ระบบสังหาร จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 591 จิ้งจอกขาวกลืนมังกร
จิ้งจอกขาวพลันหดหางกลับมาก่อนจะก้มหัวส่ายหางมองมังกรดำอย่างเงียบ ๆ ในขณะนั้น ทั้งเจียนจื่อเต้าและมังกรดำแห่งชะตาต่างก็แสดงสีหน้าเหมือนกำลังสงสัยในชีวิต มันเกิดอะไรขึ้น? มังกรดำแห่งชะตาผู้ยิ่งใหญ่กลับถูกหางตบจนหมอบลงพื้น ไม่นานนักดวงตาของมังกรดำแห่งชะตาก็เปลี่ยนเป็นสีเลือด ถูกความโกรธครอบงำโดยสมบูรณ์
ชั่วขณะถัดมา เสียงคำรามแห่งความโกรธก็ดังกึกก้องฟ้า มังกรดำแห่งชะตาทำท่าจะลุกขึ้นเพื่อพิสูจน์พลังของตนให้จิ้งจอกขาวเห็น แต่แล้วหางขาวก็ฟาดลงมาอีกครั้ง ตึง! มังกรดำแห่งชะตาลุกขึ้นมาอย่างไร มันก็ล้มลงไปนอนราบอยู่อย่างนั้น มังกรดำแห่งชะตา “…”
ในตอนนั้นเอง จิ้งจอกขาวพลันยกอุ้งเท้าขึ้นหาวครั้งหนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นยืนด้วยความสมัครใจ ทันใดนั้นหางที่อยู่ด้านหลังของมันก็เริ่มส่ายไปมา ภายใต้สายตาอันตกตะลึงของมังกรดำแห่งชะตา เพียงเส้นเดียวได้เริ่มแยกตัวออก หนึ่งแยกเป็นสอง สองแยกเป็นสาม…
ในที่สุด หางจิ้งจอกทั้งเก้าเส้นที่มีความยาวเกือบร้อยจั้งก็ปรากฏขึ้น ก่อนที่มังกรดำแห่งชะตาจะทันได้ตั้งตัว หางจิ้งจอกทั้งเก้าเส้นก็กลายเป็นแส้ยาว พุ่งเข้าโจมตีมังกรดำแห่งชะตาพร้อมกัน
เพียงไม่กี่ลมหายใจ มังกรดำแห่งชะตาพยายามดิ้นรนอย่างต่อเนื่องภายใต้การพันธนาการของหางจิ้งจอกทั้งเก้าแต่ก็ไร้ประโยชน์ แม้แต่หางเพียงเส้นเดียวมันยังรับมือไม่ได้ แล้วจะรับมือกับหางทั้งเก้าได้อย่างไร สุดท้ายภายใต้การดึงของหางจิ้งจอก มังกรดำแห่งชะตาก็ได้ถูกนำตัวมาอยู่เบื้องหน้าจิ้งจอกขาว ทันใดนั้นดวงตาของจิ้งจอกขาวก็เป็นประกาย มีแสงสีม่วงวาบผ่านไป จากนั้นมังกรดำแห่งชะตาที่กำลังดิ้นรนอยู่ก็พลันหยุดนิ่ง ราวกับตกอยู่ในห้วงภวังค์
เมื่อเห็นภาพนั้น เจียนจื่อเต้าที่อยู่ใต้ร่างมังกรดำแห่งชะตาก็รู้สึกไม่ดีขึ้นมาทันที เขาตะโกนเสียงดังขึ้นมาทันที “รีบสลัดตัวออกมาเร็วเข้า!” แต่ไม่ว่าเขาจะร้องตะโกนอย่างไรก็ไร้ประโยชน์ จิ้งจอกขาวอ้าปาก จากนั้นก็เห็นพลังบนตัวมังกรดำแห่งชะตากลายเป็นควันดำแล้วค่อย ๆ ถูกจิ้งจอกขาวกลืนกินเข้าไปในปาก ภาพ ‘จิ้งจอกขาวกลืนมังกร’ นี้ได้ทำให้ผู้คนที่มุ่งดูต่างตกตะลึง จิ้งจอกขาวทำให้ผู้คนสงบจิตใจ จีหมิงเยว่เองก็เช่นกัน
ท้ายที่สุดแล้วจิ้งจอกขาวตัวนี้ก็เป็นความสามารถของนางเอง เมื่อจ้าวฉงเห็นภาพนั้นเขาก็กล่าวขึ้นว่า “ท่านองครักษ์ทั้งสาม ตอนนี้พวกท่านคิดอย่างไรกับองค์หญิงใหญ่”
ทันใดนั้นทั้งสามคนก็พลันเงียบไป ที่พวกเขาสนับสนุนเจียนจื่อเต้าก็เพราะพวกเขาคิดว่า ความสามารถของเจียนจื่อเตานั้นเหนือกว่าองค์หญิงหมิงเยว่ แต่ตอนนี้ดูแล้ว องค์หญิงใหญ่ต่างหากที่ซ่อนความสามารถไว้ลึกที่สุด ในยามนี้พวกเขาก็ไม่รู้แล้วว่าควรจะยืนอยู่ข้างใด
ในใจรู้สึกเสียใจยิ่งที่ด่วนตัดสินเร็วเกินไป ไม่มีใครคาดคิดว่าเบื้องหลังองค์หญิงหมิงเยว่จะมีปีศาจที่น่าสะพรึงกลัวอย่างหลี่เต้าคอยหนุนหลังอยู่ อีกทั้งตัวนางเองก็ดูไม่ใช่คนที่จะยอมอ่อนข้อให้ใครร่าย จิ้งจอกขาวกระหายอย่างยิ่ง เมื่อมันกลืนกินทั้งพลังมังกรและชะตาแผ่นดินที่อยู่บนร่างมังกรดำแห่งชะตาก็เริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว จากนั้นร่างของมังกรดำแห่งชะตาก็เริ่มหดเล็กลงเรื่อย ๆ ในระหว่างนั้น เจียนจื่อเต้าเองก็ไม่ใช่ว่าไม่คิดจะดิ้นรน
แต่พลังของเขาก็ไม่อาจแตะต้องกาต่อสู้ระหว่างจิ้งจอกขาวกับมังกรดำแห่งชะตาได้เลย เขาได้แต่จ้องมองมังกรดำแห่งชะตาถูกกลืนกินจนหมดสิ้น ทันใดนั้นจิ้งจอกขาวพลันเรอออกมา ทำให้ที่เมื่อครู่ยังดูน่าเกรงขามอยู่ต้องแสดงสีหน้าเขินอาย พร้อมยกอุ้งเท้าขึ้นปิดปาก แต่จู่ ๆ มันก็ขมวดคิ้วแล้วอ้าปากอีกครั้ง จากนั้นควันสีดำก็ได้พวยพุ่งออกมาจากปากของมัน ดูเหมือนว่าควันสีดำพวกนี้จะทำให้มันรู้สึกไม่สบายท้องอยู่
มันอ้าปากอีกครั้งด้วยความโกรธแค้นและอับอาย ในชั่วขณะถัดมา เปลวเพลิงสีฟ้าสว่างจ้าก็พลันพุ่งออกมาจากปากของมัน ควันสีดำที่หนีไม่ทันก็ได้ถูกเปลวเพลิงเผาผลาญจนมอดดับ หลังจากนั้นแสงสีขาวก็เปล่งประกายออกมาจากร่างจิ้งจอกขาว แล้วร่างมหึมานั้นก็ค่อย ๆ หดเล็กลง สุดท้ายก็กลายเป็นสัตว์ตัวเล็กสีขาวอีกครั้ง ก่อนจะกระโดดโลดเต้นกลับมาที่ฝ่ามือของจีหมิงเยว่ มันเลียนิ้วมือเบา ๆ แล้วก็หายวับไป
ดังนั้นบนลานกว้างใหญ่จึงเหลือเพียงสามคน
“อูอันกง สิ่งที่ข้าควรทำก็ทำเสร็จแล้ว ต่อจากนี้ก็ขอรบกวนท่านด้วย” จีหมิงเยว่เอ่ยเบา ๆ กับหลี่เต้าที่มีร่างสูงสามจั้งที่ยืนอยู่ข้างกาย หลี่เต้าจึงได้สติกลับมาจากเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นไป เขามองนางอย่างลึกซึ้งก่อนจะพยักหน้าพลางกล่าว “มอบให้ข้าจัดการเถิด”
จีหมิงเยว่พยักหนารับ ขณะที่นางกำลังพินิจมองหลี่เต้า หางตาก็เผลอไปเห็นบางสิ่งเข้า จีหมิงเยว่พลันชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่สองแก้มจะเริ่มแดงระเรื่อขึ้นมา
“ข้าคงไม่รบกวนเจ้าแล้ว” เมื่อพูดจบจีหมิงเยว่ก็รีบหมุนตัวจากไปทันที แม้ท่วงท่าจะยังคงสง่างามอ่อนช้อยเช่นเดิม แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด หลี่เต้ากลับรู้สึกว่าฝีเท้าของนางดูรีบร้อนอยู่บ้าง ให้ความรู้สึกว่ากำลังรนราน ทันใดนั้นหลี่เต้าก็นึกถึงสายตาของจีหมิงเยว่เมื่อครู่ เขาจึงก้มหน้าลงมองโดยไม่รู้ตัว แล้วก็เข้าใจสาเหตุในทันที แต่ก็ไม่ใช่ความผิดของเขา
เมื่อเขาระดมพลังทั่วร่าง บางส่วนของร่างกายก็ย่อมเกิดการเปลี่ยนแปลงด้วย นี่เป็นเรื่องปกติ ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเหตุการณ์แทรก ปัญหาสำคัญที่สุดในตอนนี้คือต้องจัดการกับเจียนจื่อเต้า ในยามนี้เจียนจื่อเต้ายังคงสงสัยในชีวิต เพราะการหายไปของมังกรดำแห่งชะตา เมื่อมังกรดำแห่งชะตาหายไป นั่นหมายความว่าพลังมังกรและชะตาแผ่นดินต้าเฉียนบนร่างเขาก็หายไปด้วย สิ่งที่เขาวางแผนมาอย่างยากลำบากนี้ ได้ถูกจิ้งจอกขาวตัวนั้นแย่งชิงไปจนหมด
ยามนี้เมื่อไร้ซึ่งมังกรดำแห่งโชคชะตาและชะตาแผ่นดินแล้ว เขาจะมีค่าอันใดอีก ไม่มีทางที่จะได้เป็นฮ่องเต้แห่งต้าเฉียนอีกต่อไปแล้ว
“อากกก!” ความแตกต่างระหว่างอดีตและปัจจุบัน ทำให้เจียนจื่อเต้าร้องคำรามออกมาอย่างอดไม่ได้ ในยามนั้นเอง ร่างสามร่างก็ได้ปรากฏขึ้นไม่ไกลเบื้องหน้าเจียนจื่อเต้า
“จงยอมจำนนเถิด!” สามคนที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหันนี้ไม่ใช่ผู้ใด แต่เป็นองครักษ์ทั้งสามที่เคยยืนดูอยู่ก่อนหน้านี้
ก่อนหน้านี้เมื่อเจียนจื่อเต้ายังมีความได้เปรียบ พวกเขาเลือกที่จะปล่อยไป และถึงขั้นให้การสนับสนุน บัดนี้เมื่อเจียนจื่อเต้าตกอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบ ไร้ซึ่งพลังมังกรและพลังชะตาแผ่นดินแล้ว พวกเขาก็หวังจะกู้หน้าคืนมาบ้าง แต่ทว่าก่อนที่ทั้งสามคนจะทันได้ตอบสนอง ทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา
“ท่านทั้งสาม ท่านหลีกทางด้วย เขาเป็นของข้า” ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใดที่หลี่เต้ามายืนอยู่ที่ด้านหลังของทั้งสามคน
หนึ่งในสามคนพลันเอ่ยปากขึ้น “เจ้าเด็กน้อย เจ้าจะสังหารเขาหรือ?”
“ไม่ได้หรือไร?”
“เมื่อเทียบกับการที่เขาตายไปแล้ว การที่เขายังมีชีวิตอยู่มีค่ามากกว่า” ท้ายที่สุดแล้วนี่ก็เป็นเทพมนุษย์ จะไม่ให้ผู้คนหวั่นไหวได้อย่างไร หากสามารถควบคุมได้ บางทีอาจจะช่วยให้พวกเขาทะลวงขั้นเทพมนุษย์ได้ หลี่เต้ามองดูทั้งสามคนก่อนจะพูดอย่างช้า ๆ ว่า “ข้าบอกแล้วว่าเขาเป็นของข้า”
อะไรคือคนเป็นมีค่ามากกว่า สำหรับหลี่เต้าแล้ว ศัตรูที่ตายไปแล้วต่างหากที่มีค่าที่สุด
องครักษ์คนหนึ่งกำลังจะพูดบางสิ่งบางอย่าง แต่แล้วเขาก็ถูกองครักษ์อีกคนที่อยู่ข้าง ๆ ดึงตัวเอาไว้ เพราะเขาเห็นหลี่เต้าเดินตรงเข้ามาแล้ว ด้วยความกดดันที่น่าหวาดกลัวของหลี่เต้า ทั้งสามคนจึงต้องหลีกทางให้ เมื่อมองดูเงาร่างด้านหลังของหลี่เต้าแล้ว องครักษ์ที่พูดก่อนหน้านี้ก็มีแววตาไม่พอใจ อดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำเบา ๆ
ในพริบตาต่อมา สายลมแรงก็พลันปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา ทันใดนั้นก่อนที่เขาจะทันได้ตอบสนอง ร่างทั้งร่างก็ถูกจับที่ลำคอและถูกยกขึ้นในทันที สีหน้าขององครักษ์อีกสองนายพลันเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
“เจ้าจะทำอะไร!”
