ระบบสังหาร จักรพรรดิไร้พ่ายแห่งสมรภูมิ - บทที่ 582 ไร้หนทางช่วย เหลือจ้าวเหนียน
บทที่ 582 ไร้หนทางช่วย เหลือจ้าวเหนียน
==========================================================
‘จ้าวเหนียน’ ปรบมือพลางกล่าวว่า “สมแล้วที่เป็นอู่อันกงที่ฝ่าบาททรงแต่งตั้ง มีความสามารถในการหยั่งรู้เหนือกว่าธรรมดา”
“แต่อู่อันกง เมื่อครู่ก่อนที่ข้าจะลงมือ เจ้าก็มีปฏิกิริยาตอบสนองแล้ว คงเป็นเพราะรู้ตัวคนของข้าล่วงหน้า ข้าอยากรู้ว่าข้าเผยพิรุธตรงไหน”
หลี่เต้ากล่าวเสียงเรียบว่า “เดิมทีข้ารู้สึกว่าเจ้าดูผิดปกติอยู่แล้ว ดังนั้นตอนโยนราชโองการให้เจ้า ข้าจึงใช้แรงมากกว่าปกติ ไม่คิดว่าเจ้าจะรับได้อย่างมั่นคง”
การออกแรงเพิ่มขึ้นเล็กน้อยของคนธรรมดากับของหลี่เต้าย่อมไม่เหมือนกันอย่างแน่นอน
การโยนครั้งนั้นแม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์เซียนเทียนก็ยังต้องถูกซัดกระเด็นไป มีเพียงระดับปรมาจารย์เท่านั้นที่จะรับได้ แล้วรัชทายาทที่มีวรยุทธ์ถึงระดับปรมาจารย์?
นั่นมันเป็นไปไม่ได้
หาก ‘จ้าวเหนียน’ มีวรยุทธ์ระดับนี้ทั้งที่เป็นราชวงศ์สายตรง ฮ่องเต้คงจะยกบัลลังก์ให้เขาไปนานแล้ว ไม่จำเป็นต้องรอพระราชโองการสุดท้าย
“ท่านไม่ใช่เสด็จพี่ แต่เป็นอัครเสนาบดี!” จ้าวหยงเอ่ยด้วยความตกใจ
เมื่อได้ฟังการสนทนาระหว่างทั้งสอง แม้แต่คนโง่ก็คงเข้าใจแล้ว ทันใดนั้นทุกคนก็ถอยห่างจาก ‘จ้าวเหนียน’ โดยสัญชาตญาณ
เป็นอัครเสนาบดีแต่กลับปลอมตัวเป็นรัชทายาท ต้องการทำอะไรกันแน่ แล้วรัชทายาทองค์จริงเล่า ทำอะไรกับเขาไป ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนแสดงให้เห็นถึงเจตนาร้ายของอัครเสนาบดี
องครักษ์ทั้งสามนายที่เดิมติดตามอัครมหาเสนาบดีอยู่ด้านหลัง ต่างระแวดระวังในทันทีและล้อมเขาเอาไว้
จ้าวจงไม่ปิดบังอีกต่อไป พลังกดดันอันรุนแรงแผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขา
หลี่เต้าหันไปมองจีหมิงเยว่และเสี่ยวอวี่เอ๋อร์ ก่อนจะกล่าวเสียงเบาว่า “พวกเจ้าถอยออกไปเถิด”
จีหมิงเยว่ปกป้องเสี่ยวอวี่เอ๋อร์เอาไว้ นางมองดูสถานการณ์ตรงหน้าแล้วพยักหน้าพลางกล่าวว่า “รบกวนท่านด้วย”
ว่าแล้วนางก็พาเสี่ยวอวี่เอ๋อร์หมุนร่างเดินไปทางด้านเถียซานเหนียง
หลี่เต้ามองดู ‘องค์หญิงหมิงเยว่’ ด้วยสายตาประหลาดใจ ไม่ได้พบกันเพียงแค่หนึ่งเดือน แต่ทำไมถึงรู้สึกว่านางเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน พูดจาสุภาพเช่นนี้
หลี่เต้าสะบัดศีรษะไล่ความคิด เขาไม่ได้คิดอะไรมาก ตอนนี้ต้องจัดการกับอัครเสนาบดีเสียก่อน ในเมื่ออัครเสนาบดีเปิดเผยตัวตนแล้ว ก็ถึงเวลาที่ต้องชำระบัญชีแค้นกัน เพื่อแก้แค้นให้รูปปั้นสิงโตหินสองตัวหน้าจวนอันหยวนปอในปีนั้น
