูอันกงเขาวังแล้วหรือ?”
ศิษย์น้อยตอบอย่างตื่นเต้น “ขันทีได้ไปแจ้งท่านอูอันกงแล้ว ตอนนี้ท่านอูอันกงน่าจะอยู่ระหว่างทางไปวังหลวง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ไป่อวิ๋นเปียนก็ไม่ลังเล เขารีบมุ่งหน้าไปยังวังหลวงทันที หากไม่รู้ฐานะของหลี่เต้า เขาย่อมไม่ต้องใส่ใจ แต่ตอนนี้รู้แล้วเขาก็ไม่อาจไม่ใส่ใจได้อีกต่อไป เพราะไม่มีใครรู้ว่าหลี่เต้าจะแก้แค้นฮ่องเต้อย่างไรหากเป็นครั้งนี้ ยิ่งไปกว่านั้นเขายังรู้สึกว่า ตนเองจำเป็นต้องบอกความจริงเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของหลี่เต้าให้ฮ่องเต้รู้ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก หลี่เต้าในตอนนี้ไม่เหมือนกับหลี่เต้าในอดีตอีกต่อไป ไม่เพียงแต่เป็นภัยคุกคามต่อฮ่องเต้เท่านั้น แต่ยังเป็นภัยคุกคามอันใหญ่หลวงต่อราชวงศ์ต้าเฉียนทั้งหมดด้วย แน่นอนว่าเหตุผลที่ต้องการบอกฮ่องเต้นั้นยังมีอีกประการหนึ่งคือ หากฮ่องเต้รู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของหลี่เต้าแล้ว ก็จะสามารถหาวิธีประนีประนอมกับหลี่เต้าได้ถูกต้อง ความคิดของไป่อวิ๋นเปียนคือการประนีประนอม เพราะดูจากสถานการณ์ในตอนนี้ ดูเหมือนว่าราชวงศ์ต้าเฉียนจะไม่มีวิธีการใดที่จะสามารถยับยั้งหลี่เต้าได้ แม้ว่าจะมีวิธีก็ต้องแลกมาด้วยการเสียสละอันยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน ดังนั้นการประนีประนอมจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด