ระบบสังหาร จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 592 ชะตากำหนด
หลี่เต้ามองข้ามทั้งสามคนไปยังเจียนจื่อเต้า การสูญเสียพลังมังกรและชะตาแผ่นดิน หมายความว่าร่มคุ้มครองที่คอยปกป้องเจียนจื่อเต้าได้หายไปแล้ว ตอนนี้เขาเหลือเพียงวรยุทธ์ระดับเทพมนุษย์เท่านั้น แน่นอนว่าในสถานการณ์ปกติ การมีวรยุทธ์ระดับเทพมนุษย์ก็เกือบจะเป็นผู้ไร้เทียมทานแล้ว แต่น่าเสียดายสถานการณ์ต่อจากนี้ไม่ปกติ ไม่ว่าจะเป็นหลี่เต้าหรือจ้าวฉงที่คอยระวังอยู่ด้านข้าง ต่างก็ไม่มีทางปล่อยให้เจียนจื่อเต้าผู้เป็นภัยแฝงหลุดรอดไปได้
เพราะไม่ว่าจะเป็นพลังระดับเทพมนุษย์หรือพลังที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง พวกมันก็ล้วนแต่เป็นอันตรายเกินไปสำหรับราชวงศ์ต้าเฉียน หลังจากระบายความโกรธแล้ว เจียนจื่อเต้าก็ค่อย ๆ สงบสติอารมณ์ลง เมื่อไร้ซึ่งพลังมังกรเขาก็รู้ดีว่าความหวังในการแย่งชิงบัลลังก์นั้นสิ้นสุดลงแล้ว และเข้าใจดีว่าสถานการณ์ของตนเองในตอนนี้เป็นเช่นไร เขาเงยหน้ามองไปยังหลี่เต้าที่ค่อย ๆ ก้าวเดินเข้ามาใกล้ ในใจเกิดความรู้สึกหวาดกลัวและไร้เรียวแรงเป็นครั้งแรกนับตั้งแตเกิดมาจนถึงบัดนี้ ไม่เคยมีสิ่งใดที่เขาทำไม่สำเร็จ
ไม่ว่าจะในวังหลวงหรือบนเส้นทางการฝึกวรยุทธ์ แต่ไม่เคยคิดว่าความล้มเหลวครั้งแรกจะเจอกับสถานการณ์เช่นนี้
“ฮ่องเต้ นี่คือสิ่งสุดท้ายที่เจ้าทิ้งไว้ให้ข้าหรือ!” เจียนจื่อเต้าแหงนหน้าตะโกนก้องฟ้า เขาคิดว่าหลี่เต้าคือไพ่ใบสุดท้ายที่ฮ่องเต้ทิ้งไว้ให้ใช้ต่อกรกับตน ตึง! ทันใดนั้นเจียนจื่อเต้าก็ได้เคลื่อนไหว
ร่างของเขาพลันพุ่งทะยานไปยังความมืดด้านข้าง ทว่าก่อนที่เขาจะทะยานขึ้นไปได้ เงาร่างหนึ่งก็ขวางเส้นทางที่เขาจะไปเสียก่อน
“ท่านอัครเสนาบดี จะรีบไปไหนหรือ” เสียงพูดเพิ่งจะขาดคำ ร่างนั้นก็สะบัดแขนเสื้อโจมตีใส่เจียนจื่อเต้าทันที เจียนจื่อเต้าถูกโจมตีใส่โดยไม่ทันตั้งตัว ต้องถอยกลับไปยังจุดเดิม
“ไป่อวิ๋นเปียน… เจ้า…” เมื่อเจียนจื่อเต้าเห็นผู้มาใหม่ สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นไม่สู้ดีในทันที
จ้าวฉงและหลี่เต้าก็มองเห็นผู้มาเยือนได้อย่างชัดเจน
“ท่านนักพรตไป่ ท่านมาได้จังหวะพอดีทีเดียว” เสียงของจ้าวฉงดังก้องไปทั่วลานกว้าง
ไป่อวิ๋นเปียนแสดงสีหน้ากระอักกระอ่วนใจพลางกล่าวว่า “ขอท่านขันทีโปรดให้อภัย ข้าก็มีเหตุผลจำเป็น สถานการณ์ก่อนหน้านี้ไม่เหมาะที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวจริงๆ” เรื่องราชวงศ์นั้นเขาไม่อาจเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้ หากเข้าไปยุ่งย่อมต้องได้รับโทษทัณฑ์ ก่อนหน้านี้ตัวของเจียนจื่อเต้ามีมังกรดำแห่งชะตาอยู่ เขาจึงไม่อาจเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้เลย
จนกระทั่งมังกรดำแห่งชะตาบนตัวเจียนจื่อเต้าหายไป เขาถึงได้กล้าออกมา ยืนอย่างไรความหวาดกลัว ก่อนหน้านี้เขาถึงกับคิดไว้แล้วว่า หากเกิดเรื่องขึ้นมาเขาจะช่วยพาองค์หญิงหมิงเยว่และคนอื่น ๆ ออกไปจากที่นี่ แต่เขาก็ยังประเมินหลี่เต้า ดาวมรณะผู้ยิ่งใหญ่นี้ต่ำเกินไป หากพูดว่าถ้าเจียนจื่อเต้าไม่ได้มีท่าทีที่จะหนี การลงมืออย่างกะทันหันก็ยังมีโอกาสหนีได้ครึ่งหนึ่ง แต่ในเวลานี้เมื่อถูกเทพมนุษย์สามคนล้อมไว้ตรงกลาง โอกาสที่เขาจะหนีรอดก็มีไม่ถึงหนึ่งส่วนแล้ว ในขณะเดียวกัน ความลึกล้ำภายในต้าเฉียนก็เพิ่งเผยออกมาเพียงบางส่วนเท่านั้น
หากไม่ใช่เพราะเจียนจื่อเต้าใช้กลอุบายมาก่อน โดยทั่วไปแล้วเทพมนุษย์เพียงคนเดียว ย่อมไม่อาจต่อกรกับพลังของราชวงศ์ต้าเฉียนได้ แน่นอนว่าหลี่เต้านั้นเป็นข้อยกเว้น เพราะไม่ว่าจะเป็นจ้าวฉงหรือไป่อวิ๋นเปียน รวมถึงเหล่าองครักษ์ที่กล่าวว่าหากรวมพลังกันสามคนก็สามารถต่อกรกับเทพมนุษย์ได้ พวกเขาก็ต่างพบว่า พลังของหลี่เต้านั้นเหนือกว่าระดับเทพมนุษย์ทั่วไป หากกล่าวว่าพวกเขาอยู่ในระดับเทพมนุษย์ขั้นต้น หลี่เต้าก็ต้องมีพลังอย่างน้อยระดับเทพมนุษย์ขั้นกลาง นี่คือสาเหตุที่เจียนจื่อเต้าพ่ายแพ่
ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่า การจะก้าวขึ้นเป็นเทพมนุษย์นั้นยากยิ่งนัก แต่หลี่เต้ากลับมีพลังระดับเทพมนุษย์ขั้นกลางทั้งที่อายุยังน้อยเช่นนี้ เมื่อไป่อวิ๋นเปียนปรากฏตัว ทุกอย่างก็ถูกตัดสินแล้ว เหล่าขุนนางที่ก่อนหน้านี้เคยตะโกนว่าจะสนับสนุนเจียนจื่อเต้า ต่างก็หน้าซีดเผือด ยามนี้พวกเขายืนอยู่กับที่ด้วยความหวาดระแวง เพราะเมื่อเรื่องของเจียนจื่อเต้าจบลง พวกเขาก็จะต้องถูกลงโทษอย่างแน่นอน
“อัครเสนาบดี จงยอมจำนนเถิด” จ้าวฉงเอ่ยกับเจียนจื่อเต้าอย่างช้า ๆ การยอมจำนนในตอนนี้สำหรับเจียนจื่อเต้าแล้ว มันก็เหมือนกับการยืนรอความตายอยู่ที่นี่ เจียนจื่อเต้าผู้มีชีวิตอันรุ่งโรจน์ จะมายอมให้ใครทำให้อับอายที่นี่ได้อย่างไร
“ไปให้พ้น! ชีวิตของข้า ย่อมมีแต่ข้าเท่านั้นที่จะเป็นผู้ตัดสิน!” เจียนจื่อเต้าจ้องมองไปยังหลี่เต้า เขากัดฟันพูดว่า “อูอันกง! เจ้าอย่าได้ตายง่ายเกินไป ข้าจะคอยจับตาดูเจ้าอยู่ในปรโลก”
การแพ้ให้หลี่เต้าเขายอมรับ ในขณะเดียวกันแม้ว่าเขาจะแค้นเคืองหลี่เต้า แต่ในเมื่อสถานการณ์ตอนนี้ได้ถูกกำหนดไว้แล้ว เขากลับหวังว่าหลี่เต้าจะก้าวไปได้ไกลกว่านี้ เพราะยิ่งหลี่เต้าประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียง ก็นับว่าความตายของเขาไม่สูญเปล่า จากนั้นพลังกดดันก็ได้แผ่ซ่านออกมาทั่วลานกว้าง ทุกคนต่างรู้สึกหนาวเหน็บจากส่วนลึกในจิตใจ สีหน้าของไป่อวิ๋นเปียนพลันเปลี่ยนไปในทันที “แย่แล้ว เขาจะระเบิดตัวเอง!”
ไม่มีใครรู้ว่าการระเบิดตัวเองของผู้ที่อยู่ในระดับเทพมนุษย์จะน่าสะพรึงกลัวเพียงใด เนื่องจากมีคนน้อยมากที่จะรอดชีวิตจากการระเบิดตัวตายของเทพมนุษย์ มองดูผิวหนังของเจียนจื่อเต้าที่ค่อย ๆ แตกร้าว ไป่อวิ๋นเปียนถึงกับนึกภาพออกเลยว่า ทั้งวังหลวงหรือแม้แต่ทั้งเขตพระราชฐานอาจจะถูกทำลายในพริบตา หากเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น นอกจากเทพมนุษย์ทั้งสามคนแล้ว คนที่เหลือคงต้องตายหมด ทว่าขณะที่ไป่อวิ๋นเปียนเพิ่งรู้สึกตัวและพยายามจะช่วยคน
ทันใดนั้นหลี่เต้าก็ปรากฏตัวขึ้นข้างกายเจียนจื่อเต้าโดยไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใด ทำให้จ้าวฉงและไป่อวิ๋นเปียนมีสีหน้าเปลี่ยนไป แม้หลี่เต้าจะมีพลังแข็งแกร่ง แต่ในระยะใกล้เช่นนั้นก็อาจจะตายได้ ทันทีก่อนที่ทุกคนจะทันได้ตอบสนอง ตึง! จากนั้นทั้งสองคนก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า โดยมีหลี่เต้าและเจียนจื่อเต้าเป็นจุดศูนย์กลาง
“เจ้าต้องการตายพร้อมกับข้าหรอ!” เมื่อลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า เจียนจื่อเต้าผู้มีใบหน้าแตกร้าวก็เอ่ยด้วยลมหายใจเฮือกสุดท้าย พอได้ยินดังนั้นหลี่เต้าก็กล่าวว่า “จะปล่อยให้เจ้าฆ่าตัวตายได้อย่างไร เจ้าคือเหยื่อของข้า!”
เจียนจื่อเต้า “…” แต่ยังไม่ทันที่เขาจะคิดอะไรต่อ วังหลวงเบื้องล่างก็เล็กลงอย่างเห็นได้ชัด ในเวลาเดียวกันหลี่เต้าก็สัมผัสได้ว่าเจียนจื่อเต้ามาถึงขีดจำกัดแล้ว เขาจึงยกมือขึ้นแทงตรงไปที่หัวใจของเจียนจื่อเต้าโดยตรง
ในสภาวะที่จิตวิญญาณและร่างกายเป็นหนึ่งเดียว การโจมตีครั้งนี้ได้ทะลุผ่านการคุ้มครองเทพมนุษย์ แทงเข้าสู่หัวใจของเจียนจื่อเต้าสำเร็จ และการโจมตีครั้งนี้ก็เป็นเหมือนกับการแทงสิ่งที่กำลังพองตัวอย่างหนึ่ง ทำให้เจียนจื่อเต้าที่ถึงขีดจำกัดอยู่แล้วเริ่มระเบิดออก แสงสีขาวที่แผ่พลังทำลายล้างพุ่งเข้ามาตรงหน้า ในช่วงเวลานี้หลี่เต้ายกแขนทั้งสองขึ้นป้องกันด้านหน้า พร้อมกับพยายามขดตัวให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาคิดในใจว่า ‘คงไม่ตายกระมัง’
บนท้องฟ้าเหนือวังหลวง ในท้องฟ้ายามราตรีอันมืดมิด พระจันทร์ลอยเด่นอยู่สูง ดวงดาวระยิบระยับ ทันใดนั้นจุดสว่างจุดหนึ่งก็ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าเหนือวังหลวง มันขยายใหญ่ขึ้นด้วยความเร็วสูง แล้วแสงสว่างนั้นก็แผ่ขยายออกไปทุกทิศทาง เพียงไม่กี่ลมหายใจ จุดสว่างนั้นก็กลายเป็นทรงกลมมหึมาที่แผ่รัศมีแสงอันเจิดจ้า ทั่วทั้งเมืองหลวงถูกแสงสว่างส่องจนราวกับเป็นเวลากลางวัน
พร้อมกับการปรากฏของ ‘ดวงอาทิตย์’ ดวงนี้ คลื่นกระแทกอันน่าสะพรึงกลัวก็ตามมา วังหลวงในยามนี้ทุกคนต่างเงยหน้าขึ้นมองภาพอันน่าสะพรึงกลัวที่อยู่เบื้องบน ดวงอาทิตย์ที่เจิดจ้านั้นดูราวกับว่าเอื้อมมือก็สามารถแตะต้องได้
“ร่วมกันต้านไว้!” จ้าวฉงสบตากับไป่อวิ๋นเปียน ทั้งสองพร้อมใจกันเหาะขึ้นสู่ท้องฟ้า
เมื่อขึ้นไปถึงความสูงระดับหนึ่ง พวกเขาก็ไม่กล้าบินเข้าใกล้ไปกว่านี้ จากนั้นทั้งสองก็ร่วมมือกันใช้พลังแห่งฟ้าดินสร้างม่านป้องกันขนาดมหึมาขึ้นเหนือลานกว้าง