“อัครเสนาบดี ท่านพาองค์รัชทายาทไปซ่อนที่ใด?” เมื่อเห็นจ้าวจื่อเต๋าถูกองครักษ์ทั้งสามล้อมไว้ จ้าวจงก็เอ่ยถามตรงๆ ออกไป
แม้จะถูกล้อมเอาไว้ แต่จ้าวจื่อเต๋าในยามนี้กลับไม่รู้สึกตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย เขายิ้มบางพลางกล่าวว่า “รัชทายาทงั้นหรือ? ข้าก็คือรัชทายาทไม่ใช่หรือไร พวกเจ้ายังจะต้องมาตามหารัชทายาทที่ใดอีก”
“ดูท่าเจ้าคงไม่ยอมพูดแล้วสินะ” จ้าวจงขมวดคิ้วพลางเอ่ยว่า “จับตัวเขาไว้”
และทันทีที่จ้าวจงเอ่ยจบ องครักษ์หนึ่งในสามคนก็ลงมือ เขาพุ่งเข้าจู่โจมจ้าวจื่อเต๋าโดยตรง
เนื่องจากก่อนหน้านี้เห็นจ้าวจื่อเต๋าใช้พลังปราณแท้ องครักษ์ผู้นี้จึงไม่ได้เกรงใจ เขาใช้พลังปราณแท้ก่อรูปเป็นกรงเล็บแล้วตะปบใส่จ้าวจื่อเต๋าทันที
เมื่อเผชิญหน้ากับการโจมตีที่พุ่งเข้ามา จ้าวจื่อเต๋าก็ยังคงสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง แม้แต่การเคลื่อนไหวเพียงน้อยนิดก็ยังไม่มี
จับได้แล้ว!
ชั่วขณะนั้นกรงเล็บพลังลมปราณกำลังจะตกลงบนร่างของจ้าวจื่อเต๋า
แต่ในตอนที่กรงเล็บอยู่ห่างจากจ้าวจื่อเต๋าเพียงสามชุน มันก็ราวกับผ่านการกัดกร่อนมานับพันปี สลายกลายเป็นผงธุลีไปในทันที
“เป็นไปได้อย่างไร!”
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า สีหน้าของจ้าวจงและองครักษ์ทั้งสามคนก็ต่างเปลี่ยนไปพร้อมกัน
องครักษ์ผู้ที่ลงมือโจมตีพลันรู้สึกตัว จึงตัดสินใจลงมืออีกหน คราวนี้เขาใช้วรยุทธ์ระดับมหาราชาปรมาจารย์โจมตีจ้าวจื่อเต๋าอีกครั้ง แต่ผลลัพธ์กลับเหมือนเดิม การโจมตียังไม่ทันถึงตัวจ้าวจื่อเต๋าด้วยซ้ำ มันก็สลายไปเสียก่อน
เมื่อเสียงพูดนั้นจบลง องครักษ์ผู้นี้ก็ไม่ได้เก็บงำอะไรอีก เขาปลดปล่อยพลังทั้งหมดออกมา พลังระดับกึ่งเทพมนุษย์ทำให้สายลมพัดกระโชกไปทั่วลานโล่ง
ภายใต้แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวนี้ ผู้คนที่ยืนดูอยู่ต่างต้องรีบถอยหนีหรือไม่ก็ถูกกดให้ทรุดลงกับพื้น
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า จ้าวจงก็พลันขมวดคิ้วเล็กน้อย พลังกดดันของผู้ที่อยู่ในระดับกึ่งเทพมนุษย์นั้นไม่ใช่ว่าใครก็รับมือได้ แม้จะไม่ได้มุ่งเป้าโจมตีไปที่ใคร แต่ผู้ที่อยู่ต่ำกว่าระดับเซียนเทียนก็อาจถูกกดดันจนตับไตพังทลายถึงตายได้
เขาจึงโบกมือจำกัดพลังที่แผ่ขยายออกไปให้อยู่ในขอบเขตหนึ่ง
“ยังไม่รีบถอยไปอีกหรือ”
หลังจากที่จ้าวจงป้องกันแรงกดดันจากผู้ที่อยู่ในระดับกึ่งเทพมนุษย์แล้ว ผู้ที่ทนไม่ไหวก็รีบลุกขึ้นหนีไปให้ไกล แน่นอนว่ายังมีบางส่วนที่ยังคงยืนอยู่กับที่ไม่ขยับเขยื้อน
จ้าวจงเหลือบมองแวบหนึ่งแล้วไม่สนใจอีก ผู้ที่ยังยืนอยู่ได้ล้วนมีวรยุทธ์ไม่ธรรมดา เขาไม่อยากยุ่งด้วยมากนัก เรื่องเร่งด่วนตอนนี้คือจัดการกับอัครเสนาบดีผู้นี้ก่อน
“ฝ่ามือคลื่นถล่มฟ้า!”