“ปล่อยเขาเดี๋ยวนี้!”
หลี่เต้าไม่สนใจองครักษ์อีกสองคนเลยแม้แต้น้อย เขามองใบหน้าที่แดงก่ำในอุ้งมือที่กำลังดิ้นรนอย่างไร้ประโยชน์ ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบว่า “สัตว์เดรัจฉานเช่นเจ้า มีชีวิตอยู่มานานเกินไปจนลืมไปแล้วหรือว่า ควรเคารพผู้ที่แข็งแกร่งกว่าตนเช่นไร?”
“ขะ… ขออภัย” จิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัวของหลี่เต้า ได้ทำให้ดวงตาขององครักษ์ผู้นั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ไม่เหลือท่าทีเย่อหยิ่งเช่นก่อนหน้า ได้แต่ขออภัยอย่างไร้หนทาง ในตอนนี้เองเขาถึงตระหนักขึ้นได้ ไม่ใช่ทุกคนที่จะให้ความสำคัญกับตำแหน่งองครักษ์ของเขา อย่างน้อยผู้ที่อยู่ตรงหน้านี้ก็มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะทำเช่นนั้น
“อูอันกง…” จ้าวฉงเดินมาหยุดตรงหน้าหลี่เต้าอย่างลังเลก่อนจะเอ่ยปาก หลี่เต้าหันกลับมาพยักหน้า “เห็นแก่ท่านขันทีจ้าว ข้าจะละเว้นชีวิตพวกเจ้าไว้”
หากในอนาคตองค์หญิงหมิงเยว่ได้ขึ้นครองราชย์ พวกเขาก็ถือว่าเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของนาง และผู้ใต้บังคับบัญชาของนางก็นับว่าเป็นคนของเสี่ยวอวี่เอ๋อร์เช่นกัน แม้จะไร้ประโยชน์อยู่บ้างแต่ก็ถือว่าเป็นของเสียที่ยังพอมีค่าอยู่ อย่างน้อยก็ในแง่การคุ้มครองความปลอดภัยในวังหลวง
“คราวหน้าจำไว้ อย่าได้พูดจาให้เป็นภัยแก่ตน” หลังพูดจบ หลี่เต้าก็โยนองครักษ์ที่อยู่ในมือไปทางองครักษ์อีกสองนายที่เหลือ องครักษ์ทั้งสองคนรับร่างนั้นไว้โดยสัญชาตญาณ ทันทีที่สัมผัสถูก สีหน้าของทั้งสองก็เปลี่ยนไปในพริบตา พวกเขารีบระดมพลังทั้งหมดต้านทานแรงที่ถาโถมเข้าใส่ร่างเอาไว้ทันที
ผลก็คือ ทั้งสองคนอุ้มร่างองครักษ์คนที่สามถลาหลังไปบนพื้นเป็นระยะทางหลายสิบจั้งจึงหยุดลงได้ พรวด! ชั่วขณะถัดมา ทั้งสามคนก็พลันกระอักเลือดออกมาพร้อมกัน ทันใดนั้นสีหน้าของทั้งสามคนก็ต่างแสดงความหวาดกลัวออกมา เพียงแค่ฟากฝ่ายสะบัดมือเล่น ๆ ก็ทำให้พวกเขาต้องตกอยู่ในสภาพอันน่าอเนจอนาถเช่นนี้แล้ว พวกเขานึกถึงคำพูดของหลี่เต้าที่เคยประเมินพวกเขาทั้งสามคนไว้ขึ้นมา ช่างไร้ค่าราวกับมดปลวก