เมื่อรวบรวมพลังลมปราณเสร็จสิ้น องครักษ์ผู้นี้ก็ลงมือโดยไม่ลังเล ฝ่ามือนี้ได้รวบรวมพลังแห่งฟ้าดินและพลังปราณแท้จำนวนมหาศาล เขาไม่เชื่อว่าอีกฝ่ายจะรับมือได้อย่างง่ายดาย
เมื่อหนึ่งฝ่ามือถูกฟาดออกไป พลังอันน่าสะพรึงกลัวก็ถาโถมเข้ามาราวกับคลื่นทะเล พลังโจมตีซัดเข้ามาเป็นระลอก
เมื่อมันมาถึงตรงหน้าของจ้าวจื่อเต๋าก็ถึงขีดสุดแล้ว ร่างกายของปุถุชนธรรมดาย่อมไม่อาจทนรับได้อย่างแน่นอน
แต่แล้วในชั่วขณะถัดมา ทุกคนรวมถึงจ้าวจงก็ต่างเปลี่ยนสีหน้าพร้อมกัน เพราะการโจมตีที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้กลับเป็นเช่นเดียวกับการโจมตีสองครั้งก่อนหน้า เมื่อมาถึงระยะสามชุนตรงหน้าจ้าวจื่อเต๋า ทั้งหมดก็พลันอันตรธานหายไปอีกครั้ง
“เป็นไปไม่ได้!” ดวงตาขององครักษ์ที่ลงมือโจมตีเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
“เดี๋ยวก่อน ไม่ถูก นั่นคือ…” ทันใดนั้นองครักษ์คนหนึ่งก็มองไปที่จ้าวจื่อเต๋าด้วยสายตาตกตะลึง ก่อนจะเอ่ยปากว่า “พลังมังกร!”
เมื่อได้ยินดังนั้น องครักษ์ที่ลงมือโจมตีก็พลันสะดุ้งเฮือก เหลือบสายตามองไปทางนั้น
เมื่อมองดูแล้วพวกเขาถึงได้พบว่ารอบกายของจ้าวจื่อเต๋าในระยะสามชุน มีพลังมังกรแผ่วเบาห่อหุ้มอยู่ตลอดเวลา
“พลังมังกร… เป็นเพราะพลังมังกร”
ทันใดนั้นสีหน้าขององครักษ์ทั้งสามพลันเปลี่ยนไป พวกเขาเข้าใจแล้วว่าเหตุใดการโจมตีของตนจึงไร้ผล
สาเหตุที่พวกเขาได้เป็นผู้รับใช้ราชวงศ์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะในร่างของพวกเขามีสายเลือดของตระกูลจ้าวอยู่ไม่มากก็น้อย อีกส่วนหนึ่งนั้นเป็นเพราะพวกเขาได้รับทรัพยากรในการบำเพ็ญเพียรจากราชวงศ์ ทรัพยากรทั่วไปไม่ต้องพูดถึง เมื่อวรยุทธ์ถึงระดับหนึ่งแล้วผลลัพธ์ก็จะลดน้อยลงอย่างมาก แต่มีทรัพยากรอย่างหนึ่งที่ไม่ธรรมดาและเป็นของเฉพาะราชวงศ์เท่านั้น
นั่นก็คือพลังมังกรของราชวงศ์ตระกูลจ้าว พวกเขาฝึกวิชาที่ปฐมจักรพรรดิแห่งต้าเฉียนสร้างขึ้น สามารถดูดซับพลังมังกรของต้าเฉียนเพื่อเพิ่มพูนศักยภาพของตนเองอย่างต่อเนื่อง เหตุที่ปัจจุบันพวกเขามีวรยุทธ์ระดับกึ่งเทพมนุษย์ก็เป็นเพราะเหตุนี้
และวิชานี้มีข้อเสียที่ไม่ใช่ข้อเสีย นั่นก็คือพลังของพวกเขาจะลดทอนลงอย่างมากเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ที่มีพลังมังกรแห่งราชวงศ์ต้าเฉียน ยิ่งมีพลังมังกรมากเท่าไร ผลก็จะยิ่งชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น สิ่งที่พวกเขาเห็นตรงหน้านี้ก็คือระดับที่รุนแรงที่สุด
พลังทั้งหมดของพวกเขาถูกจำกัดด้วยพลังมังกรของอีกฝ่าย แต่อีกฝ่ายไม่ใช่องค์รัชทายาททว่าเป็นอัครเสนาบดี แล้วเหตุใดจึงมีพลังมังกรมากมายถึงเพียงนี้ได้
“เจ้าเป็นใครกันแน่!”
ถึงแม้อัครเสนาบดีจะมีสายเลือดตระกูลจ้าว ก็ไม่น่าจะมีพลังมังกรมากมายถึงเพียงนี้ได้ หลังจากฮ่องเต้สวรรคตก็มีเพียงองค์ชายไม่กี่พระองค์เท่านั้นที่มีพลังมังกรมากที่สุด แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะต้านทานพลังทั้งหมดของพวกเขาได้